“ไม่ได้ตัดสิทธิเด็ก” จริงหรอ? ย้อมปมบอร์ด สปสช. เลือกนำร่อง PCV ก่อนให้ถ้วนหน้า | เก็บตกจากวชิรวิทย์

เป็นประเด็นเกือบตลอดทั้ง ปี 2569 กับกรณีข้อถกเถียงเรื่องการจัดหา วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี (PCV) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ล่าสุดกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อฝ่ายการเมือง กมธ.การสาธารณสุข และกรรมการบอร์ด สปสช. สัดส่วนภาคประชาชน ออกมาชี้แจงข้อมูลคนละด้าน



นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า วัคซีน PCV เตรียมฉีดเด็กไทยต้น พ.ย.นี้แล้ว หลังต้นปีที่ผ่านมาเกิดข้อถกเถียงในบอร์ด สปสช. เกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนป้องกันโรค IPD โดยมีการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ


กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามว่า การพิจารณาความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ควรตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการอย่างไร และเหตุใดการผลักดันให้เด็กเข้าถึงวัคซีนจึงต้องใช้เวลายาวนาน สิ่งนี้กระทบไปถึงบทบาทของ NGO ที่นั้งเป็นบอร์ด สปสช. ด้วย 


วันที่ 28 ตุลาคม 69 นายนิมิตร์ เทียนอุดม และนายวันเสาร์ ไชยกุล กรรมการบอร์ด สปสช. สัดส่วนภาคประชาชน ชี้แจงว่า มติวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ให้เริ่มนำร่องวัคซีน PCV ในพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูง ไม่ใช่การคัดค้านหรือตัดสิทธิเด็กไทย


“ตอนนั้นข้อมูลที่เรามีจากระบบเบิกจ่ายยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเด็กที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อจากอะไร และมีจำนวนเท่าใดที่เกิดจากเชื้อซึ่งวัคซีน PCV ป้องกันได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ปรากฏในระบบมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณจัดหาวัคซีน 


จึงต้องขอให้ทบทวนข้อมูลการป่วยในทุกพื้นที่อีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นความสำคัญของวัคซีน แต่ต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ ข้อมูลเบิกจ่ายก็ไม่ได้หมายถึงจำนวนผู้ป่วยหรือภาระโรคทั้งหมดของประเทศ” นายนิมิตร์ ระบุ 


ขณะที่หลังจากกรมควบคุมโรคได้นำเสนอข้อมูลทางระบาดวิทยาและการเฝ้าระวังโรคเพิ่มเติม บอร์ดจะเห็นชอบให้จัดหาวัคซีน PCV สำหรับเด็กไทยทั่วประเทศในวันที่ 2 มีนาคม 2569


แต่คำถามคือ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ บอร์ดประเมินหลักฐานและทางเลือกที่มีอยู่อย่างไร และเหตุใดจึงเห็นว่าการนำร่องวัคซีน PCV เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในเวลานั้น 


ดังนั้นแม้จะบอกว่า “ไม่ได้ตัดสิทธิเด็ก” แต่ไม่ให้ถ้วนหน้า? มาตั้งแต่แรก ซึ่ง นายวันเสาร์ กรรมการบอร์ด สปสช. สัดส่วนภาคประชาชน อีกคนยกผลการต่อรองราคาวัคซีนมาเป็นหลักฐานว่า การพิจารณาอย่างรอบคอบช่วยรักษาประโยชน์ของประชาชน


“การเรียกร้องให้เด็กได้รับวัคซีนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และไม่ได้หมายความว่าผู้เรียกร้องมีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ผลิต แต่กรรมการบอร์ดต้องมองอีกด้านด้วยว่า จะซื้ออย่างไรให้ได้ราคาที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากต่อรองราคาลดลงได้ เงินก้อนเดียวกันก็จะจัดหาวัคซีนให้เด็กได้มากขึ้น และยังมีทรัพยากรสำหรับดูแลประชาชนที่จำเป็นต้องได้รับบริการอื่นในระบบบัตรทองด้วย” 


ข้อมูลที่นายวันเสาร์เปิดเผยระบุว่า วัคซีน PCV10 ซึ่งใช้ราคาประมาณ 250 บาทต่อโดสในการศึกษาความคุ้มค่า สามารถต่อรองได้ที่ 104.75 บาทต่อโดส ลดลง 145.25 บาทต่อโดส หรือประมาณ 58.1% เมื่อคำนวณตามแผนจัดหาวัคซีนปีงบประมาณ 2569 จำนวน 1,251,000 โดส จะมีส่วนต่างประมาณ 181.9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับการคำนวณที่ใช้ราคาเดิม


สิ่งที่ตัวเลขนี้ตอบได้คือ หากใช้ราคาจัดหา 104.75 บาทต่อโดสแทนราคาอ้างอิง 250 บาทต่อโดส งบประมาณที่คำนวณจากจำนวนวัคซีนเท่ากันจะต่างกันประมาณ 182 ล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ตอบว่า การต่อรองราคาจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการจำกัดพื้นที่ให้บริการหรือไม่


หากมีหลักฐานว่าการเริ่มนำร่องเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการต่อรองราคา หรือการจัดหาวัคซีนในวงกว้างมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที ก็ควรนำหลักฐานนั้นมาอธิบาย แต่หากยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ก็ไม่ควรใช้ผลสำเร็จด้านราคาเป็นข้อสรุปแทนคำอธิบายเรื่องกระบวนการตัดสินใจ


◤ วัคซีนเด็ก PCV  สู้มา 10 ปี บอร์ดไม่เอาก็คือจบ



นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา หนึ่งในผู้ผลักดัน วัคซีนเด็ก PCV ถ้วนหน้า ยังคงตั้งคำถามถึงอำนาจและกลไกตรวจสอบการทำงานของบอร์ด สปสช.


นพ.วีระพันธ์ เล่าถึงประสบการณ์การเชิญผู้บริหาร สปสช. เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการว่า บางครั้งฝ่ายบริหารอธิบายว่าเรื่องที่ถูกตั้งคำถามเป็นอำนาจตัดสินใจของบอร์ด ไม่ใช่อำนาจของสำนักงานโดยตรง ก่อนสรุปข้อสังเกตว่า


“สุดท้ายปัญหามันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายประจำเท่าไรหรอก มันก็ไปอยู่ที่บอร์ด”


ในกรณีวัคซีน PCV อาจเรียกได้ว่า เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลหรือไม่ ที่บอร์ดเลือกแนวทางนำร่อง ในมติบอร์ดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทั้งๆที่ กรณี “วัคซีนเด็ก PCV  สู้มา 10 ปี บอร์ดไม่เอาก็คือจบ” สะท้อน บทบาทของบอร์ดในฐานะกลไกที่สามารถกำหนดได้ว่าข้อเสนอด้านสิทธิประโยชน์จะเดินหน้าหรือหยุดอยู่เพียงใด ทั้งยังชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการมีหลักฐานหรือข้อเสนอสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ กับการได้รับความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ


นพ.วีระพันธ์ ยังเล่าถึงเบื้องหลังการผลักดันวัคซีน PCV โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งมาจากการที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก โดยเฉพาะ พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ติดต่อมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณวัคซีนสำหรับเด็ก


ตามคำบอกเล่าของ นพ.วีระพันธ์ พญ.กุลกัญยามีความกังวลว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนเด็กอาจถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น จึงสอบถามว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง โดยในเบื้องต้นเขาแนะนำให้หารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อดำเนินการแล้ว เรื่องยังไม่สามารถหาข้อยุติได้


ต่อมา นพ.วีระพันธ์จึงแนะนำให้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข เพื่อใช้กลไกของวุฒิสภาตรวจสอบและขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการ


ในการดำเนินการดังกล่าว คณะกรรมาธิการได้เชิญ สปสช. และผู้เชี่ยวชาญเข้าชี้แจง เพื่อสอบถามถึงเหตุผลและกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับวัคซีน PCV แต่เมื่อใช้วิธีเชิญตามปกติแล้วไม่ได้รับข้อมูลที่ต้องการอย่างครบถ้วน คณะกรรมาธิการจึงใช้กลไกตามพระราชบัญญัติที่ให้อำนาจเรียกบุคคลมาให้ข้อมูล ซึ่งเพิ่งมีผลใช้บังคับในช่วงเวลาดังกล่าว


นพ.วีระพันธ์ ระบุว่า การใช้กลไกดังกล่าวทำให้เลขาธิการ สปสช. ต้องเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ และเป็นครั้งแรก ๆ ที่คณะกรรมาธิการใช้กฎหมายดังกล่าวในการเรียกผู้บริหารระดับสูงเข้ามาให้ข้อมูล


ที่สุดแล้ว กรณีวัคซีนเด็ก PCV ไม่ควรหยุดที่การพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือคัดค้านวัคซีน แต่ควรไปให้ถึงคำถามว่า การตัดสินใจเกิดขึ้นบนหลักฐานอะไร มีทางเลือกใดบ้าง และมีการชั่งน้ำหนักผลกระทบต่อเด็กที่รอเข้าถึงบริการอย่างไร


เพราะการบอกว่า “ไม่ได้ตัดสิทธิวัคซีนเด็ก” ไม่ได้แปลว่าการจำกัดบริการในระยะแรกไม่มีผลต่อการเข้าถึงวัคซีน และการต่อรองราคาได้สำเร็จ ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคำถามเกี่ยวกับเหตุผลและความรับผิดชอบของบอร์ดหมดไปด้วย. 


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข 

ความคิดเห็น