“นพ.อนุกูล” ตั้งข้อสังเกต NGO นั่งบอร์ด สปสช. | เก็บตกจากวชิรวิทย์
“นพ.อนุกูล” ตั้งข้อสังเกต NGO นั่งบอร์ด สปสช. อาจเกิดผลประโยชน์ต่างตอบแทน ชี้มีสิทธิโหวตเลือกเลขาธิการ ขณะที่กรรมการบางส่วนเป็นเพียง “ตรายาง”
แม้ไม่มีหลักฐานชี้ชัด NGO ได้ประโยชน์อะไรจากการสนับสนุน สปสช. แต่ตั้งข้อสังเกตความสัมพันธ์เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ทั้งสิทธิลงคะแนนเลือกเลขาธิการและกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเปิดเบื้องหลังประชุมอนุกรรมการ เอกสารส่งล่วงหน้าเพียงคืนเดียว ขณะที่บางวาระมีการหารือเตรียมข้อสรุปกันก่อนแล้ว
.
เก็บตกจากเวทีเสวนา บอร์ด "วน" คนเดิม รื้อระบบธรรมาภิบาล สปสช. กางหลักฐาน 20 ปี “คนเดิม-สลับหมวก” ยึดเก้าอี้บอร์ด โดย กมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา
พญ.ภาวินี เอี่ยมจันทร์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี ตั้งคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยระบุว่า หลังจากอธิบายให้คนรอบข้างฟังถึงปัญหาความไม่สมดุลขององค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. และเหตุผลที่ต้องปรับปรุงกฎหมาย กลับมีคำถามต่อว่า เหตุใดจึงต้องมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เข้ามาเป็นกรรมการ และการมี NGO อยู่ในบอร์ดส่งผลดีหรือเป็นประโยชน์ต่อ สปสช. อย่างไร
พญ.ภาวินี กล่าวว่า คำถามดังกล่าวเป็นคำถามพื้นฐานที่ประชาชนทั่วไปอาจสงสัย แต่กลับอธิบายได้ยาก เพราะต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจโครงสร้างและที่มาของปัญหาหลายส่วน จึงต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนว่า เหตุใด สปสช. จึงออกแบบให้มีตัวแทน NGO อยู่ในบอร์ด และการแก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการครั้งนี้จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพดีขึ้นอย่างไร รวมถึงประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการปรับปรุงกฎหมาย
ด้าน นพ.อนุกูล ที่ปรึกษาชมรมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.รพท.) ตอบคำถามดังกล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า NGO ได้รับประโยชน์อะไรจากการเข้ามาเป็นกรรมการ หรือมีหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ดังกล่าวโดยตรงหรือไม่ แต่มีประเด็นที่ควรตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ในกรณีที่บุคคลเข้ามาเป็นกรรมการในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ขณะเดียวกันก็มีสถานะเกี่ยวข้องกับองค์กรหรือมูลนิธิที่ทำหน้าที่ให้บริการและได้รับเงินสนับสนุนจาก สปสช. ด้วย
◤ ตั้งข้อสังเกต NGO เป็นทั้งตัวแทนประชาชนและหน่วยบริการ รับงบจาก สปสช.
นพ.อนุกูล ยกตัวอย่างกรณีมูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งมีบทบาทด้านการให้บริการและได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สปสช. ประมาณปีละ 10 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานเกี่ยวกับการรับโทรศัพท์ให้คำปรึกษาประชาชนจำนวนหลายหมื่นครั้ง
จากข้อมูลที่มีการชี้แจงในที่ประชุม สปสช. ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการให้บริการอยู่ที่ประมาณครั้งละ 80 กว่าบาท ทำให้เกิดคำถามว่าการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวมีความคุ้มค่าหรือไม่ และมีผลประโยชน์ที่องค์กรได้รับจากการเป็นทั้งผู้แทนภาคประชาชนและผู้ให้บริการในระบบหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทกรรมการกับองค์กรที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการกระทำผิดหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นแล้ว
นพ.อนุกูล กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตั้งข้อสังเกตคือความสัมพันธ์ที่อาจเป็นลักษณะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่าง สปสช. กับ NGO โดยเฉพาะเมื่อองค์กรเหล่านี้มีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ ซึ่งมีอำนาจร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญขององค์กร
◤ ชี้ NGO มีสิทธิโหวตเลือกเลขาธิการ สปสช. เปิดช่องผู้สมัครต้องสร้างแรงสนับสนุนจากกรรมการ
นพ.อนุกูล อธิบายว่า กรรมการในบอร์ด สปสช. มีอำนาจลงคะแนนเลือกเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยผู้มีสิทธิออกเสียงคือกรรมการทั้งหมด ดังนั้น ตัวแทน NGO ที่เข้ามาเป็นกรรมการจึงมีสิทธิร่วมตัดสินใจเลือกผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานด้วย
ประเด็นนี้ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า บุคคลที่ต้องการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. ย่อมต้องสร้างการยอมรับและแรงสนับสนุนจากกรรมการที่มีสิทธิลงคะแนน ซึ่งอาจนำไปสู่การโน้มน้าวหรือเสนอแนวทางดำเนินงานที่ตอบสนองความต้องการของกรรมการแต่ละกลุ่ม
นพ.อนุกูล ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่ต้องการเป็นเลขาธิการอาจมีแนวโน้มเสนอสิ่งที่สามารถดำเนินการให้กับกรรมการ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนในการลงคะแนนเลือกตำแหน่งดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นพ.อนุกูล ไม่ได้แสดงหลักฐานว่ามีการซื้อเสียงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการเลือกเลขาธิการ แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจที่ทำให้กรรมการแต่ละกลุ่มมีบทบาทต่อการคัดเลือกผู้บริหาร และอาจก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ต้องตรวจสอบด้านธรรมาภิบาล
◤ “อนุกูล” แจงแทนกรรมการบางส่วน ยอมรับทำหน้าที่เหมือน “ตรายาง” เอกสารวาระประชุมส่งก่อนประชุมเพียงคืนเดียว
นอกจากประเด็น NGO แล้ว นพ.อนุกูล ยังชี้แจงเพิ่มเติมถึงการทำงานของกรรมการและอนุกรรมการในระบบ สปสช. โดยระบุว่า ตนเองเคยเป็นอนุกรรมการ 2 คณะในชุดปัจจุบัน ได้แก่ คณะอนุกรรมการกำหนดขอบเขตและสิทธิประโยชน์ และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารการคลัง
จากประสบการณ์การเข้าร่วมประชุม พบว่ากรรมการบางส่วนอาจไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นหรือพิจารณาข้อมูลได้อย่างเต็มที่ แม้จะเป็นบุคลากรในระบบสาธารณสุขที่มีความรู้และประสบการณ์ก็ตาม
นพ.อนุกูล กล่าวว่า กรรมการหลายคนมีความรู้สึกว่าตนเองทำหน้าที่คล้าย “ตรายาง” เนื่องจากเอกสารวาระการประชุมมักได้รับก่อนวันประชุมเพียงหนึ่งคืน ขณะที่เอกสารประกอบการนำเสนอหรือสไลด์สำหรับการอภิปรายบางครั้งได้รับในช่วงเช้าของวันประชุม หรืออาจส่งมาในช่วงดึก
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้กรรมการมีเวลาศึกษาข้อมูลน้อยมาก ส่งผลให้ไม่สามารถเตรียมประเด็นอภิปราย ตั้งข้อสังเกต หรือให้ความเห็นต่อข้อเสนอได้อย่างรอบด้าน
นพ.อนุกูล กล่าวว่า แม้แต่ผู้ที่อยู่ในแวดวงสาธารณสุขและมีความรู้เกี่ยวกับระบบบริการยังแทบไม่มีเวลาทำความเข้าใจเอกสาร จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงกรรมการที่อาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในประเด็นที่นำเสนอ
◤ แฉมีประชุม Pre-meeting ก่อนประชุมจริง ตั้งประเด็นและเตรียมข้อสรุปล่วงหน้า
นพ.อนุกูล ยังเปิดเผยถึงกระบวนการประชุมอีกลักษณะหนึ่งที่เรียกว่า Pre-meeting หรือการประชุมหารือก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ในบางกรณีประธานอนุกรรมการจะนัดหมายบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าหารือกันล่วงหน้า เพื่อกำหนดว่าจะมีประเด็นใดนำเข้าสู่การอภิปราย และควรมีแนวทางหรือข้อสรุปอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เข้าร่วมการหารือล่วงหน้าดังกล่าวไม่ได้มีกรรมการทุกคนเข้าร่วมด้วย ทำให้กรรมการบางส่วนไม่ทราบว่ามีการพูดคุยหรือกำหนดแนวทางกันอย่างไรก่อนเข้าสู่การประชุมจริง
นพ.อนุกูล กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่การประชุมอย่างเป็นทางการ บางครั้งกลับพบว่ามีข้อสรุปหรือมติที่เตรียมไว้แล้ว ทำให้กรรมการที่ไม่ได้เข้าร่วม Pre-meeting รู้สึกว่าการประชุมเป็นเพียงขั้นตอนรับรองสิ่งที่มีการพูดคุยกันมาก่อน
กระบวนการดังกล่าวจึงทำให้เกิดคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของกรรมการในการพิจารณาและตัดสินใจ เพราะแม้จะมีตำแหน่งเป็นกรรมการ แต่กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอหรือไม่มีโอกาสร่วมกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น
นพ.อนุกูล ย้ำว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวแทนภาคประชาชนหรือ NGO เท่านั้น แต่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ทำงานในระบบสาธารณสุขเองก็อาจเผชิญข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน จนรู้สึกว่าตนเองมีสถานะเป็นเพียงผู้รับรองมติ มากกว่าจะได้ทำหน้าที่พิจารณาและถ่วงดุลการตัดสินใจอย่างแท้จริง
◤ ภาคประชาชนยืนยันบทบาทตัวแทนผู้ใช้สิทธิ ชี้มีไว้คุ้มครองสิทธิและตรวจสอบระบบ
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวแทนภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. เคยอธิบายถึงเหตุผลของการมีที่นั่งในคณะกรรมการว่า มีไว้เพื่อสะท้อนปัญหาของผู้ใช้สิทธิ คุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน และตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ในระบบหลักประกันสุขภาพ
อย่างเช่น วรรณา แก้วชาติ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สัดส่วนผู้แทนองค์กรเอกชนด้านชุมชนแออัด ระบุว่า ภาคประชาชนทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้รับบริการในการสะท้อนเสียง ปัญหา และข้อเสนอแนะจากพื้นที่ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ช่วยตรวจสอบระบบ และร่วมออกแบบแนวทางพัฒนาระบบกับภาควิชาการและหน่วยบริการ
ขณะที่ นิมิตร์ เทียนอุดม อดีตกรรมการ สปสช. ตัวแทนภาคประชาชน เคยอธิบายว่า การกำหนดให้มีตัวแทนภาคประชาชนในบอร์ดมีเป้าหมายเพื่อถ่วงดุลและสร้างความเป็นธรรมในการกำหนดสิทธิประโยชน์
พร้อมยืนยันว่า กรรมการภาคประชาชนไม่ได้มีผลประโยชน์จากกองทุน นอกจากค่าเบี้ยประชุม
นิมิตร์ยังยกตัวอย่างบทบาทของภาคประชาชนในการผลักดันสิทธิประโยชน์ เช่น การขยายสิทธิรักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉินโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และการผลักดันสิทธิฟอกไตฟรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนสามารถส่งผลต่อการกำหนดสิทธิการรักษาของประชาชนได้
ด้าน ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัย TDRI ระบุว่า กรรมการภาคประชาชนมองว่าระบบนี้เป็นของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของ จึงต้องทำหน้าที่ปกป้องระบบ ขณะเดียวกันงานวิจัยยังพบว่า กลุ่ม NGO ให้ความสำคัญกับประเด็นคุณภาพบริการเป็นหลัก
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น