ทำไม “ฟอกไตบัตรทอง” กลายเป็นบ่อเงินบ่อทองธุรกิจการแพทย์? | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 ทำไม “ฟอกไตบัตรทอง” จึงกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองธุรกิจการแพทย์? เปิดปมผลประโยชน์-ภาระงบหมื่นล้าน


ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอยากจะขยายต่อ จากกรณีที่ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในระบบบริการ “ฟอกเลือด” ด้วยเครื่องไตเทียมและการล้างไตทางหน้าท้อง สิทธิบัตรทอง สปสช. ที่กำลังกลายเป็น “บ่อเงินบ่อทอง” ในเชิงธุรกิจการแพทย์หรือไม่ 


ย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 สปสช. ได้อนุมัตินโยบายฟรีช้อยส์ ให้ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายเลือกรักษาแบบไหนก็ได้ ระหว่าง “ล้างไตทางหน้าท้อง (PD)” หรือ “ฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียม (HD)” ก็ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากเดิมที่ต้องล้างไตทางหน้าท้องเป็นทางเลือกแรกก่อน


หลังจากนั้น ค่าใช้จ่ายในกลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับ “หมื่นล้านบาท” ต่อปีเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือกไปฟอกไตผ่านเครื่องกันเกือบหมด 


ทั้งนี้ ผู้ป่วยไตวายต้องได้รับการฟอกเลือดสัปดาห์ละ 2–3 ครั้งอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต จนกว่าจะได้รับการเปลี่ยนไต ทำให้ผู้ป่วย 1 ราย หมายถึง รายได้ประจำ ของศูนย์ไตเทียมที่แน่นอนและยั่งยืน



◤  3 ปมผลประโยชน์ธุรกิจไตเทียม ใต้ระบบบัตรทอง


หากเจาะลึกรูปแบบการดำเนินงานและข้อสังเกตในปัจจุบัน จะพบเคสสะท้อนภาพชัดเจนใน 3 มิติ ได้แก่


○ เคสที่ 1 การเติบโตของศูนย์ไตเทียมในรูปแบบ Joint Venture / รพ.เอกชนเช่าพื้นที่


 โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่หลายแห่งมีผู้ป่วยแออัดจนเครื่องฟอกไตไม่พอ จึงเปิดให้บริษัทเอกชน หรือ โรงพยาบาลเอกชน เข้ามาสัมปทานพื้นที่ภายใน รพ.รัฐ หรือจัดตั้งศูนย์ไตเทียมร่วมกัน


แต่ข้อสังเกตก็คือ นอกจากการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะทางของ สปสช. มีกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานอย่างไรแล้ว ยังมีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายที่มีความสัมพันธ์กับคนภายในเข้ารับสิทธิหรือไม่? เนื่องจากคิวการเข้าฟอกไตในโรงพยาบาลรัฐเต็ม เอกชนที่ได้สัมปทานจะได้ลูกค้า การันตี ทันที


○ เคสที่ 2 การดึงตัวผู้ป่วย และการสร้างอุปสงค์เทียม


 มีรายงานว่าบางพื้นที่ ศูนย์ไตเทียมเอกชนใช้กลยุทธ์ "รถรับ-ส่งฟรี" ถึงบ้าน หรือเสนอลักษณะบริการเสริมพิเศษ เพื่อจูงใจให้ผู้ป่วยเปลี่ยนจากการล้างไตทางหน้าท้องมาเป็นการฟอกเลือด


ในเชิงการแพทย์ การฟอกเลือดไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคนเสมอไป แต่เนื่องจากอัตราการเบิกจ่ายงบฟอกไตต่อหัวต่อครั้งสูงถึง 1,500 บาท การผลักดันให้ผู้ป่วยเข้ารับการฟอกเลือดจึงสร้างรายได้ให้ศูนย์ฟอกไตมากกว่าการให้ผู้ป่วยไปล้างไตเองที่บ้าน


○ เคสที่ 3 ความไม่โปร่งใสในระบบจัดซื้อจัดจ้างน้ำยาและอุปกรณ์


 สปสช. และโรงพยาบาลมีการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ น้ำยาฟอกไต และเครื่องไตเทียมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท


ดังนั้นสเปกอุปกรณ์และตัวกรอง หรือสัญญาสัมปทานระยะยาว มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ มีการล็อกสเปกให้กลุ่มทุนหรือบริษัทเวชภัณฑ์บางเจ้าหรือไม่


◤ งบฟอกไตพุ่ง 5 ปี จาก 1.2 สู่ 1.7 หมื่นล้าน


สรุปตัวเลขงบประมาณย้อนหลัง 5 ปี (ปีงบประมาณ 2565 – 2569)


  • ปี 2565: 12,384 ล้านบาท (ผู้ป่วยรวม 64,604 ราย) จุดเริ่มต้นนโยบายฟรีช้อยส์ ปล่อยให้ผู้ป่วยเลือกฟอกเลือดฟรีอย่างอิสระ
  • ปี 2566: 14,000 – 15,000 ล้านบาท (ผู้ป่วยรวม 70,000+ ราย) ปริมาณผู้ป่วยเริ่มขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายเริ่มแตะระดับกดดันงบประมาณกองทุน
  • ปี 2567: 16,000 ล้านบาทขึ้นไป (ผู้ป่วยรวม 79,000 ราย) ยอดค่าบริการจริงเริ่มทะลุกรอบงบประมาณที่ตั้งไว้ สปสช. เริ่มส่งสัญญาณภาระงบประมาณ
  • ปี 2568: 17,589 ล้านบาท (ผู้ป่วยรวม 90,227 ราย) งบพุ่งทะยานสูงสุด สปสช. ประสบปัญหางบติดลบสะสมกว่า 4,000 ล้านบาท จนต้องของบฯ กลางเพิ่ม 
  • ปี 2569: 17,448 ล้านบาท (ผู้ป่วยรวม 90,000+ ราย) ตั้งกรอบงบประมาณทรงตัวระดับสูง พร้อมเริ่มวางมาตรการคุมเข้มการเบิกจ่ายและทบทวนเกณฑ์บริการ


แต่เรื่องการฟอกไตแบบ Free Choice ซึ่งเปิดให้ผู้ป่วยเลือกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายว่าจะล้างไตทางช่องท้องหรือฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียม ก็มีความท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเปิดให้ประชาชนมีสิทธิเลือกแล้ว การจะกลับไปบังคับให้ผู้ป่วยต้องเลือกล้างไตทางช่องท้องก่อนเหมือนเดิมก็เป็นเรื่องยาก เนื่องจากประชาชนรู้สึกว่าตัวเองได้รับสิทธิในการเลือกไปแล้ว


แม้ตัวเลขที่ผ่านมาอาจสะท้อนให้เห็นว่า กองทุนต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียมเป็นจำนวนมาก แต่การจะให้คนหน้างานอย่างแพทย์หรือพยาบาลในโรงพยาบาลไปแนะนำหรือโน้มน้าวให้ผู้ป่วยเลือกล้างไตทางช่องท้องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมองว่าการฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียมสะดวกกว่า


ขณะเดียวกัน เรื่องนี้อาจต้องมองไปให้ไกลกว่าการฟอกไต นั่นคือการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไตใหม่ให้ผู้ป่วย และอาจช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว เพราะไม่จำเป็นต้องฟอกไตอย่างต่อเนื่องอีกต่อไป แต่ความท้าทายก็อยู่ที่การจัดหาอวัยวะบริจาคให้เพียงพอสำหรับการปลูกถ่าย ประเด็นนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ และจะหยิบมาเขียนต่อในตอนถัดไปนะครับ 


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ 

ความคิดเห็น