สว.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกต “งบจัดซื้อแลก เก้าอี้บริหาร สธ.” ? | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 การตั้งข้อสังเกตุของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เมื่อเร็วๆนี้ที่รัฐสภา ย้ำปัญหาที่สั่นคลอนระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข ที่ยังไม่จบง่ายๆ โดยผูกโยงเข้ากับผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่าสูงโดยเฉพาะที่ “เขตสุขภาพที่ 10”



สว.เปรมศักดิ์ สงสัยเรื่องการนำ “ตำแหน่งทางบริหาร” มาเป็นเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนกับการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่าสูง ในเขตสุขภาพที่ 10 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และมุกดาหาร 


เขายกตัวอย่าง กรณี ผอ.โรงพยาบาลอุดรธานี หลังรับตำแหน่งได้ไม่นาน เมื่อมีความเห็นทักท้วงเรื่องงบประมาณและการจัดซื้อ กลับถูกสั่งโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งในโรงพยาบาลจังหวัดเลย ซึ่งมีขนาดและระดับศักยภาพเล็กกว่าเดิม


กรณีผู้บริหารโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ถูกสั่งย้ายข้ามภาคไปดำรงตำแหน่งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งผิดสังเกตในแง่ของธรรมาภิบาลและความเหมาะสมเชิงพื้นที่


และกรณีถอนวาระผู้ตรวจราชการ (4 ตำแหน่ง) ซึ่งการถูกถอนวาระออกจากที่ประชุม ครม. อย่างกะทันหัน เนื่องจากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการ "Fast Track" และการเรียกรับผลประโยชน์


นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึง กลุ่มตัวละครและเครือข่ายอิทธิพล เช่น คำเปรียบเทียบเรื่อง "ขั้วอำนาจชั้น 3–4–5" 


-ชั้น 3 หมายถึงผู้บริหารฝั่งข้าราชการประจำ 

-ชั้น 4–5 หมายถึงกลุ่มตัวกลาง คนใกล้ชิดฝ่ายการเมือง หรือตัวแทนแอบอ้างอย่าง “ที่ปรึกษาXXX“  ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการวิ่งเต้นจัดซื้อจัดจ้างและการแต่งตั้งตำแหน่ง


ทั้งนี้งบประมาณการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉายรังสี, เครื่อง MRI, หรืออุปกรณ์ห้องผ่าตัดชั้นสูง มักมีมูลค่าต่อสัญญาตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงหลายร้อยล้านบาท หากข้อแอบอ้างที่ว่า ข้าราชการที่ยอมจัดซื้อกับบริษัทในเครือข่ายผู้บริหารจะได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งระดับสูง เป็นความจริง นี่ย่อมไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริตรายบุคคล แต่คือ “การทุจริตเชิงนโยบาย ” 


พฤติการณ์ลักษณะนี้สร้างความเสียหาย 2 ชั้น


1. เสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน การล็อกสเปก (Lock TOR) หรือกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาบางราย มักทำให้รัฐต้องซื้อเครื่องมือแพทย์ในราคาที่สูงเกินจริง หรือได้อุปกรณ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง


2. เสียหายต่อระบบบริหารงานบุคคล ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถแต่ปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการที่ไม่โปร่งใส จะถูกกีดกันออกจากก้าวหน้าทางอาชีพ


แม้ระบบ Fast Track จะถูกออกแบบมาเพื่อเร่งรัดคนเก่งและคนมีผลงานเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร แต่หากไร้ซึ่งเกณฑ์ประเมินที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ ระบบนี้จะกลายเป็นช่องทางทางกฎหมายที่ถูกใช้บังหน้าเพื่อผลักดันคนของ "สายตรง" หรือข้าราชการในระบบอุปถัมภ์ ขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างรวดเร็ว


สิ่งที่น่าเป็นห่วงตามมา คือ การขาดมาตรการคุ้มครองข้าราชการสุจริต  ในปัจจุบัน ข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เห็นความไม่ชอบมาพากล มักไม่กล้าทักท้วงเนื่องจากเกรงกลัวการถูกกลั่นแกล้ง ย้ายไปตำแหน่งที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกตัดโอกาสเติบโต 


เมื่อระบบไม่สามารถปกป้อง "คนดี" ได้ ระบบราชการจะเหลือเพียงผู้ที่ยอมตามน้ำหรือเกียร์ว่างเพื่อความอยู่รอด


กรณีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งภายในกระทรวง แต่อาจสะท้อนระบบราชการไทยทั้งระบบ.


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข 

ความคิดเห็น