คำถาม 3 ข้อที่ Premium Clinic ต้องตอบให้ชัด! | เก็บตกจากวชิรวิทย์

การผลักดัน “Premium Clinic” ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วยคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) รวม 238 แห่งทั่วประเทศ เป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปรับโฉมบริการสาธารณสุขของรัฐให้ตอบโจทย์ผู้ป่วยยุคใหม่มากขึ้น ทั้งลดเวลารอคอย เพิ่มทางเลือก และเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่มีกำลังจ่ายสามารถเข้าถึงบริการเฉพาะทางได้รวดเร็วขึ้น


แนวคิดนี้มีเหตุผลรองรับคือโรงพยาบาลรัฐจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาความแออัด ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยพร้อมจ่ายเพิ่ม หากแลกกับการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงเท่าโรงพยาบาลเอกชน อีกทั้งยังเป็นช่องทางสร้างรายได้กลับเข้าสู่โรงพยาบาล เพื่อนำไปพัฒนาบริการและเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรอยู่ในระบบ


แต่ทันทีที่ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ โพสต์ข่าวนี้ลงไปเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา ก็น่าสนใจว่ามีผู้คนในโซเชียลที่ช่วยกันคอมเม้นต์ ตั้งประเด็น ตั้งข้อสังเกตุ กันมากมาย สำหรับหลายคน Premium Clinic อาจไม่ใช่เพียง “ทางเลือกใหม่” หากแต่อาจเป็น “ภาพสะท้อน” ของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือไม่ ต่อไปนี้เป็นการประมวลความคิดเห็นที่ได้รับ 


◤ คำถามแรก กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่


ข้อวิพากษ์สำคัญที่สุด คือ โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากประสบภาวะการเงินตึงตัว ไม่ใช่เพราะขาดบริการพิเศษ แต่เพราะต้นทุนการรักษาสูงกว่างบประมาณที่ได้รับคืนจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาหลักอยู่ที่ “รายรับจากระบบปกติไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง” หากเป็นเช่นนั้น การสร้างบริการพรีเมียมขึ้นมาเพื่อหารายได้เพิ่ม อาจเป็นเพียงการอุดรูรั่วชั่วคราว มากกว่าการซ่อมโครงสร้างทั้งระบบ


คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า Premium Clinic จะสร้างรายได้เท่าไร แต่คือ รายได้นั้นมากพอจะชดเชยปัญหาเชิงโครงสร้างหรือไม่


และหากไม่มากพอ นโยบายนี้ก็อาจเป็นเพียง “เครื่องช่วยหายใจ” ที่ยืดเวลาปัญหาออกไปเท่านั้น


◤ ทางเลือก หรือการแบ่งชั้นบริการ


ในทางทฤษฎี Premium Clinic คือการเพิ่ม “ทางเลือก” ให้ประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่การแบ่งแยกการเข้าถึงบริการอย่างชัดเจนระหว่างผู้ที่ “จ่ายได้” กับผู้ที่ “ต้องรอ”


ระบบสุขภาพถ้วนหน้าของไทยสร้างขึ้นบนหลักการว่า ทุกคนควรได้รับบริการตามความจำเป็น ไม่ใช่ตามกำลังจ่าย แต่การเปิดช่องทางพิเศษในโรงพยาบาลรัฐ ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า ในอนาคต ผู้ป่วยทั่วไปจะต้องเผชิญกับระยะเวลารอคอยที่ยาวนานขึ้นหรือไม่


เพราะหากแพทย์และบุคลากรส่วนหนึ่งถูกดึงไปให้บริการในระบบพรีเมียม ย่อมกระทบต่อกำลังการให้บริการในระบบปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


◤ คณิตศาสตร์ของความเหลื่อมล้ำ


ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายสาธารณะสะท้อนภาพได้ชัดเจน หากโรงพยาบาลมีแพทย์ 100 คน ดูแลผู้ป่วย 3,000 คนต่อวัน แพทย์แต่ละคนจะรับภาระเฉลี่ย 30 คนต่อวัน


แต่หากมีการจัดสรรแพทย์ 20 คน ไปให้บริการ Premium Clinic แม้จะรองรับผู้ป่วยเพียง 300 คน กลุ่มแพทย์ที่เหลือ 80 คน จะต้องดูแลผู้ป่วยปกติ 2,700 คน หรือเฉลี่ย 33.75 คนต่อวัน


นั่นหมายความว่า ภาระงานของแพทย์ในระบบปกติเพิ่มขึ้นกว่าเดิมทันที


แม้จะเป็นเพียงการคำนวณสมมติ แต่ก็สะท้อนข้อกังวลเชิงโครงสร้างได้อย่างชัดเจนว่า หากไม่มีการเพิ่มกำลังคนควบคู่กัน Premium Clinic อาจลดเวลารอของคนบางกลุ่ม แต่กลับเพิ่มเวลารอของคนอีกจำนวนมาก


◤ ความเสี่ยงของ “การดูดทรัพยากร”


โรงพยาบาลรัฐมีทรัพยากรจำกัด โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทางและพยาบาล หากบริการพรีเมียมขยายตัวมากขึ้น อาจเกิดแรงจูงใจให้ทรัพยากรที่ดีที่สุดไหลเข้าสู่บริการที่สร้างรายได้สูงกว่า


นี่คือความเสี่ยงที่หลายประเทศเคยเผชิญ เมื่อระบบสาธารณะเริ่มเปิดพื้นที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในหน่วยงานของรัฐ


หากไม่มีการออกแบบกติกาที่ชัดเจน Premium Clinic อาจค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทของโรงพยาบาลรัฐ จาก “ผู้ให้บริการสาธารณะ” ไปสู่ “ผู้ให้บริการสองระบบภายใต้หลังคาเดียวกัน”


ในอีกด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมผู้บริโภคด้านสุขภาพกำลังเปลี่ยนไป ผู้ป่วยจำนวนมากต้องการความรวดเร็ว ความสะดวก และความต่อเนื่องในการรักษา


หลายคนยินดีจ่ายเพิ่ม หากแลกกับการลดระยะเวลารอ โดยเฉพาะเมื่อค่าบริการยังต่ำกว่าโรงพยาบาลเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ


ดังนั้น Premium Clinic จึงอาจเป็นกลไกที่ช่วย “ดึงผู้ป่วยกำลังซื้อ” ให้อยู่ในระบบรัฐ แทนที่จะไหลออกไปสู่ภาคเอกชนทั้งหมด


รายได้ที่เกิดขึ้น หากบริหารอย่างโปร่งใสและนำกลับมาพัฒนาระบบจริง ก็สามารถเป็นแหล่งทุนสำคัญในการยกระดับบริการสาธารณะได้


◤ เงื่อนไขสำคัญ ต้องไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน


Premium Clinic จะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อสามารถตอบคำถาม 3 ข้อได้อย่างชัดเจน


1. บุคลากรที่ให้บริการพรีเมียมต้องไม่ถูกดึงออกจากระบบปกติจนกระทบผู้ป่วยทั่วไป


2.รายได้ที่เกิดขึ้นต้องถูกนำกลับไปพัฒนาระบบบริการโดยรวมอย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้


3. ผู้ป่วยในระบบปกติต้องไม่ได้รับบริการที่ด้อยลง หรือรอนานขึ้นเพราะการมีอยู่ของบริการพรีเมียม


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS #นักข่าวสาธารณสุข

ความคิดเห็น