ทำไม “อนุทิน” ไม่ส่ง “มืออาชีพ” นั่งรัฐมนตรีสาธารณสุข ทั้งที่กระทรวงอื่นทำได้ ? | เก็บตกจากวชิรวิทย์
ท่ามกลางการจัด ครม. อนุทิน 1 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ วืดเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) เนื่องจาก คุณสมบัติไม่ผ่านการตรวจสอบ ล่าสุดชื่อของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย ถูกผลักดันให้ขึ้นนั่งเป็น รมว.สาธารณสุข แทน
คำถามเกิดขึ้นทันทีว่า ทำไมกระทรวงสาธารณสุขจึงกลายเป็นเวทีทดลอง หรือสนามส่งต่อเก้าอี้ทางการเมือง โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขโดยตรง ทั้งที่กระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ยังสามารถเลือก “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งจากดุสิตธานี “คนดี–มืออาชีพ” มานั่งได้
กระทรวงสาธารณสุขถือเป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบาย เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนทั้งประเทศ ตั้งแต่นโยบายโรคระบาด ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไปจนถึงโครงสร้างการแพทย์สาธารณสุขที่ต้องรับแรงกดดันจากสังคมอย่างต่อเนื่อง
แต่ในทางการเมือง เก้าอี้ รมว.สธ. กลับถูกมองว่าเป็นพื้นที่ต่อรอง มากกว่าจะเป็นพื้นที่พัฒนานโยบาย หลายครั้งตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราจึงเห็นการผลักดันบุคคลที่ไม่ใช่มืออาชีพสายสุขภาพเข้ามากุมบังเหียน บางคนทำงานได้ดีเพราะมีวิสัยทัศน์และทีมงาน แต่หลายคนถูกวิจารณ์ว่าไม่เข้าใจระบบสาธารณสุข และใช้ตำแหน่งเพื่อสร้างฐานการเมืองมากกว่าพัฒนาประโยชน์ส่วนรวม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาก่อน ได้เห็นบทบาทความสำคัญ ในการกำหนดทิศทางนโยบายสุขภาพไทย ทั้งเรื่อง โควิด-19 และ นโยบายกัญชา ซึ่งกลายเป็นประเด็นระดับชาติ
แต่เมื่อกลายมาเป็น นายกรัฐมนตรีใน ครม.ชุดปัจจุบัน หลายฝ่ายคาดหวังว่าเขาจะเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจริงจังมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศยังเผชิญความท้าทายเรื่อง ระบบสาธารณสุขตึงตัว บุคลากรขาดแคลน และงบประมาณบัตรทองที่ถูกวิพากษ์หนัก
การเลือก “ลูกชายสันติ” มานั่งแทน จึงถูกตีความได้สองทาง หนึ่ง เป็นการมองกระทรวงสาธารณสุขเป็นแค่ “เก้าอี้การเมือง” เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ หรือ สอง เป็นการลดทอนความสำคัญของภารกิจเชิงนโยบายสุขภาพหรือไม่ ?
รัฐมนตรีสาธารณสุขต้องเข้าใจปัญหา
เมื่อเปรียบเทียบกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน ซึ่งนายอนุทินสามารถดึงมืออาชีพมาทำงานได้อย่างเหมาะสม การปล่อยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นพื้นที่ทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า สุขภาพประชาชนถูกจัดวางไว้ “ลำดับสอง” ไม่ใช่ลำดับแรกของรัฐบาล
หรือนี่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างการเมืองไทยที่ กระทรวงด้านเศรษฐกิจมักถูกให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินและการลงทุน ขณะที่กระทรวงด้านสังคมอย่างสาธารณสุข ถูกมองเป็นเพียง “สนามการเมือง” ที่ใครก็มาเป็นได้
เปิดทำเนียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากยุค คสช. ถึง เพื่อไทย
|
ลำดับ |
รัฐมนตรีสาธารณสุข |
วันที่ดำรงตำแหน่ง |
รัฐบาล |
|
1 |
ศ.นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน |
31 ส.ค. 2557 – 19 ส.ค. 2558 |
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (คสช.) |
|
2 |
ศ.นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร |
20 ส.ค. 2558 – 9 ก.ค. 2562 |
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (คสช.) |
|
3 |
นายอนุทิน ชาญวีรกูล |
10 ก.ค. 2562 – 1 ก.ย. 2566 |
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (เลือกตั้ง 2562) |
|
4 |
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว |
1 ก.ย. 2566 – 27 เม.ย. 2567 |
นายเศรษฐา ทวีสิน (พรรคเพื่อไทยนำรัฐบาล) |
|
5 |
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน |
27 เม.ย. 2567 – … |
นายเศรษฐา ทวีสิน, นส.แพทองธาร ชินวัตร (พรรคเพื่อไทยนำรัฐบาล) |
|
6 |
? |
|
นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทยนำรัฐบาล) |
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ให้ความเห็นว่าแม้หลายกระทรวงจะได้ “คนนอก” ที่เป็นมืออาชีพในสายงานมารับตำแหน่ง แต่กระทรวงสาธารณสุขยังคงได้รัฐมนตรีจาก “โควตาทางการเมือง”
“สิ่งที่อยากเห็นไม่ใช่แค่ใครขึ้นมาเพราะโควตา แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจปัญหาของระบบสาธารณสุขจริง ๆ และมีความตั้งใจเข้ามาแก้ไข” นพ.วีระพันธ์ กล่าว
แม้จะมีเวลา 4 เดือน หรือรวมการรักษาการอาจถึง 8 เดือน ถ้ามีความตั้งใจจริงก็เพียงพอที่จะเริ่มแก้ปัญหาสำคัญได้ “นพ.วีระพันธ์” เปรียบเทียบว่า รัฐบาลที่รู้อายุการทำงานของตนเองเหมือน “คนที่รู้วันตาย” ยิ่งควรใช้เวลาที่เหลือทำสิ่งที่ดีที่สุด
ระบบสาธารณสุข บุคลากรคือหัวใจ
ขณะที่การปฏิรูประบบสาธารณสุขควรเริ่มที่ “บุคลากร” เพราะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพบริการของประชาชน ถ้าแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสหวิชาชีพมีความสุขในการทำงาน ประชาชนที่รับบริการก็จะมีความสุขไปด้วย เพราะฉะนั้นรัฐบาลไหนที่แก้ปัญหานี้ได้ จะกลายเป็นรัฐบาลที่ได้รับความนิยมและยั่งยืน
สำหรับประเด็นที่ควรเร่งแก้ไข เขาแจกแจงไว้ 4–5 เรื่องหลัก ได้แก่
1. ภาระงานหนักเกินไป – บุคลากรทำงานหนักจริงจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
2. ค่าตอบแทนต่ำ – ไม่สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงานและความรับผิดชอบ
3. ความก้าวหน้าในวิชาชีพ – ระบบราชการผูกติด ก.พ. ทำให้เติบโตช้า หากสามารถแยกสาธารณสุขออกมา จะเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนา
4. สวัสดิการไม่เพียงพอ – บ้านพักเก่า การเดินทางลำบาก ความปลอดภัยในการทำงานที่ยังไม่ทั่วถึง
“ถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์จริง ๆ ภายใน 8 เดือนก็สามารถเริ่มแก้ปัญหาเหล่านี้ได้” นพ.วีระพันธ์ กล่าว
เขาเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้กำลังผลักดัน ร่างกฎหมายกำหนดชั่วโมงการทำงานบุคลากรสาธารณสุข เพื่อยกระดับ wellbeing และความปลอดภัยในการทำงาน
“กฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะกลับมาให้เราตรวจสอบและยื่นอีกครั้ง หากรัฐบาลให้การสนับสนุน ถือว่าเป็นกฎหมายชิ้นโบว์แดงของระบบสาธารณสุข” นพ.วีระพันธ์ ระบุ
นอกจากนี้ ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการ เขายืนยันว่าจะเดินหน้าพบรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อนำเสนอปัญหาและ “Solution” ที่ได้ศึกษาและเตรียมไว้
มืออาชีพที่แท้จริงคืออะไร
ด้าน ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และผู้แทนเครือข่าย UHosNet ให้สัมภาษณ์ว่า “มืออาชีพ” คือคำตอบที่ทุกคนปรารถนา
“มืออาชีพคือคนที่เข้าใจปัญหา รู้วิธีแก้ และตัดสินใจได้อย่างมีหลักการ ถ้าได้คนแบบนี้มาก็ย่อมดีกว่า” ผศ.นพ.สนั่น กล่าว
เขาอธิบายว่าปัญหาของกระทรวงสาธารณสุขแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาของตัวกระทรวงเอง กับปัญหาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แม้จะซ้อนทับกัน แต่เป็นเรื่องที่แยกกันได้
ปัญหาของตัวกระทรวงแม้จะแก้ยาก แต่โครงสร้างและระบบชัดเจน เข้าใจไม่ยากนัก ต่างจาก สปสช. ที่มีความซับซ้อนสูง ถ้ารัฐมนตรีเป็นคนที่ไม่เข้าใจระบบ สปสช. และมีเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็ยากที่จะจัดการกับปัญหาซับซ้อนตรงนี้ได้สำเร็จ ยกเว้นเป็นคนที่รู้เรื่องอยู่แล้ว หรือเรียนรู้ได้เร็วมาก ๆ
4 เดือนอาจยังไม่สามารถวางนโยบายระยะยาวได้ แต่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นประเด็นร้อนอยู่ เช่น คลินิกชุมชนอบอุ่นถูกเรียกเงินคืน โรงพยาบาลต่างจังหวัดคัดค้านระบบจ่ายใหม่แบบ Point System ของ สปสช. ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังสร้างแรงกดดันและต้องการคำตอบด่วน
สำหรับคำถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่รัฐมนตรีสาธารณสุขต้องเป็น “หมอ” หรือคนในระบบ ผศ.นพ.สนั่น ตอบว่าไม่จำเป็น แต่ต้องเป็นผู้ที่ “เข้าใจปัญหาจริง”
“สปสช. และกระทรวงไม่ได้มีแค่หมอ ยังมีทันตแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรสาธารณสุข แต่ประเด็นคือคนที่มารับตำแหน่งต้องรู้ว่าปัญหาตอนนี้คืออะไร โดยเฉพาะเรื่องการเงินและการจัดบริการที่กำลังเป็นวิกฤติ” ผศ.นพ.สนั่น กล่าว
และฝากถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล โดยเฉพาะในฐานะที่นายกฯ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขว่า ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาของ สปสช.
“ตอนเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพใหม่ ๆ กระทรวงกับ สปสช.ทำงานแบบปรึกษาหารือกัน แต่ปัจจุบันกลายเป็นลักษณะสั่งการจากบนลงล่าง ทำให้เกิดปัญหามากมาย หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ไขตรงนี้ จะทำให้ระบบเดินต่อไปอย่างติดขัด” ผศ.นพ.สนั่น ระบุ
ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ แต่ต้องเข้าใจการบริหาร
ขณะที่ นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมารับตำแหน่ง โดยระบุว่า รัฐมนตรีสาธารณสุขมีภารกิจหลัก 2 ด้านสำคัญ
ภารกิจแรก กำกับดูแลโรงพยาบาลของรัฐ นายนิมิตร์ อธิบายว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าของโรงพยาบาลของรัฐกว่า 90% ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นบริการพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับ
“หน้าที่ของรัฐมนตรีคือกำกับให้หน่วยบริการเหล่านี้มีมาตรฐาน ให้บริการที่ยึดโยงกับประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่บริการที่ตกอยู่ภายใต้แนวคิดกำไร–ขาดทุน เพราะนี่คือบริการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้” เขากล่าว
เขาย้ำว่า การเป็น “มืออาชีพ” ของรัฐมนตรีจึงหมายถึงความสามารถในการบริหารจัดการหน่วยบริการให้มีความพร้อม ทั้งกำลังคน ทรัพยากรบุคคล และทรัพยากรด้านกายภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ใช่บริการที่ด้อยมาตรฐานหรือแออัดเกินไป
ภารกิจที่สอง บริหารระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นอกจากดูแลโรงพยาบาล รัฐมนตรีสาธารณสุขยังต้องนั่งเป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งกำหนดทิศทางของระบบบัตรทองโดยตรง
“โจทย์สำคัญคือคุณจะบริหารจัดการการเงินอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้สิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม ได้บริการที่มีคุณภาพที่สุด โดยใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” นายนิมิตร์กล่าว
นายนิมิตร์ บอกว่า รมว.สาธารณสุขไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ แต่ควรได้คนที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการบริหาร เข้าใจหลักการจัดการคน ทรัพยากร และสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานในสังกัดสามารถจัดบริการที่มีมาตรฐานและคุณภาพ เป็นบริการของรัฐที่ประชาชนรู้สึกเชื่อมั่นได้
ส่วนเวลาจำกัดที่ 4 เดือน นายนิมิตร์เห็นว่าไม่ใช่อุปสรรค เพราะหลายเรื่องไม่ใช่สิ่งที่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่เป็นเรื่องที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว เพียงรัฐมนตรีเข้าใจกลไกที่มี รีบหยิบมาสานต่อและตัดสินใจ ก็สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ภายใน 4 เดือน ถ้าจะทำจริง ๆ เวลาก็ไม่ใช่ปัญหา
มองต่างมุม ทำไมสาธารณสุขไม่ถูก “เลือกมืออาชีพ” เหมือนกระทรวงเศรษฐกิจ?
ด้าน พญ.ณัฐกานต์ ชื่นชม หรือ “หมอเบียร์” อดีตอายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลแม่สอด บอกว่ากระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงที่ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งกายและใจ มีบุคลากรจำนวนมากและหลากหลายวิชาชีพ โครงสร้างงานก็ซับซ้อนมาก คนที่จะมาคุมต้องมีความเข้าใจเชิงลึกทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ทำงานบนโต๊ะ
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกระทรวงพาณิชย์ ที่ดึงมืออาชีพภายนอกมาดูแล สาเหตุหนึ่งอาจเพราะโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงสาธารณสุข “แน่น” อยู่แล้ว งบประมาณและแผนงานต่าง ๆ ค่อนข้างชัดเจน จึงไม่ถูกมองว่าเป็นวิกฤตที่ต้องการ “ยอดฝีมือ” มาคุมเร่งด่วน
“อาจจะมองได้สองมุม มุมหนึ่งคือโครงสร้างสาธารณสุขดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้คนพิเศษ อีกมุมหนึ่งคือ อาจถูกให้ความสำคัญน้อยเกินไปก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เราหวังว่าจะได้คนที่เห็นคุณค่าของระบบจริง ๆ” เธอกล่าว
หมอเบียร์ยอมรับว่า การจัดสรรตำแหน่งในลักษณะ “โควตาพรรคการเมือง” ระบบการเมืองไทยหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐมนตรีจะต้องรับฟังข้อเสนอจากข้าราชการประจำอย่างจริงจัง
“ถึงแม้รัฐมนตรีจะไม่ใช่หมอหรือพยาบาล แต่ถ้าฟังและเข้าใจสิ่งที่ข้าราชการประจำนำเสนอ ก็สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องและเดินหน้านโยบายที่ดีต่อประชาชนได้”
สำหรับข้อจำกัดเวลาของรัฐบาลที่บอกว่าจะอยู่เพียง 4 เดือนแล้วยุบสภา การเลือกผู้ที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องเป็น “คนที่เข้าใจปัญหาจริง ๆ” และมีประสบการณ์เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทันที
หมอเบียร์เห็นว่า ควรเน้น “การรักษานโยบายที่ดี” และเร่งตัดสินใจในเรื่องที่ค้างอยู่มากกว่าเริ่มโครงการใหม่ ยกตัวอย่างประเด็นสำคัญที่ควรเร่งผลักดัน เช่น
• การแก้ปัญหาการลาออกของบุคลากรสาธารณสุข ผ่านการปรับโครงสร้างเงินเดือนและสภาพการทำงาน
• การจัดสรรแพทย์และบุคลากรไปยังพื้นที่กันดาร
• การบริหารจัดการยา โดยเฉพาะยานอกบัญชียาหลัก
• การจัดระบบดูแลผู้ป่วยข้ามชาติและแรงงานต่างด้าว เพื่อลดภาระการเงินของโรงพยาบาล
“สาธารณสุขไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ต้องการนโยบายประชานิยมเร่งด่วน แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องการความต่อเนื่อง ความมั่นคง และการตัดสินใจที่ถูกต้องในเรื่องที่รอการแก้ไข” หมอเบียร์ ระบุ
สุขภาพคนไทยในสมการการเมือง
ท้ายที่สุดปฏิเสธไม่ได้ว่า คำถามที่สังคมโยนกลับไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็คือ ทำไมถึงไม่ส่ง “มืออาชีพ” มานั่งเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข ทั้งที่ตัวเองรู้ดีว่าเก้าอี้นี้สำคัญแค่ไหน? หรือกระทรวงสาธารณสุขถูกมองเป็นแค่ “โควตาการเมือง” หรือยังคงมีความหมายต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนจริง ๆ?
การเลือกบุคคลมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่การจัดสรรเก้าอี้ในทางการเมือง แต่คือการกำหนดอนาคตของระบบสาธารณสุขไทยทั้งระบบ เมื่อจะบอกว่าจะอยู่เป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่คงไม่มีอะไรแน่นอน
การตัดสินใจของนายอนุทินครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงครั้งใหม่ว่า สุขภาพของประชาชนไทยถูกวางอยู่ตรงไหนในสมการการเมืองของรัฐบาล “อนุทิน 1”



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น