เปลี่ยนลิ้นคนไทยไม่ให้หวานร้อย “หวานปกติ = หวาน 50%” สกัดโรค NCDs | เก็บตกจากวชิรวิทย์

  • คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 21 ช้อนชาต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำของ องค์การอนามัยโลก ถึง 3.5 เท่า เป็นปัจจัยสำคัญเร่งโรค NCDs ที่คร่าชีวิตกว่า 4 แสนคนต่อปี
  • นโยบายใหม่ “หวานปกติ = หวาน 50%” ของ กรมอนามัย ปรับลดน้ำตาลพื้นฐานในเครื่องดื่มลงครึ่งหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคโดยไม่บังคับผู้บริโภค
  • ความร่วมมือ 9 แบรนด์เครื่องดื่มชง สร้างสภาพแวดล้อมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้คนไทยเข้าถึงตัวเลือกหวานน้อยได้ง่ายขึ้น และลดการบริโภคน้ำตาลโดยอัตโนมัติ
  • นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสู้ NCDs ควบคู่ “เวชศาสตร์วิถีชีวิต” ปรับพฤติกรรม 6 ด้าน (อาหาร ออกกำลังกาย นอน เครียด สังคม งดสารเสพติด) เพื่อลดอ้วน เบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจในระยะยาว




ทุกวันที่คุณซื้อเครื่องดื่มชงสักแก้ว อาจไม่ได้นึกถึงตัวเลขที่น่าตกใจเหล่านี้ “คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน” ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวันถึง 3.5 เท่า

 

เครื่องดื่มชงหวานปกติ 1 แก้ว (ขนาด 16-22 ออนซ์) โดยทั่วไปมีน้ำตาลประมาณ 10-19 ช้อนชา (40-75 กรัม) ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ไม่เกิน 6 ช้อนชา) ถึง 2-3 เท่า

 

เมื่อคุณพยายามดูแลสุขภาพจึงสั่ง “หวานน้อย” แต่ปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยจะอยู่ที่ 25-50 กรัม หรือประมาณ 6-12 ช้อนชา ก็ยังคงสูงเกินกว่าความต้องการของร่างกายอยู่ดี


เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้เปลี่ยนแปลง “หวานปกติ” ที่คุ้นเคยมาตลอด ด้วยนโยบายใหม่ที่ชื่อว่า “หวานปกติ = หวาน 50%” จับมือกับแบรนด์เครื่องดื่มชงยักษ์ใหญ่ 9 แบรนด์ทั่วประเทศ เพื่อลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม “หวานปกติ” ลงครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่า “หวานน้อย” กลายเป็น “หวานปกติ” ไปแล้ว 


ผลกระทบของการกินน้ำตาลมากเกินไปไม่ได้มีแค่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น สถานการณ์สุขภาพของคนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง




วิกฤตน้ำตาลที่คนไทยต้องเผชิญ


สถานการณ์สุขภาพของคนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจว่า โรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยไปมากถึง 4 แสนคนต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ


หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้โรค NCDs ระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ คือการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินความจำเป็น ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวันถึง 3.5 เท่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด


ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ในปี 2568 พบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18-34 ปี 


  • ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 25.4% เป็น 29.5% 
  • เบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 9.5% เป็น 10.6% เมื่อเทียบกับปี 2563 


นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยกว่า 83.4% บริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน และมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 45% สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรม “กินเกิน-นอนน้อย-เนือยนิ่ง” ที่กลายเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่


เพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพที่กำลังคุกคามคนไทย กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย จึงได้ริเริ่มนโยบายปฏิรูปมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” โดยได้จับมือกับสมาคมกาแฟไทยและผู้ประกอบการเครื่องดื่มชงรายใหญ่ 7 บริษัท 9 แบรนด์ดัง ประกอบด้วย 


1. บริษัท บางจากรีเทล จำกัด (อินทนิล)

2. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน)

3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรร และเบลลินี่)

4. บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด (แบล็คแคนยอน)

5. บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (อินเตอร์คอฟ)

6. บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (พันธุ์ไทย)

7. บริษัท เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด (ชาวดอย)


แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การกำหนดมาตรฐานความหวานใหม่ “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนด้วยการเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีความหวานในระดับที่เหมาะสม นโยบายนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมกาแฟไทย ภาคประชาสังคม และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการเลือกบริโภคความหวานอย่างพอดี


นโยบายนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” ที่กรมอนามัยได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2563 และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอย่างเห็นได้ชัด 


ข้อมูลจากความร่วมมือกับบริษัทไลน์แมน พบว่าในปี 2567 ประเทศไทยสามารถลดการใช้น้ำตาลลงได้กว่า 120 ตัน และในปี 2568 พบว่าประชาชนสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยสูงถึง 75%


นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย อธิบายว่า การเข้าร่วมของผู้ประกอบการทั้ง 9 แบรนด์เป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ซึ่งแต่ละแบรนด์สามารถดำเนินการได้ตามความพร้อมและบริบทของตนเอง บางแบรนด์เริ่มจากเมนูนำร่อง 


ขณะที่บางแบรนด์สามารถดำเนินการได้ทุกเมนู การมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมคือกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการเข้าถึงน้ำตาลโดยไม่จำเป็น และช่วยให้คนไทยมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในทุกพื้นที่


การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการรายใหญ่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม และเป็นต้นแบบให้กับร้านเครื่องดื่มชงรายอื่นๆ ต่อไป 


นอกจากนี้ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคให้แก่ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง และสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “หวานน้อยก็อร่อยได้”


เดือนแห่งความรัก ส่งต่อความหวานที่ดีต่อสุขภาพ


ใช้โอกาสเปิดตัวนโยบายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก  เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักส่งต่อความหวานให้กัน “กรมอนามัย” ต้องการเปลี่ยนแนวคิดการส่งต่อความหวานจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป มาเป็นการส่งต่อความรักและความห่วงใยต่อสุขภาพของคนที่เรารักในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “รักดีต่อใจ เริ่มที่หวานปกติ = 50%” เพื่อตอกย้ำว่าการลดหวานคือการดูแลหัวใจและสุขภาพของคนไทย



แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กล่าวว่า หลังจากการเปิดตัวนโยบายในช่วงเดือนแห่งความรัก ประชาชนสามารถติดตามแคมเปญดีๆ จาก 9 แบรนด์ที่ส่งต่อความรักความห่วงใยผู้บริโภคในการร่วมขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศครั้งนี้ 


การดำเนินงานในระยะต่อไปจะมีการขยายความร่วมมือและเพิ่มทางเลือกเครื่องดื่มที่มีความหวานเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเดินหน้าสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนว่าการลดความหวานเป็นการปรับเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่การลดทอนความอร่อย



ทางเลือกที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การบังคับ


สิ่งสำคัญที่กรมอนามัยต้องการสื่อสารคือ นโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” ไม่ใช่การบังคับหรือการจำกัดทางเลือกของผู้บริโภค แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค ผู้บริโภคยังคงสามารถเลือกลดหรือเพิ่มระดับความหวานได้ตามความต้องการ เพียงแต่ระดับความหวาน “ปกติ” ซึ่งเป็นตัวเลือกเริ่มต้นที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือก จะถูกปรับลดลงมาครึ่งหนึ่งจากเดิม 


การปรับมาตรฐานนี้จะช่วยลดระดับความหวานพื้นฐานลงครึ่งหนึ่ง และช่วยปรับความคุ้นชินด้านรสชาติของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การลดหวานทำได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยผู้บริโภคอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก แต่ในระยะยาวจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล


นโยบายนี้เป็นการต่อยอดนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้ โดยยกระดับจากการให้ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกระดับความหวาน มาเป็นการปรับมาตรฐานความหวานพื้นฐานให้เหมาะสมกับสุขภาพตั้งแต่ต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคที่ไม่ได้ระบุความต้องการพิเศษก็จะได้รับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลงโดยอัตโนมัติ


“เวชศาสตร์วิถีชีวิต” อาวุธใหม่ต่อสู้ NCDs


นอกจากการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงแล้ว กรมอนามัยยังได้นำหลัก “Lifestyle Medicine” หรือเวชศาสตร์วิถีชีวิต มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและลดโรค NCDs อย่างยั่งยืน โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพภายใต้ 6 เสาหลัก


แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย อธิบายว่า กรมอนามัยกำลังสร้าง “แกนนำสุขภาพระดับอำเภอ” ที่จะเป็น Health Coach เพื่อเป็นพี่เลี้ยงสุขภาพนำกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs เข้าสู่ศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs Prevention Center) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งติดตามประเมินผลจนกลับมามีสุขภาพดี โดยการนำหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตจะช่วยเป็นแนวทางให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น


6 เสาหลักของเวชศาสตร์วิถีชีวิต ประกอบด้วย


1. ด้านโภชนาการ - การเลือกอาหารเพื่อลดความเสี่ยง NCDs เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เลือกโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ถั่ว ลดน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน และโซเดียม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” ที่กรมอนามัยกำลังขับเคลื่อน


2. การมีกิจกรรมทางกาย - ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และเสริมสุขภาพหัวใจ


3. การนอนหลับที่เพียงพอ - วัยทำงานควรนอน 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เข้านอนและตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน ลดการใช้หน้าจอก่อนนอน การนอนหลับที่เพียงพอช่วยควบคุมฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารและการเผาผลาญพลังงาน


4. การจัดการความเครียด - ฝึกหายใจลึกๆ ทำสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมผ่อนคลาย ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต


5. ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี - มีเครือข่ายครอบครัว เพื่อน หรือชุมชน การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีช่วยลดความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิต


6. หลีกเลี่ยงสารเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยง - งดสูบบุหรี่ จำกัดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ลดการสัมผัสสารพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5



ช่องว่างระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ


นายแพทย์อัครวัฒน์ เพียวพงภควัต ผู้อำนวยการส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนเรื่องโรค NCDs พบว่าประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอสูงถึง 93.18% แต่ผลการสำรวจด้านพฤติกรรมกลับพบว่ามากกว่า 50% ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs


ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่สำคัญระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ แม้ประชาชนจะรู้ว่าอะไรดีต่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงกลับยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมกรมอนามัยจึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่เพียงให้ความรู้เท่านั้น


ตัวอย่างเช่น การกินอาหารไขมันสูง การกินหวาน การกินอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำจิ้ม น้ำพริก น้ำแกง อาหารเมนูน้ำ ส้มตำ และการเติมเครื่องปรุงรสเค็มเป็นประจำ ยังคงเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยในคนไทย 


ในขณะที่การกินผักและผลไม้สดที่หลากหลายอย่างน้อยวันละครึ่งกิโล (4-6 กำมือ) มีเพียง 48.70% และการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกเหนื่อยหรือมีเหงื่ออก สะสมครบ 150 นาที/สัปดาห์ มีเพียง 48.90 % เท่านั้น


พัฒนาศักยภาพผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอ


เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน กรมอนามัยได้จัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอระดับสูง โดยมีนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน


นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร กล่าวว่า การดำเนินงานในระดับพื้นที่ ผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs พร้อมทั้งเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับอำเภอให้มีวิสัยทัศน์ ใช้ข้อมูลและก้าวทันเทคโนโลยี พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ


การอบรมครั้งนี้มีผู้บริหารสาธารณสุขอำเภอเข้ารับการอบรมจำนวน 100 คน เพื่อดำเนินการในระดับพื้นที่ โดยกรมอนามัยได้รับความร่วมมือจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย และชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ในการดำเนินงานอบรมร่วมกัน


เพราะแม้นโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการขยายผลให้ครอบคลุมร้านเครื่องดื่มชงทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กและร้านอิสระที่มีจำนวนมาก


อีกความท้าทายหนึ่งคือการปรับเปลี่ยนความคุ้นเคยด้านรสชาติของผู้บริโภค ซึ่งบางคนอาจต้องการความหวานมากกว่ามาตรฐานใหม่ อย่างไรก็ตาม กรมอนามัยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและการสื่อสารที่ดีจะช่วยให้ผู้บริโภคปรับตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว


กรมอนามัยยังคงเชิญชวนผู้ประกอบการเครื่องดื่มชงในประเทศไทยทั้งรายใหญ่และรายย่อยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะ “หวานปกติ…กำลังเปลี่ยนไป เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทยทั้งประเทศ”


ผลลัพธ์ที่คาดหวัง


การประกาศมาตรฐานความหวานใหม่ครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการลดความเสี่ยงโรค NCDs และสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนไทย 


หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ จะสามารถลดปริมาณน้ำตาลที่คนไทยบริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อการลดลงของอัตราการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว


นอกจากนี้ยังจะช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลของระบบสุขภาพและของประชาชนเอง เพราะการป้องกันโรคดีกว่าการรักษา และที่สำคัญคือจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับปัญหาโรค NCDs มากขึ้น

ความคิดเห็น