เห็นต่างแก้ "หมอขาด" เติมคนลงพื้นที่สีแดง!? | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 เห็นต่างแก้ "หมอขาด" เติมคนลงพื้นที่สีแดง!?


นโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่เตรียมจัดสรร "แพทย์จบใหม่รอบพิเศษ" เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อแก้ปัญหาหมอขาดแคลนขั้นวิกฤติ “พื้นที่สีแดง” งัดไม้เด็ดมาดึงดูดใจ ทั้งการเพิ่มค่าตอบแทนเข้าเวรห้องฉุกเฉิน (ER) ให้ถึง 2 เท่า และให้โควตาพิเศษในการเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง ด้วยหวังจะให้มีหมอไปเติม “พื้นที่สีแดง” ที่ขาดแคลนแพทย์ ดูเหมือนจะดีแก้ปัญหาได้จริง 


แต่ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ พบอีกมุมมองจาก หมอในโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลชายแดน ที่เล่าให้ฟังว่า… โจทย์อาจจะไม่ใช่ "หมอไม่พอ" เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การจัดสรรที่ไม่สมดุล” ต่างหาก โดยเฉพาะคำว่า “พื้นที่สีแดง”  


 1. สั่งการจาก "ส่วนกลาง" อาจไม่เห็นภาพกว้างเท่า "คนในพื้นที่"


นโยบายที่กำหนดมาจากกระทรวงฯ มักจะชี้เป้าไปที่โรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งโดยตรง โดยยึดข้อมูลจากหน้ากระดาษเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละจังหวัดเขามีระบบ "ครอบครัวเดียวกัน" คือสามารถเกลี่ยกำลังหมอ สลับกันไปช่วยตรวจตามความหนักเบาของงานในแต่ละอำเภอได้อยู่แล้ว


การที่ส่วนกลางจิ้มเลือกลงไปเลยว่าโรงพยาบาลนี้คือ "พื้นที่สีแดง" ที่ต้องเติมหมอให้ด่วน บางครั้งอาจทำให้ระบบการบริหารจัดการภาพรวมของจังหวัดรวนได้ 


เพราะคนในย่อมรู้ดีที่สุดว่าตรงไหนป่วยหนัก ตรงไหนพอไหว การให้อำนาจ "ระดับจังหวัดและเขตสุขภาพ" เป็นคนเคาะตัวเลขและจัดสรรหมอเอง จึงเป็นทางออกที่ตรงจุดกว่า


2. ระวัง "ตัวเลขหลอกตา" ทำให้ส่งหมอไปผิดที่


ส่วนกลางมักใช้ตัวเลขอย่าง "อัตราการครองเตียง" มาเป็นเกณฑ์วัดว่าโรงพยาบาลไหนงานล้นมือ แต่รู้หรือไม่ครับว่า บางครั้งตัวเลขนี้ก็แอบหลอกตาเราได้!


ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น นโยบายดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Ward) ซึ่งโรงพยาบาลจะนับรวมผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้าไปในสถิติด้วย ทำให้ตัวเลขคนไข้พุ่งกระฉูด ดูเหมือนเตียงในโรงพยาบาลเต็มจนล้น ทั้งที่จริงๆ แล้วคนไข้นอนอยู่ที่บ้าน และภาระงานของหมอในวอร์ดไม่ได้หนักหนาสาหัสขนาดนั้น ผลคือ ส่วนกลางส่งหมอไปกระจุกตัวผิดที่ แทนที่จะส่งไปที่ที่งานล้นมือจริงๆ


3. ยิ่งให้ "สิทธิพิเศษ" อาจยิ่งทำลายสมดุลทั้งจังหวัด


การอัดฉีดสิทธิพิเศษ เช่น เพิ่มค่าเวร 2 เท่า ให้กับโรงพยาบาลที่เป็น “พื้นที่สีแดง” เพียงบางแห่ง เปรียบเสมือนการสร้าง "แม่เหล็ก" ขนาดใหญ่ แน่นอนว่ามันดึงดูดหมอได้จริง แต่มันกลับไปดูดเอาหมอจากโรงพยาบาลอำเภอข้างเคียงให้ย้ายตามไปด้วย! 


เมื่อจังหวัดมีหมอเท่าเดิม แต่หมอแห่ไปรวมกันอยู่ที่เดียว โรงพยาบาลรอบนอกที่ไม่ได้สิทธิพิเศษก็จะกลายเป็นพื้นที่ขาดแคลนแห่งใหม่ กลายเป็นการแก้ปัญหาจุดหนึ่ง แต่ไปสร้างปัญหาให้อีกจุดหนึ่งแทน


4. โรงพยาบาลชายแดนและถิ่นทุรกันดาร ควรเป็น "วีไอพี" ตัวจริง 


ถ้าจะแก้ปัญหาให้เป็นธรรม การจัดสรรหมอไม่ควรดูแค่ตัวเลขคนไข้ แต่ต้องดู "ความยากลำบาก" ควบคู่ไปด้วย โรงพยาบาลตามชายแดน บนดอย หรือพื้นที่ห่างไกลที่ส่งตัวคนไข้ยากลำบาก หาคนไปทำงานแทนได้ยาก และมีภาระงานหนักต่อเนื่อง ควรได้รับการดูแลเป็นอันดับแรก เพราะถ้าพื้นที่เหล่านี้ขาดหมอ ชาวบ้านจะเดือดร้อนแสนสาหัสในการเดินทางไปรักษาตัวในเมือง


เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นโยบายลดพื้นที่ขาดแคลนแพทย์สีแดง ล็อตนี้ กระทรวงฯ เตรียมเติมหมอเข้าไปประมาณ 307 คน ใน 76 โรงพยาบาลชุมชน (และ 1 รพ.ศูนย์) ครอบคลุม 36 จังหวัด โดยแบ่งตามเขตสุขภาพ ดังนี้


 ภาคเหนือ (เขตฯ 1, 2, 3) ได้รับจัดสรรรวม 101 คน (เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ตาก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี ชัยนาท)


 ภาคกลางและตะวันตก (เขตฯ 4, 5): ได้รับจัดสรรรวม 51 คน (ลพบุรี อยุธยา ปทุมธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี)

 

ภาคอีสาน (เขตฯ 7, 8, 9, 10) ได้รับจัดสรรรวม 123 คน (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ เลย บึงกาฬ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุดรธานี) รวมถึง รพ.บึงกาฬ ซึ่งเป็น รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป เพียงแห่งเดียวในโผนี้

 

ภาคใต้ (เขตฯ 11, 12) ได้รับจัดสรรรวม 32 คน (นครศรีธรรมราช พังงา ตรัง นราธิวาส ยะลา)


ประเด็น “หมอขาด” ก็มีอีกมุมที่ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ สนใจ คือช่วงนี้ “เพจหมอ” โพสต์ในโซเชียลว่า ”รัฐกำลังเร่งผลิตหมอจนล้นแล้ว“ และกำลังจะคล้ายกับ ”วิศวกร“ แต่ทำไมยังพบกรณีหมอขาดแคลนในระบบอีก  ตอนหน้าจะหาเวลามาเขียนต่อ 


#นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS #เก็บตกจากวชิรวิทย์

ความคิดเห็น