ทันตาภิบาล “แรงงานเงา” ที่รอการมองเห็น | เก็บตกจากวชิรวิทย์
ปธ.ชมรมทันตาภิบาลฯ ชี้ถอยร่าง ‘นักอนามัยช่องปาก’ เป็นโอกาสทบทวนระบบทั้งประเทศ ย้ำต้องตอบโจทย์ความมั่นคงงาน บริการประชาชน - ไม่คัดค้านการสร้างตำแหน่งใหม่ หากช่วยยกระดับวิชาชีพ แต่ต้องไม่ตัดบทบาทรักษาขั้นพื้นฐาน พร้อมเรียกร้องวางระบบกำลังคนสุขภาพช่องปากทั้งภาครัฐ-เอกชนอย่างชัดเจน
วันที่ 1 พ.ค. 69 นางอรุณวรรณ แม่หล่าย เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขชำนาญงาน และประธานชมรมทันตาภิบาล 77 จังหวัด เปิดเผยกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถึงกรณีการถอนร่างข้อบังคับเกี่ยวกับตำแหน่ง “นักอนามัยช่องปาก” เพื่อนำกลับไปทบทวนว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนโครงสร้างกำลังคนด้านสุขภาพช่องปากของประเทศให้รอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดบทบาท หน้าที่ และเส้นทางความก้าวหน้าของบุคลากรในวิชาชีพที่ต้องสอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพในปัจจุบัน
◤ มองตำแหน่งใหม่ด้วยความเข้าใจ แต่ต้องตอบโจทย์ระบบ
นางอรุณวรรณ กล่าวว่า โดยหลักการแล้ว ตำแหน่ง “นักอนามัยช่องปาก” เป็นแนวคิดที่มีเจตนาดี เพราะสะท้อนความพยายามในการแก้ปัญหาสถานะวิชาชีพของทันตาภิบาล ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่า 50-60 ปีก่อน เพื่อทดแทนการขาดแคลนทันตแพทย์ใน รพ.สต.หรือ รพช. พื้นที่ห่างไกล
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทันตาภิบาลมีบทบาทสำคัญในระบบบริการสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะในระดับปฐมภูมิ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมายวิชาชีพ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารภาครัฐ รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำให้เกิดความจำเป็นต้องทบทวนและออกแบบตำแหน่งงานใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“หากมีตำแหน่งใหม่ที่ตรงกับวุฒิการศึกษา ก็จะช่วยให้นักศึกษาที่จบหลักสูตร 4 ปีมีเส้นทางวิชาชีพที่ชัดเจน ไม่ต้องไปคาบเกี่ยวกับตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขอย่างในปัจจุบัน และยังช่วยลดความสับสนของหน่วยงานผู้ใช้ รวมถึงทำให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของบุคลากรกลุ่มนี้มากขึ้น” นางอรุณวรรณ กล่าว
◤ ห่วงตัดบทบาทรักษา กระทบทั้งวิชาชีพและประชาชน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวล คือ ร่างข้อบังคับเดิมมีแนวโน้มตัดบทบาทด้านการรักษาขั้นพื้นฐานของทันตาภิบาลออกไป โดยเฉพาะการขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟันในกรณีพื้นฐาน
นางอรุณวรรณ ระบุว่า ปัจจุบันทันตาภิบาลมีบทบาทช่วยแบ่งเบาภาระงานของทันตแพทย์อย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งการให้บริการด้านหัตถการขั้นพื้นฐานของทันตาภิบาลคิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของบริการทันตกรรมระดับปฐมภูมิ
หากบทบาทดังกล่าวถูกตัดออก ภาระงานทั้งหมดจะไหลกลับเข้าสู่ระบบของทันตแพทย์ ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบรองรับไม่ทัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนทันตแพทย์ ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ช้าลง ปัญหาสุขภาพช่องปากรุนแรงขึ้น และท้ายที่สุดกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง
◤ คำถามสำคัญ คือ “ความมั่นคงในการจ้างงาน”
ประธานชมรมทันตาภิบาล 77 จังหวัด กล่าวว่า สิ่งที่วิชาชีพต้องการคำตอบมากที่สุด ไม่ใช่เพียงเรื่องชื่อเรียกของตำแหน่ง แต่คือ “ความมั่นคงในการจ้างงาน”
ปัจจุบัน บัณฑิตหลักสูตรสาธารณสุข 4 ปี สาขาทันตสาธารณสุข ยังเผชิญปัญหาการมีตำแหน่งรองรับไม่เพียงพอ โดยในปีนี้ยังมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาแล้วต้องหางานเองราว 20% สะท้อนว่าระบบกำลังคนยังไม่สามารถรองรับผู้จบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ถ้าจะสร้างตำแหน่งใหม่ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าตำแหน่งนี้จะมีความมั่นคงหรือไม่ และจะถูกวางไว้ตรงไหนในระบบสุขภาพช่องปากของประเทศ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน” นางอรุณวรรณ กล่าว
◤ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ท้องถิ่นรับคนไม่ได้ แม้ต้องการกำลังคน
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ ความไม่สอดคล้องของโครงสร้างตำแหน่งระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แม้ท้องถิ่นจะมีความต้องการบุคลากรด้านทันตสาธารณสุข แต่โครงสร้างตำแหน่งที่มีอยู่ยังอิงกับระบบเดิม ทำให้ไม่สามารถบรรจุบัณฑิตจบใหม่หลักสูตร 4 ปีได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้หลายคนต้องเข้าสู่ระบบการจ้างงานชั่วคราว เช่น ลูกจ้างตามภารกิจ หรือพนักงานจ้าง ซึ่งมีความมั่นคงต่ำและสวัสดิการจำกัด
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งน่ากังวล เมื่อแต่ละปีมีผู้สำเร็จการศึกษาด้านนี้ประมาณ 300 คน แต่ตำแหน่งงานกลับไม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สอดคล้องกัน
◤ เด็กรากหญ้ากำลังเผชิญทางตัน
นางอรุณวรรณ สะท้อนด้วยว่า ผู้เรียนในสาขานี้จำนวนมากมาจากครอบครัวฐานราก และหวังใช้วิชาชีพเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว
แต่เมื่อจบออกมาแล้วกลับไม่สามารถเข้าสู่ระบบงานที่มั่นคงได้ หลายคนต้องรับงานชั่วคราว หรือบางรายจำเป็นต้องออกจากวิชาชีพไปทำงานอื่น แม้จะได้รับการฝึกฝนมาโดยตรงเพื่อดูแลสุขภาพประชาชน
“นี่คือความเจ็บปวดของคนในวิชาชีพ เราเห็นน้องๆ ที่ตั้งใจเรียนเพื่อกลับไปรับใช้บ้านเกิด แต่กลับไม่มีที่ยืนในระบบ” เธอกล่าว
◤ เสนอวางระบบสุขภาพช่องปากทั้งประเทศให้ชัด
ประธานชมรมทันตาภิบาล 77 จังหวัด เห็นว่า ทางออกระยะยาว คือการจัดทำระบบกำลังคนสุขภาพช่องปากของประเทศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่การผลิต การจ้างงาน การกระจายกำลังคน ไปจนถึงการกำกับติดตาม
เมื่อมีภาพรวมที่ชัดเจน จะสามารถกำหนดได้ว่า บุคลากรแต่ละวิชาชีพควรทำหน้าที่ใด อยู่ในระดับบริการใด และมีบทบาทเชื่อมโยงกันอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การวางตำแหน่งงานและเส้นทางความก้าวหน้าที่เหมาะสม
“ถ้าระบบชัด เราจะเห็นเลยว่าใครควรทำอะไร ที่ไหน และภายใต้กรอบใด เมื่อนั้นความมั่นคงในการจ้างงานก็จะเกิดขึ้นเอง” นางอรุณวรรณ กล่าว
◤ ถอนร่างครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
สำหรับการที่ทันตแพทยสภาถอนร่างข้อบังคับกลับไปทบทวนนั้น นางอรุณวรรณ ระบุว่า ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าทันตาภิบาล “สบายใจ” อย่างเต็มที่ เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ทิศทางของการปรับปรุงร่างในอนาคต
หากการทบทวนครั้งนี้นำไปสู่การออกแบบตำแหน่งที่สอดคล้องกับระบบบริการจริง รองรับบุคลากรที่มีอยู่ และไม่ลดทอนบทบาทที่จำเป็นต่อการดูแลประชาชน ก็จะถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพ
“หากมีการปรับปรุงให้เอื้อต่อระบบเดิมที่มีอยู่ และตอบโจทย์ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย รวมถึงประชาชน นั่นจะเป็นสิ่งที่งดงามมาก” เธอกล่าว
◤ “แรงงานเงา” ที่รอการมองเห็น
นางอรุณวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ทันตาภิบาลทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพช่องปากไทย แต่กลับเป็นวิชาชีพที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจบทบาทอย่างแท้จริง
“เรามักพูดกันเล่นๆ ว่าทันตาภิบาลคือ ‘อาชีพที่ไร้วิชาชีพ’ และเป็น ‘แรงงานเงา’ ในระบบสุขภาพช่องปากของประเทศ”
อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่า การที่สังคมและสื่อเริ่มหันมาให้ความสนใจต่อประเด็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะอย่างน้อยทำให้บทบาทของทันตาภิบาลเริ่มเป็นที่รับรู้มากขึ้น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในอนาคต.
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น