กางแแผนดัน ”อาสาพยาบาล“ นโยบายใหม่ สธ. | เก็บตกจากวชิรวิทย์
●“อาสาพยาบาล” ไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ แต่เป็นบุคลากรสุขภาพรูปแบบใหม่ ผ่านการอบรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง NCD ผู้ป่วยจิตเวช และงานสุขภาพในชุมชน ทำงานในพื้นที่ตัวเอง พร้อมค่าตอบแทนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน
● คนที่สมัครได้ มีอย่างน้อย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้จบปริญญาสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพ, ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ที่ผ่านการอบรมแล้ว และพยาบาลวิชาชีพเกษียณที่ต้องการกลับมาช่วยงานชุมชน
● เป้าหมายคือแก้ปัญหาขาดคนดูแลในชุมชน และลดภาระครอบครัว รัฐบาลตั้งเป้า “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล” ก่อนขยายสู่ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ครอบครัวผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงไม่ต้องลาออกจากงานมาดูแลเองทั้งหมด
● หากนำร่อง “1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล” ทั่วประเทศราว 7,255 ตำบล จะต้องใช้งบค่าตอบแทนขั้นต่ำประมาณ 1,305 ล้านบาทต่อปี แต่หากขยายถึงทุกหมู่บ้านในประเทศไทยที่อยู่ราว 75,000 แห่ง งบอาจพุ่งเกิน 13,000 ล้านบาทต่อปี
_______
“พยาบาลอาสา” นโยบายเสียงของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 ก่อนจะถูกปรับมาเป็น “อาสาพยาบาล” หรือ “อสพ.” เมื่อได้เป็นรัฐบาล และกำลังจะผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง
ความต่างของคำอาจดูเล็กน้อย แต่นัยยะไม่เหมือนกัน เพราะ “อาสาพยาบาล” ในนิยามของกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพที่รัฐจ้างเพิ่ม แต่คือบุคลากรรูปแบบใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วทำงานในชุมชนของตัวเอง ด้วยค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนตามที่ได้หาเสียงไว้ว่า ”พูดแล้วทำ“
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่าที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 มีมติให้เริ่มดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2569 นี้แล้ว
นโยบายนี้นอกจากจะเพิ่มกำลังคนในระบบสุขภาพ แต่ยังเกี่ยวโยงกับชีวิตของคนหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่อยากเป็นอาสาพยาบาล ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน และชุมชนที่ยังขาดแคลนการดูแลสุขภาพเบื้องต้น แล้ว “ใครเป็นอาสาพยาบาลได้บ้าง” และ “เราจะได้อะไรจากนโยบายนี้?”
◤ อาสาพยาบาล คืออะไร?
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่า “อาสาพยาบาล” ในนโยบายนี้ไม่ใช่พยาบาลวิชาชีพ และไม่ใช่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ที่มีอยู่เดิม แต่เป็นบุคลากรรูปแบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างระหว่างระบบโรงพยาบาลกับการดูแลในชุมชน
นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อธิบายว่า อาสาพยาบาลจะ “ทำหน้าที่คล้ายพยาบาล แต่เป็นการทำงานในชุมชน” โดยจะเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติก่อนออกปฏิบัติงานจริง
ภารกิจหลักของอาสาพยาบาล ครอบคลุมกลุ่มผู้ป่วยที่ระบบโรงพยาบาลเข้าถึงได้ยากในชีวิตประจำวัน ได้แก่
• ผู้สูงอายุ ที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง
• ผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่สามารถเดินทางมารับบริการเองได้
• ผู้ป่วยประคับประคอง (Palliative Care) ที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต
• ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
• งานอนามัยแม่และเด็ก
• ผู้ป่วยจิตเวช ในชุมชน
◤ ใครเป็นอาสาพยาบาลได้บ้าง?
จากข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยในขณะนี้ มีกลุ่มที่เข้าเกณฑ์อยู่อย่างน้อย 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1: ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (สาขาที่เกี่ยวข้อง)
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพระบุชัดเจนว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้ที่ “จบการศึกษาระดับปริญญา” และต้องผ่านการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตามหลักสูตรที่กำหนด แม้ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดสาขาวิชาที่เปิดรับอย่างเป็นทางการ แต่ลักษณะงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยและทำงานคล้ายพยาบาล ทำให้คาดการณ์ได้ว่า กลุ่มที่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การพยาบาล สาธารณสุข หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง จะมีความได้เปรียบในการสมัคร
กลุ่มที่ 2: ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ที่ผ่านการอบรมแล้ว
กลุ่มนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า หากสามารถ “ยกระดับ CG เดิมเข้าสู่ระบบอาสาพยาบาลได้ก็พร้อมสนับสนุน” ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ผ่านการอบรมจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมกิจการผู้สูงอายุและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากกลุ่มนี้สามารถนำชั่วโมงฝึกอบรมที่มีอยู่มาเทียบโอนหรือต่อยอดได้ จะเป็นการเปิดเส้นทางอาชีพใหม่ที่มีรายได้มั่นคงและชัดเจนขึ้น
กลุ่มที่ 3: พยาบาลวิชาชีพที่เกษียณอายุราชการแล้ว
อีกกลุ่มที่รัฐมนตรีระบุถึงโดยตรง คือ “พยาบาลเกษียณ ถ้ามีความประสงค์เข้ามาในโครงการนี้ก็ยินดี” กลุ่มนี้มีทักษะและประสบการณ์ด้านการดูแลผู้ป่วยสูง และน่าจะสามารถผ่านการฝึกอบรมได้รวดเร็วกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน การทำงานในชุมชนบ้านเกิดตัวเองยังตอบโจทย์ด้านคุณภาพชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
◤ เงื่อนไข ต้องทำงานในพื้นที่ของตัวเอง
หนึ่งในเงื่อนไขหลักที่แตกต่างจากการจ้างงานทั่วไป คือ อาสาพยาบาลจะต้องทำงานในชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่ต้องดูแลต้องเป็นคนในพื้นที่เดียวกัน
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพอธิบายว่า “เขาได้ทำงานที่บ้าน เพราะกลุ่มเป้าหมายต้องเป็นคนในพื้นที่ ก็เหมือนดูแลญาติพี่น้องของตัวเอง”
เงื่อนไขนี้มีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องพิจารณา ข้อดีคือผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องย้ายถิ่น ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกล และสามารถดูแลผู้คนที่รู้จักในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนนอก ส่วนข้อที่ต้องระวังคือ ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์อาศัยอยู่ อาจต้องใช้เวลาในการสรรหาและพัฒนาบุคลากรนานกว่าพื้นที่อื่น
◤ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ
ในช่วงหาเสียง มีการพูดถึงตัวเลขค่าตอบแทนที่ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าค่าตอบแทนจริงจะ “ไม่ต่ำกว่านั้น” โดยในระยะแรกจะเป็นการจ่ายรายเดือนก่อน
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุเสริมว่า ในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานควบคู่ไปด้วย โดยพิจารณาจาก จำนวนผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่ดูแล งานด้านอนามัยแม่และเด็ก และคุณภาพการดูแลโดยรวม
“ขั้นต่ำจะมีค่าตอบแทน แต่ถ้าผลงานมากและผลงานดี ก็อาจมีการจ่ายเพิ่ม” อธิบดี สบส. กล่าว
◤ งบประมาณมาจากส่วนกลาง ไม่ใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลในพื้นที่
ประเด็นนี้สำคัญสำหรับผู้ที่กังวลว่าโรงพยาบาลชุมชนหรือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นภาระของหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นงบจากส่วนกลาง” โดยจะใช้งบประมาณส่วนกลางของโครงการในปีงบประมาณ 2570 และจะเสนอขอต่อเนื่องทุกปีในฐานะนโยบายของรัฐบาล
◤ ไทม์ไลน์ที่ต้องจับตา
สำหรับผู้ที่สนใจสมัครหรือได้รับประโยชน์จากโครงการ ควรติดตามไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้
พฤษภาคม 2569
แต่ละเขตสุขภาพกำลังสำรวจความพร้อมและจำนวนบุคลากรที่สนใจเข้าร่วม ก่อนส่งข้อมูลกลับมายังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรับรอง
มิถุนายน 2569
คาดว่าจะเริ่มการฝึกอบรมอาสาพยาบาลรุ่นแรกในบางพื้นที่นำร่อง
กรกฎาคม 2569
คาดว่าอาสาพยาบาลจะเริ่มลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงในชุมชน
ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
ขยายโครงการให้ครบเป้าหมาย 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล ทั่วประเทศ
ภายใน 3 ปี
เป้าหมายระยะยาว คือมีอาสาพยาบาลในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
◤ อาสาพยาบาล vs อสม. ต่างกันอย่างไร?
คำถามที่ผู้คนสงสัยมากที่สุดอีกข้อหนึ่งคือ แล้วต่างจาก อสม. อย่างไร?
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอธิบายว่าทั้งสองกลุ่มมีลักษณะ “เสริมกัน” ไม่ได้ทับซ้อนหรือมาแทนที่กัน โดยความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ความเฉพาะทาง
อาสาพยาบาลจะมีบทบาทที่เฉพาะเจาะจงและเข้มข้นกว่า ทั้งในแง่ของทักษะที่ต้องใช้และกลุ่มผู้ป่วยที่รับผิดชอบ ขณะที่ อสม. ยังคงทำหน้าที่เดิมในฐานะแกนนำสุขภาพชุมชนในภาพกว้าง นอกจากนี้ อาสาพยาบาลยังแตกต่างจาก อสม. ตรงที่มีค่าตอบแทนรายเดือนที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ ทำให้เป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคงกว่า
◤ ครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วย ได้ประโยชน์
นโยบายนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะผู้ที่จะมาเป็นอาสาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อครอบครัวที่มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแล
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพชี้ว่า ปัญหาที่พบบ่อยในปัจจุบันคือ ญาติต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน ซึ่งกระทบรายได้และคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว
“เราคาดหวังว่า ถ้ามีอาสาพยาบาลเข้าไปดูแล ก็จะช่วยลดภาระญาติ อาสาพยาบาล 1 คนสามารถดูแลได้มากกว่า 1 คน ทำให้ญาติสามารถกลับไปทำงานได้ ครอบครัวก็จะมีรายได้เพียงพอ” นายแพทย์ภูวเดชกล่าว
◤ 1 ตำบล 1 อาสาพยาบาล ต้องใช้คนและงบเท่าไหร่?
ประเทศไทยมีตำบลทั้งหมดราว 7,255 ตำบล ตามข้อมูลกรมการปกครองปี 2567 หากใช้สูตร 1 ตำบล ต่อ 1 อาสาพยาบาลตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ โครงการนี้ต้องการกำลังคนทั้งหมดประมาณ 7,255 คนในระยะแรก
เมื่อคำนวณจากค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน งบประมาณที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ราว 108 ล้านบาท และเมื่อคูณ 12 เดือน คาดว่าตัวเลขรวมต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 1,305 ล้านบาท หรือราว 1.3 พันล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงต้นทุนขั้นต่ำเท่านั้น เพราะยังไม่รวมค่าฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติก่อนลงพื้นที่ ค่าอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐานประจำตัวอาสาพยาบาล ค่าบริหารจัดการระดับเขตสุขภาพ รวมถึงค่าตอบแทนตามผลงานที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โครงการลักษณะเดียวกันมักบวกค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มอีก 20–30% ทำให้งบประมาณจริงน่าจะอยู่ในช่วง 1,600–1,700 ล้านบาทต่อปี
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น งบ 1,305 ล้านบาทคิดเป็นเพียงราว 0.06% ของงบประมาณแผ่นดินปี 2569 ที่ 3.75 ล้านล้านบาท หรือเทียบได้กับงบประมาณโรงพยาบาลชุมชนขนาดกลางราว 10–15 แห่งต่อปี ในแง่นี้เป้าหมายระยะแรกยังอยู่ในระดับที่รัฐบาลพอจะจัดสรรได้
หากต้องการขยายสู่ “ทุกหมู่บ้าน” ตามที่อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพบอกว่าไว้ภายใน 3 ปี ประเทศไทยมีหมู่บ้านอยู่ราว 75,000 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าตัวเลขงบประมาณจะพุ่งขึ้นเป็นราว 13,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมากกว่าเป้าหมายระยะแรกถึง 10 เท่า.
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น