เดือน “ใบไม้ร่วง” ฤดูตายของ รพ.ชุมชน เพราะหมอหายไป | เก็บตกจากวชิรวิทย์

มีคำพูดที่อยู่ในวงการแพทย์ไทยมานานแล้ว แต่แทบไม่เคยถูกพูดออกมาต่อสาธารณะ


“เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เป็นเดือนใบไม้ร่วง อัตราการตายของผู้ป่วยสูงที่สุดในรอบปี”


ไม่ใช่เพราะโรคระบาด ไม่ใช่เพราะภัยพิบัติ แต่เพราะหมอหายไป


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ คุยกับแพทย์ผู้มีประสบการณ์ในระบบสาธารณสุขไทยมากกว่า 20 ปี ซึ่งยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลโดยไม่ระบุชื่อ เพื่อฉายภาพวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในทุกโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ


◤ ทำไมถึงเป็น “เดือนใบไม้ร่วง”


ทุกเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศเผชิญกับการสูญเสียกำลังพลพร้อมกันหลายทาง


• แพทย์อินเทิร์นปี 2-3 เตรียมตัวกลับไปเรียนต่อในเดือนกรกฎาคม บางคนลาพักร้อนล่วงหน้า บางมหาวิทยาลัยให้ไปรายงานตัวก่อนหนึ่งเดือน

• แพทย์อินเทิร์นปี 1 ที่ครบกำหนดต้องโยกย้ายไปโรงพยาบาลชุมชนรอบนอก

• แพทย์ที่ตัดสินใจลาออก มักเลือกช่วงนี้เพื่อให้ทันเข้าระบบเอกชนหรือสมัครต่างสังกัด


ผลที่เกิดขึ้นคือ โรงพยาบาลขนาดกลางที่ปกติมีแพทย์ปฏิบัติการ 10-15 คน อาจเหลือจริงๆ เพียง 2-3 คน ในบางกรณีเหลือเพียงคนเดียว


“อยู่กัน 2 คน เดือนละ 15 วันต่อคน แบบนั้นตายไปเลย”


◤ ย้อนระบบจัดสรรแพทย์ จากก้อนเดียวสู่สองระบบ


ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีโครงการแพทย์ชนบท (CPIRD) แพทย์จบใหม่ทุกคนอยู่ใน “ก้อนเดียวกัน” จับฉลากกระจายไป 76 จังหวัด มีทั้งดวงดีและดวงร้าย แต่ทุกคนอยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน


พอมีระบบแพทย์ชนบทเข้ามา แพทย์จบใหม่แต่ละปีถูกแบ่งออกเป็นสองก้อน ก้อนแรกคือแพทย์ส่วนกลาง (กสพท.) และก้อนที่สองคือแพทย์ CPIRD ซึ่งผูกพันกับพื้นที่มาตั้งแต่ต้น


ปัญหาคือ ตัวเลขบนกระดาษไม่ตรงกับความเป็นจริง โรงพยาบาลได้รับโควตาแพทย์อินเทิร์น 15 คน แต่ CPIRD อาจส่งมาได้แค่ 7 คน เพราะอีก 8 คนยังสอบไม่ผ่าน หรือยังไม่จบ หรือหายไปจากระบบ ส่วนกลางก็ส่งมาไม่ครบตามโควตาเช่นกัน


ดังนั้น โรงพยาบาลที่ควรมีแพทย์ 15 คน ได้รับจริงเพียง 9 คน และในจำนวนนั้น บางคนก็ป่วย บางคนก็ขอลา


◤ แรงดึงดูดที่ไม่มีวันจบ


ทุกพื้นที่ในประเทศไทยขาดแคลนแพทย์พร้อมกัน นั่นหมายความว่าแม้แต่พื้นที่ที่ “น่าอยู่กว่า” ก็ยังมีตำแหน่งว่าง


กรุงเทพมหานครประกาศรับแพทย์ครั้งละ 30-70 อัตรา สังกัด กทม. ทำงานในเมือง ใกล้บ้าน สิ่งอำนวยความสะดวกครบ


แพทย์หนุ่มสาวที่เพิ่งทนอยู่โรงพยาบาลชนบทมาหนึ่งปี มองเห็นตำแหน่งนี้แล้วคิดอะไร?


“เขาไม่มีอะไรยึดโยงกับระบบราชการในจังหวัดนั้นเลย อยู่มาแค่ปีเดียว บำเหน็จบำนาญยังไม่เห็น สิทธิประโยชน์ยังไม่รู้สึก แต่ความเหนื่อยล้ารู้สึกทุกวัน”


และในขณะที่ กทม. ดึงแพทย์จากต่างจังหวัดออกไป ต่างจังหวัดก็ต้องแย่งกันดึงแพทย์จากพื้นที่ชนบทมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ชนบทก็ขาดหนักยิ่งขึ้นไปอีก เป็นวังวนนี้ไม่มีจุดสิ้นสุด


◤ ชีวิตของแพทย์อินเทิร์น


ประสบการณ์ตรงของหมอคนนี้เล่าว่า รพช.แห่งหนึ่งมีอินเทิร์น 5 คน ใน 1 เดือนที่มี 30 วัน เขาอยู่เวรรวมเกือบ 40 เวร เพราะต้องรับช่วงต่อกันเมื่อเพื่อนร่วมงานล้มป่วยหรือขาด


ตารางในหนึ่งวันของแพทย์อินเทิร์นที่โรงพยาบาลขาดแคลนมีหน้าตาประมาณนี้


• 05:00 น. ราวด์วอร์ดก่อนสตาฟมาตรวจ

• 08:00-09:00 น. ราวด์รอบที่สองกับสตาฟ

• 10:00 น. ออก OPD ตรวจผู้ป่วยนอก

• ตลอดวัน เป็น First Call ทุกจุด รับรายงานจากพยาบาลก่อนที่จะส่งต่อสตาฟ

• กลางคืน อยู่เวรห้องฉุกเฉิน วิ่งไปมาระหว่าง ER กับวอร์ด

• มื้อกลางวัน มื้อที่แทบไม่มีโอกาสได้กิน


“ฉันเคยไม่นอน 3 วัน นั่งไหนหลับนั่น แต่มนุษย์เราทำแบบนั้นหลังอายุ 30 ไม่ได้แล้ว”


และเมื่อระบบกดดันขนาดนี้ แพทย์บางคนถึงกับต้องกินยาต้านซึมเศร้า บางคนลาออกหลังเข้างานได้เพียงวันแรก โดยเฉพาะแพทย์ที่จบจากต่างประเทศซึ่งไม่เคยสัมผัสกับคนไข้หนักระดับนี้มาก่อน


◤ ปัญหาที่รากฐาน ไม่เคยพอตั้งแต่แรก


สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนแพทย์ในแง่จำนวนรวม แพทย์ที่ผลิตออกมาทุกปีประมาณ 2,000 คน ยังอยู่ในประเทศ ไม่ได้หนีไปไหน


แต่ระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐ ถูกออกแบบมารองรับน้อยกว่าความต้องการจริงตั้งแต่แรก


กรุงเทพฯ มีประชากรและประชากรแฝงกว่า 8 ล้านคน มีโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่หลายแห่ง ขณะที่บางเขตมีประชากรสูง แต่ไม่มีโรงพยาบาลรัฐรองรับเลย


เมื่อ Capacity ไม่พอตั้งแต่ต้น ต่อให้มีแพทย์เต็มโควตาทุกคน ก็ยังโหลดเกินอยู่ดี


“มันไม่พอตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นภาระงานมันไม่มีทางเบา เพราะมันโหลดตั้งแต่แรกแล้ว”


แล้วทำไมโรงพยาบาลเอกชนถึงอยู่ได้? เพราะประชาชนที่ระบบรัฐรองรับไม่ไหว ต้องดิ้นรนไปใช้บริการเอกชนเอง นั่นแปลว่า ตลาดเอกชนขยายตัวได้โดยตรงจากความล้มเหลวของระบบรัฐ และแพทย์ที่ออกจากระบบก็มีที่ไปเสมอ


◤ สิ่งที่รัฐทำ ทำไมมันไม่ได้ผล


เมื่อโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลขาดแคลน รัฐมักออกมาตรการ “โปรโมชั่น” เช่น ไปอยู่พื้นที่ชายแดนหนึ่งปีนับเป็นสามปีราชการ หรือไปอยู่พื้นที่สีแดงได้สิทธิ์เรียนต่อทันที


แต่ “มันเหมือนกับการขอรับบริจาค การขอรับบริจาคไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ฉันใด การเพิ่มโปรโมชั่นเฉพาะพื้นที่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาเหมือนกัน”


ค่าตอบแทนล่วงเวลา (OT) ไม่ได้รับการปรับปรุงมาเกือบ 20 ปี ยกตัวอย่างเช่น ค่าผ่าตัดไส้ติ่งยังคงอยู่ที่ 800 บาทเท่าเดิม ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว


◤ 8 ข้อเสนอที่ควรจะเป็น


หมอคนนี้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ 8 ข้อ ซึ่งน่าสนใจตรงที่ทุกข้อไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารรับรู้มาตลอด


1. แก้วัฒนธรรมองค์กร บางโรงพยาบาลนั้น “น่าลาออก” จริง คนดีทนอยู่ไม่ได้หรอก

2. ผู้บริหารต้องแก้ปัญหาจริง ไม่ใช่ปกปิดเพราะกลัวกระทบเก้าอี้ตัวเอง

3. เพิ่มค่าตอบแทนที่ไม่ได้ปรับมากว่า 20 ปี ลองเพิ่มดูก่อน ปัญหาจะเบาบางลงเอง

4. ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น หมอไม่ควรถูกใช้ทำงานที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา ห้องฉุกเฉินต้องเป็นห้องฉุกเฉินจริงๆ

5. ลดการตรวจสอบที่เพิ่มงานแต่ไม่ได้พัฒนาอะไร ลดการดูงาน ลดประชุม ลดรับผู้บริหาร

6. เพิ่มความก้าวหน้าตาม Performance คนทำงานหนักไม่มีเวลาไปสร้างตำแหน่ง ควรได้รับการยอมรับตามผลงานจริง

ความคิดเห็น