2 ความวุ่นวายในระบบสาธารณสุขไทย ที่ไม่รู้จบ! | เก็บตกจากวชิรวิทย์
จาก “กทม” ถึง “ชายแดน” ความเหมือน บน ความต่าง
กระแสข่าวโรงพยาบาลบางนา 1 ถอนตัวจากหน่วยบริการปฐมภูมิ สปสช. ทิ้งผู้ป่วยนับหมื่นให้ต้องหาที่รักษาใหม่ สะท้อนความเปราะบางของระบบสุขภาพในกรุงเทพฯ ที่ถูกเตือนมาอย่างต่อเนื่อง ว่าเมื่อโครงสร้างไม่ลงตัว คนที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ข่าวโรงพยาบาลอุ้มผางขาดสภาพคล่อง ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพื่อประคองระบบ และยังต้องแบกรับภาระดูแลผู้ไร้สถานะ รวมถึงผู้หนีภัยจากการสู้รบ กลายเป็น “ระเบิดเวลา” ของระบบสาธารณสุขชายแดน
ใครเลยจะคิดว่า กรุงเทพมหานครที่มีความพร้อมมากกว่าชายแดน แต่คนยังเข้าถึงการรักษาลำบากกว่า ขณะที่ชายแดน คนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายกว่าแม้จะไร้สิทธิ์ ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ กรุงเทพฯ คือ “วิกฤตการบริหารจัดการ” ส่วนชายแดน คือ “วิกฤตทรัพยากรและภาระเกินขีดความสามารถ”
“กรุงเทพฯ” เมืองที่ “ทรัพยากรล้น” แต่ระบบติดขัด
ในสายตานานาชาติ ระบบสาธารณสุขไทยถูกยกย่องว่าเข้มแข็ง มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และกำลัง รมว.สธ. พัฒนา ก็เพิ่มประกาศเดินหน้า นโยบาย “รักษาทุกที่” เมื่อวันแถลงนโยบายสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา แต่คนกรุงยังหวั่นใจ เพราะปัญหา “ใบส่งตัว” ที่กินเวลามา 2-3 ปี ยังแก้ไม่ได้ แล้ว “รักษาทุกที่” ยุคภูมิใจไทย “พูดแล้วทำ” จะทำอย่างไร
แม้กรุงเทพฯ จะเต็มไปด้วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงเรียนแพทย์ และศูนย์เชี่ยวชาญระดับตติยภูมิ แต่ระบบปฐมภูมิ ซึ่งควรเป็นด่านหน้าของการดูแลสุขภาพ กลับอ่อนแอและไม่ครอบคลุมประชากรแฝงจำนวนมหาศาล
ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างการบริหารยังซ้อนทับกันระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร โรงเรียนแพทย์ และภาคเอกชน ขณะที่ระบบการจ่ายเงินของ สปสช. ในพื้นที่เมืองหลวงก็มีความซับซ้อนสูง
ผลที่ตามมาคือ ผู้ป่วยต้องเผชิญขั้นตอนส่งต่อที่ยุ่งยา การเข้าถึงโรงพยาบาลใหญ่ไม่ราบรื่น ระยะเวลารอคิวยาวนาน คลินิกบางแห่งต้องรับผู้ป่วยเกินศักยภาพ ไม่อยากส่งต่อ นี่คือ “ความวุ่นวายบนความมั่งคั่ง” ที่ไม่สามารถจัดการให้เป็นระบบเดียวกันได้
“ชายแดน” ระบบที่ “เป็นเนื้อเดียว” แต่กำลังขาดแรงพยุง
ตรงกันข้ามกับกรุงเทพฯ พื้นที่ชายแดน เช่น ชายแดน จ.ตาก ที่ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ พึ่งไปลงพิ้นที่ กลับพบว่า มีระบบปฐมภูมิที่เข้มแข็งและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเนื้อเดียว
ทั้งสุขศาลาพระราชทาน และเครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งต่อผู้ป่วยมาโรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ จึงมีระบบระเบียบมากกว่า กทม. เสียอีก
น่าสนใจว่า ในบางมิติ “การเข้าถึงบริการ” ของคนชายแดน แม้แต่ผู้ไร้สิทธิ กลับง่ายกว่าคนเมืองหลวง แต่ความเข้มแข็งนี้กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาลจาก “ภาระไร้พรมแดน”
บุคลากรด่านหน้าต้องรับมือกับ ภูมิประเทศทุรกันดาร โรคเขตร้อนและโรคข้ามแดน และ ผู้ป่วยข้ามชาติ รวมถึงผู้หนีภัยในศูนย์พักพิงฯ เป็นิ กลุ่มที่ไม่มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับต้นทุนการรักษาเอง กลายเป็นหนี้สะสม ขาดทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ และกำลังคน สิ่งนี้คือ “ความวุ่นวายจากความขาดแคลน” ที่ยิ่งแก้ยิ่งตึงตัว
วิกฤตคู่ขนาน ที่สะท้อนจุดอ่อน จุดแข็ง
ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือชายแดน ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นโจทย์เรื้อรังที่ดำรงอยู่ข้ามรัฐบาล ระบบหนึ่งมีทรัพยากร แต่ขาดการบูรณาการ อีกระบบมีความเป็นเอกภาพ แต่ขาดการสนับสนุน
มีผู้เปรียบเปรยไว้อย่างน่าสนใจว่า สาธารณสุขกรุงเทพฯ เปรียบเหมือน “หัวใจที่โต แต่เต้นผิดจังหวะ” ขณะที่ระบบชายแดนคือ “แขนขาที่กำลังขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง” ทั้งสองส่วนล้วนเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเดียวกัน
โจทย์ของระบบสุขภาพไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่การเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่คือ “การออกแบบระบบให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่”
กรุงเทพฯ จำเป็นต้อง
-ปฏิรูประบบปฐมภูมิให้เข้มแข็ง
-เชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพให้เป็นหนึ่งเดียว
-ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน
-ทำให้ระบบส่งต่อไร้รอยต่อ แก้ปมใบส่งตัว
ขณะที่พื้นที่ชายแดนต้องการ
-งบประมาณเฉพาะกิจที่ยืดหยุ่น
-กลไกชดเชยภาระผู้ป่วยข้ามชาติ
-การเสริมกำลังบุคลากรและทรัพยากร
-การยกระดับบทบาทในฐานะ “แนวหน้าความมั่นคงด้านสุขภาพ”
วันที่ประเทศไทยทำให้ทั้ง “หัวใจ” และ “แขนขา” ของระบบสาธารณสุขแข็งแรงไปพร้อมกันได้ เมื่อนั้นระบบสุขภาพไทยจะไม่ได้เป็นเพียงแบบอย่างในสายตาโลก แต่จะเป็นระบบสุขภาพที่ตรงปก มีคุณภาพ เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจริงๆ.
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น