จากกรุงเทพฯ ถึงชายแดน สองวิกฤตในระบบสาธารณสุข | เก็บตกจากวชิรวิทย์

“กรุงเทพฯ” วิกฤตบริหาร  “ชายแดน” วิกฤตทรัพยากร


หากมองจากสายตาประชาคมโลก ระบบสาธารณสุขไทยมักได้รับการเชิดชูว่ามีมาตรฐานสูงและมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุม ยิ่นตอนนี้เร่งโปรโมท เดินหน้า "รักษาทุกที่" ด้วย


แต่จากการทำข่าวสาธารณสุข ของนักข่าวจากรุ่นสู่รุ่น มาจนถึง #เก็บตกจากวชิรวิทย์  ในหลายต่อหลายครั้ง พบว่าประเด็นที่ตามต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง เป็นปัญหาความวุ่นวายที่แก้ไม่จบจาก 2 ขั้วความต่าง คือวิกฤตความซับซ้อนใน “ระบบสาธารณสุขกทม.” และวิกฤตความขาดแคลนใน “ระบบสาธารณสุขชายแดน”  


เมื่อเจาะลึกลงไปที่ “ระบบสาธารณสุข กทม.” ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ความขาดแคลนเม็ดเงินหรือเทคโนโลยี แต่คือ “ความซับซ้อนและกระจัดกระจายของการบริหารจัดการ” 


กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่กลับมีระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ (คลินิกชุมชน/ศูนย์บริการสาธารณสุข) ที่อ่อนแอและไม่ครอบคลุมประชากรแฝงนับล้านคน 


หนำซ้ำสายการบังคับบัญชายังทับซ้อนกันระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคเอกชน รวมถึงระบบการจ่ายเงิน สปสช. ให้หน่วยบริการใน กทม. ก็ยิ่งซับซ้อนกว่า หาสูตรที่ลงตัวกันไม่ได้สักที่ 


คน กทม.เมื่อป่วยหนัก ต้องการส่งต่อไปโรงพยาบาลใหญ่ ก็เกิดปัญหาใบส่งตัว สร้างความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษา อีกทั้งผู้ป่วยต้องรอคิวนานข้ามวันข้ามเดือน 


โรงพยาบาลใหญ่ต้องรับภาระหนักเกินความจำเป็นจนเตียงล้น เป็นความวุ่นวายบนความมั่งคั่งทรัพยากรที่บริหารจัดการให้เป็นเอกภาพไม่ได้


ในทางตรงกันข้าม เมื่อหันไปมอง “ระบบสาธารณสุขชายแดน” เช่น พื้นที่ตาก แม่ฮ่องสอน  กลับพบว่าคนที่นั่นไม่ว่าจะมีสิทธิ หรือไร้สิทธิ ก็เข้าถึงการรักษาได้ง่ายกว่า คน กทม. ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะระบบปฐมภูมิ ซึ่งมี สุขศาลาพระราชทาน และ มีทีมรพ.สต. ในพื้นที่ที่เข้มแข็งมาก และเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้การส่งต่อมาโรงพยาบาลมีระบบมากๆ แต่ชายแดนก็มีปัญหาอีกแบบ ซึ่งเป็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาจาก “ความขาดแคลน และภาระที่ไร้พรมแดน” 


แพทย์และพยาบาลในพื้นที่ด่านหน้าต้องรับมือกับภูมิประเทศที่ยากลำบาก โรคเขตร้อน และโรคระบาดข้ามพรมแดน คือภารกิจในการรักษาประชากรข้ามชาติและผู้หนีภัยการสู้รบตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย ทำให้โรงพยาบาลชายแดนต้องแบกรับหนี้สูญ มหาศาล ขาดแคลนทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ และบุคลากร


ทั้งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. และชายแดน ล้วนเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบสาธารณสุขบ้านเรามานาน แม้จะผ่านมาหลายรัฐบาล หลาย รมว.สธ. ก็ยังไม่สามารถแก้ได้ 


ระบบ กทม. ต้องการผู้กุมบังเหียนที่สามารถบูรณาการข้อมูลและสิทธิการรักษาให้เป็นเนื้อเดียวกัน ในขณะที่ระบบชายแดนต้องการนโยบายและงบประมาณสนับสนุนเฉพาะกิจที่มองทะลุเรื่องสัญชาติไปสู่เรื่องความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ 


มีคนเคยเปรียบไว้ว่า สาธารณสุข กทม. จะเหมือนหัวใจที่โตและเต้นผิดจังหวะจากเส้นเลือดที่ตีบตัน ขณะที่ระบบชายแดนก็เป็นเสมือนแขนขาที่กำลังจะตายเพราะเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ถึง 


ถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องกล้า “กระจายอำนาจ” และออกแบบการบริหารจัดการสุขภาพให้สอดคล้องกับวิกฤตของแต่ละพื้นที่


กรุงเทพ ต้องเร่งปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิให้เข้มแข็ง เชื่อมโยงฐานข้อมูลและระบบส่งต่อให้เป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ 


ขณะที่พื้นที่ชายแดนต้องได้รับการออกแบบระบบสนับสนุนเฉพาะ ทั้งงบประมาณ บุคลากร และกลไกชดเชยภาระการดูแลผู้ป่วยข้ามชาติและผู้หนีภัย ที่สอดคล้องกับบทบาท “แนวหน้าด้านความมั่นคงสุขภาพ” ของประเทศ


วันที่ประเทศไทยทำให้ทั้ง “หัวใจ” และ “แขนขา” ของระบบสาธารณสุขแข็งแรงไปพร้อมกันได้ เมื่อนั้นระบบสุขภาพไทยจะไม่ได้เป็นเพียงแบบอย่างในสายตาโลก แต่จะเป็นระบบสุขภาพที่ตรงปก มีคุณภาพ เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจริงๆ.


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น