“หมอขาด” หรือ “หมอล้น” เหรียญ 2 ด้านระบบสาธารณสุข ที่ขาดสมดุล | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 สังคมไทยคุ้นชินกับพาดหัวข่าว"วิกฤตหมอขาดแคลน" มาช้านาน ทุกครั้งที่มีข่าวคนไข้ล้นตึก หรือหมอทำงานหนักจนล้มป่วย 


ทางออกที่ภาครัฐมักหยิบยกมาใช้คือ "การเร่งผลิตแพทย์" ให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น ทว่าในระยะหลัง หากใครได้ติดตามความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียของกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ จะอีกพบกระแสที่บอกว่า … 


"หมอล้นตลาด"รายได้กำลังลดลง ความมั่นคงไม่เหมือนเดิม และวงการแพทย์กำลังเดินซ้ำรอยวิกฤต "วิศวกรล้นตลาด"


ภาพจำของสังคมที่มองว่าอาชีพแพทย์คือยอดพีระมิดของความมั่งคั่งและมั่นคง กำลังสวนทางกับโลกความเป็นจริงที่แพทย์รุ่นใหม่เผชิญ จริงหรือ? 


และหากรัฐเร่งผลิตหมอจนล้น ทำไมเรายังเห็นข่าวโรงพยาบาลรัฐขาดแคลนแพทย์อยู่อีก? ปรากฏการณ์นี้สะท้อนโครงสร้างสาธารณสุขที่บิดเบี้ยวอย่างไร?


◤ สิ้นสุดยุคทอง เมื่อวิชาชีพแพทย์คือ "Red Ocean"?


เสียงสะท้อนจากคนในวิชาชีพชี้ให้เห็นว่า "เทรนด์" ของตลาดสุขภาพเปลี่ยนไปแล้ว ยุคหนึ่งแพทย์เฉพาะทางบางสาขา เช่น กุมารเวชศาสตร์ ตลอดจนแพทย์ผิวหนังและศัลยกรรมความงาม เคยเป็น "Blue Ocean" ที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล 


แต่เมื่อความนิยมดึงดูดให้คนแห่แหนกันเข้ามาเรียนเฉพาะทางด้านนี้มากขึ้น ประกอบกับปัจจัยทางประชากรศาสตร์อย่างเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ทำให้สัดส่วนคนไข้ต่อแพทย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


ตลาดเอกชนที่เคยเป็นขุมทรัพย์ของการรับจ๊อบ (Part-time) ของแพทย์จบใหม่ก็เริ่มอิ่มตัว เมื่อตำแหน่งประจำ (Full-time) ในโรงพยาบาลเอกชนถูกเติมเต็ม อำนาจการต่อรองของแพทย์จึงลดลง 


คลินิกความงามมีเจ้าตลาดครองพื้นที่หมดแล้ว นำไปสู่สภาวะที่แพทย์หลายคนต้องนั่งตรวจคลินิกเอกชนโดยไม่มีคนไข้ รายได้ที่เคยคาดหวังว่าจะพุ่งสูงกลับถูกหารแบ่งจนลดลงอย่างเห็นได้ชัด นี่คือความจริงที่ลบภาพลวงตาของคำว่า "หมอรายได้ดี" ในอดีต


◤ บทเรียนจาก "เกียร์" สู่ "กาวน์"ภาวะ Demand-Supply Mismatch


หากย้อนไปช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ประเทศไทยเคยเร่งผลิตวิศวกรเพื่อรองรับการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม 


มหาวิทยาลัยแห่เปิดคณะวิศวกรรมศาสตร์จนเกิดภาวะ "ผลิตล้นเกิน" เมื่อ Supply มากกว่า Demand ท้ายที่สุดวิศวกรจบใหม่ต้องเผชิญกับภาวะว่างงานและถูกกดเงินเดือน


สิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการแพทย์ ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกัน นโยบายผลักดันไทยสู่การเป็น Medical Hub ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12-13 ทำให้รัฐตั้งเป้าเร่งผลิตบุคลากรมาเติมในระบบ 


แต่แพทย์คือวิชาชีพใน "ภาคบริการ" ที่ผูกติดกับจำนวนผู้รับบริการและกำลังซื้อ ไม่ใช่ภาคการผลิต หากตลาดเอกชนอิ่มตัวและตำแหน่งงานเต็ม แพทย์จบใหม่ที่ไม่มีทางเลือกอื่นก็จะต้องกลับเข้าสู่ระบบของโรงพยาบาลรัฐโดยปริยาย 


เมื่อปริมาณแพทย์ในตลาดมีมาก อำนาจในการต่อรองเรื่องรายได้และสวัสดิการของแพทย์ต่อระบบทุนนิยมก็จะลดลงตามกลไกตลาด 


◤ ผลิตเยอะขนาดนี้ ทำไมระบบรัฐยัง “ขาดแคลน”?


ความย้อนแย้งที่สุดของเรื่องนี้คือ ในขณะที่แพทย์ในเมืองหรือภาคเอกชนบ่นเรื่องคนล้นตลาด แต่ระบบสาธารณสุขโดยรวมกลับยังเผชิญวิกฤตแพทย์ขาดแคลน สาเหตุไม่ได้อยู่ที่ "จำนวนการผลิต" แต่อยู่ที่ "การกระจายตัว" และ "รอยรั่วของระบบ"


 -รอยรั่วจากสภาพคล่องและภาระงาน 


การผลิตแพทย์ได้มาก ไม่ได้แปลว่าจะรักษาแพทย์ให้อยู่ในระบบได้ แพทย์ใช้ทุนเผชิญกับภาระงานระดับ 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แบกรับความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องด้วยค่าตอบแทนที่แทบไม่ได้ปรับขึ้นตามเงินเฟ้อมานับสิบปี 


ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาวิกฤตสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐอันเกิดจากงบบัตรทอง (สปสช.) ที่ไม่เพียงพอ จนนำไปสู่การสะดุดของการจ่ายเงินค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) ยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้บุคลากรทางการแพทย์หมดไฟและตัดสินใจทิ้งระบบรัฐไปเร็วกว่ากำหนด


 -ความเหลื่อมล้ำของการกระจายกำลังคน 


"หมอล้น" มักกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โรงพยาบาลศูนย์ หรือเขตเมืองที่มีกำลังซื้อ ในขณะที่พื้นที่เปราะบาง โรงพยาบาลชุมชนห่างไกล หรือพื้นที่ชายแดนที่ต้องรับภาระดูแลประชากรแฝงและผู้หนีภัย ยังคงอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างหนัก 


แพทย์จบใหม่ที่ต้องไปใช้ทุนในพื้นที่เหล่านี้มักทนแรงเสียดทานไม่ไหวและขอย้ายกลับเมืองเมื่อใช้ทุนครบ กลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด


ดังนั้นวิกฤต "หมอขาด" ที่มาพร้อมกับความกังวลว่าจะผลิตจน "หมอล้น" ที่กำลังพูดถึงกันอยู่ในเวลานี้ จึงเป็นเหรียญสองด้านของโครงสร้างสาธารณสุขที่ขาดสมดุล 


ภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการหลับตาปั๊มยอดผลิตแพทย์ให้ได้ตามเป้า 3-4 พันคนต่อปีเพียงอย่างเดียว โดยไม่แก้ไขโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณ การบริหารสภาพคล่องของโรงพยาบาล และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ปฏิบัติงาน


อาชีพแพทย์ในทศวรรษหน้ากำลังถูกปรับฐาน (Correction) ให้เข้าสู่ความเป็นจริง อาจจะไม่ได้เป็นอาชีพที่การันตีความร่ำรวย พลิกฐานะ หรือเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาชีพเหมือนในอดีต


แต่จะกลายเป็น "วิชาชีพหนึ่ง" ที่มีเกียรติ สามารถหาเลี้ยงชีพได้ตามสมควร และต้องการคนที่มี "ใจรัก" ในการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง มากกว่าคนที่เข้ามาเพื่อคาดหวังผลตอบแทนทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว.


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS

ความคิดเห็น