“ไม่ลดภาษี” เมื่อระบบหลักประกันสุขภาพกำลังต้องการเงินเพิ่ม | เก็บตกจากวชิรวิทย์
เบื้องหลังคำว่า “ไม่ลดภาษี” เมื่อระบบหลักประกันสุขภาพกำลังต้องการเงินเพิ่ม อ่านนัยคำเตือน “เอกนิติ”
การที่รองนายกฯ “เอกนิติ” บอกระหว่างการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อคืนนี้ (9 เม.ย. 69) ว่า “จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต เพราะอาจกระทบงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล” สะท้อนอะไร ?
เพราะในเวลาเดียวกัน รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดัน 3 ด้านพร้อมกัน
1. ค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
2. ระบบโรงพยาบาลที่มีปัญหาสภาพคล่องสะสม
3. ความต้องการงบประมาณสุขภาพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แล้ว“ภาษีสรรพสามิต” เกี่ยวอะไรกับงบประมาณสุขภาพ ? ต้องมองไปที่ภาษีบาป (sin tax) เช่น ภาษีน้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ถูกออกแบบให้มี 2 วัตถุประสงค์พร้อมกัน คือ
1) ลดพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ อย่างภาษีความหวาน หรือ sugar tax มีเป้าหมายลดการบริโภคเครื่องดื่มที่เพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นโรคที่ใช้งบประมาณรักษาสูงและต้องดูแลระยะยาว
2) เป็นแหล่งรายได้สำหรับกองทุนสุขภาพ รายได้จากภาษีสรรพสามิตบางส่วนถูกจัดสรรเข้าสู่กลไกสุขภาพ เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์ งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข
ถ้าลดภาษีสรรพสามิต รายได้สุขภาพจะหายไป เพราะแม้ภาษีสรรพสามิตไม่ได้ถูก earmark ทั้งหมดให้ระบบสุขภาพโดยตรง แต่ในเชิงโครงสร้างการคลัง รายได้ภาษีทุกประเภทคือฐานของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
เมื่อรายได้รัฐลดลง ตัวเลือกมีเพียง 3 ทาง 1.ตัดงบประมาณบางส่วน 2.กู้เงินเพิ่ม และ 3.ชะลอการขยายสิทธิประโยชน์ ซึ่งทั้ง 3 ทางล้วนกระทบระบบสุขภาพในช่วงที่งบประมาณตึงตัวอยู่แล้ว
ประเด็นนี้ยิ่งชัดขึ้น เมื่อพิจารณาสถานการณ์ล่าสุดของระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่ง สปสช. เตรียมขยับงบผู้ป่วยในเป็น 10,000 บาทต่อ AdjRW ในปีงบประมาณ 2570 การเพิ่มอัตราจ่ายสะท้อนว่า ต้นทุนการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากหลายปัจจัย เช่น ราคายาและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ค่าแรงบุคลากร โครงสร้างประชากรสูงวัย และโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น
หากงบประมาณไม่เพิ่มตามต้นทุน โรงพยาบาลจะเผชิญปัญหาขาดทุนสะสม
ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขพยายามของบกลางประมาณ 8,000 ล้านบาท เพื่อช่วยแก้ปัญหา ทั้งหนี้ค่าฟอกไต หนี้ค่ายา รพ. หนี้ค่ารักษาอื่น ๆ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ส่งผลให้หลายโรงพยาบาลต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างตึงตัว บางแห่งมีปัญหาค่าตอบแทนบุคลากรตกเบิก
เสียงสะท้อนจากหน่วยบริการจำนวนไม่น้อย คือ ระบบยังไหวไหม
ในสถานการณ์เช่นนี้ การลดรายได้รัฐจากภาษีสรรพสามิต ย่อมทำให้ “พื้นที่ทางการคลัง” สำหรับช่วยระบบสุขภาพแคบลง
ขณะที่ ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย พฤติกรรมของประชาชนประหยัดมากขึ้น ตัดค่าใช้จ่ายที่ตัดได้ อาจลดการซื้อประกันสุขภาพ ชะลอการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน และมาใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุด รัฐต้องทำให้เชื่อได้ว่า “ระบบหลักประกันสุขภาพ” จะเป็นหลังพิงสุดท้ายที่มั่นคงของประชาชน ที่ได้เข้ารับการรักษา จนหายป่วย ไม่ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล.
#นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS #เก็บตกจากวชิรวิทย์


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น