สอบตกเรื่องฝุ่น? วิเคราะห์จุดอ่อนยุค “รมว.พัฒนา” เทียบ อ.เชน - อดีตรมต. | เก็บตกจากวชิรวิทย์
สธ. เงียบไปหรือเปล่า? ฝุ่นหนักและนานขนาดนี้ มองจุดอ่อนยุคพัฒนา เทียบการเทคแอคชั่น “อ.เชน” และอดีตรัฐมนตรี สธ. อย่าง “ชลน่าน-สมศักดิ์”
สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เป็นเรื่องของความเป็นความตายและสุขภาพของคนทั้งประเทศ แต่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดูเงียบเหงา ในขณะที่กระทรวง อว. กลับขยับตัวได้รวดเร็วกว่า ย่อมทำให้ประชาชนตั้งคำถามเป็นธรรมดาครับ
วิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่วนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยทุกปี กลายเป็นบททดสอบสำคัญของผู้นำในแต่ละกระทรวง ในปีนี้ ภาพการทำงานระหว่างกระทรวงหลักอย่าง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กลับถูกนำมาเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในขณะที่หลายหน่วยงานกำลังง่วนอยู่กับการตั้งรับ "อ.เชน" ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดึงเอางานวิจัยมาใช้แก้ปัญหาจริง ล่าสุดได้สั่งเดินเครื่องนวัตกรรม “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร" (ฝีมือคนไทยจาก มช.) ที่มีต้นทุนประหยัดเพียง 3,600 บาทต่อห้อง นำร่องขยายผลติดตั้งเพื่อช่วยเหลือกชุ่มเปราะบาง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือทันที
การขยับตัวครั้งนี้ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ เพราะเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุกที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เข้าถึงได้ และปกป้องชีวิตคนในพื้นที่เสี่ยงได้จริง
ตัดภาพมาที่กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ คุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ (เอ็กซ์) รัฐมนตรีคนปัจจุบันที่เข้ามารับไม้ต่อ ด้วยภาพลักษณ์ของนักธุรกิจและนักการเมืองรุ่นใหม่ หลายคนคาดหวังความฉับไวในการแก้ปัญหาสุขภาพประชาชน แต่ในสมรภูมิฝุ่น PM 2.5 กลับยังไม่เห็นนโยบายหรือการสั่งการที่โดดเด่นและทันท่วงที การขาดการสื่อสารเชิงรุกหรือมาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง
มิหนำซ้ำ กระทรวง สธ. ยังสื่อสารบอกว่า “จำนวนผู้ป่วยจากฝุ่นไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน” พาให้สังคมผิดหวังกับท่าทีของ สธ. แทนที่จะเป็น ผู้นำ ในการแสดงบทบาทผลักดันนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน แต่กลับทำว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ทั้งๆที่ ผลกระทบที่สำคัญกว่าคือผลกระทบระยะยาว ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าความเสี่ยงต่อโรคเพิ่มขึ้นประมาณ 10–20% ต่อการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 ทุก 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ความเงียบของ สธ. ในปัจจุบัน ยิ่งทำให้เกิดภาพจำเปรียบเทียบกับอดีตรัฐมนตรี หากย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2568 สมัยที่ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน นั่งแท่น รมว.สธ. เราจะได้เห็นแอคชั่นทางการเมืองที่ชัดเจนมาก เช่น การเซ็นคำสั่งด่วนให้หน่วยงาน สธ. ทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือฝุ่นทันที กล้าชงเรื่องเข้า ครม. เพื่อเสนอให้หน่วยงานรัฐนำร่อง Work From Home (WFH) ในวันที่ค่าฝุ่นวิกฤต การสั่งลุยแจก "มุ้งสู้ฝุ่น" และตั้งคลินิก PM 2.5 ทั่วประเทศ
ส่วนยุค นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ก็มีความเข้าใจในมิติทางการแพทย์และการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนตระหนักรู้ ออกแถลงการณ์เรื่อง PM2.5 ทันที สร้างความตื่นตัวให้กับทุกภาคส่วนในสังคม
วิกฤต PM 2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม แต่คือ "วิกฤตทางสาธารณสุข" ด้วย การที่กระทรวง อว. สามารถนำร่องนวัตกรรมช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วนั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม
แต่ในระยะยาว สธ. ต้องเป็นแกนหลักในการออกมาตรการปกป้องสุขภาพและรักษาผู้ป่วย หากกระทรวงสาธารณสุขยุคคุณพัฒนา ยังคงก้าวตามไม่ทันความเดือดร้อนของประชาชน จะยิ่งถูกวิพากย์ วิจารณ์ไปเรื่อยๆ
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น