“คนชายแดนไร้สถานะ” รากวิกฤตอุ้มผาง รพ.แบกภาระข้ามรุ่น | เก็บตกจากวชิรวิทย์
เก็บตกจากวชิรวิทย์ ลงพื้นที่หมู่บ้านกะเหรียงเลตองคุ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง “ต่างด้าวเทียม” พุ่ง เสนอรัฐเร่งพิสูจน์สัญชาติ แก้วงจรไร้สิทธิ์ยืดเยื้อ ขณะที่ งบฯต่างชาติสะดุดซ้ำ ต้องอุ้ม “ผู้ลี้ภัย” ศูนย์บ้านนุโพ อีกกว่า 7 พันชีวิต
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้พบกันกับชาวบ้านที่โรงพยาบาลอุ้มผางเพราะว่านำข้าวสาร 70 กระสอบมาบริจาคช่วย จึงเดินทางตามชาวบ้านกลับไปที่หมู่บ้าน เพื่อที่จะทำความเข้าใจบริบทของชุมชนชายแดนที่ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขในพื้นที่ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ “รากเหง้าของปัญหา” (Root cause analysis) ที่โรงพยาบาลอุ้มผางต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่แห่งนี้สะท้อนภาพของชุมชนชายแดนไทย–เมียนมา ที่มีเพียงลำน้ำเล็กๆ กั้น บางจุดเป็นผืนดินติดต่อกัน ผู้คนจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกันทางเครือญาติ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เดินทางข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งเป็นเรื่องปกติ ทำให้สถานะทางทะเบียนของประชากรจำนวนไม่น้อย “ตกหล่น” จากระบบ โดยไม่ได้อยู่ในนิยามแรงงานต่างด้าว แต่เป็นคนในพื้นที่ที่อาศัยอยู่จริงมาอย่างยาวนาน
จากการลงพื้นที่ พบกรณีตัวอย่างของครอบครัวหนึ่งที่สะท้อนปัญหาได้อย่างชัดเจน ภายในบ้านมีสมาชิก 5–6 คน แต่มีเพียง นายพรเลต่อ วนาขุนแผน อายุ ผู้เป็น “พ่อ” อายุ 60 ปี คนเดียวที่มีบัตรประชาชนและได้รับสิทธิ์หลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) ขณะที่ลูกอีก 3 คน ไม่มีเอกสารแสดงตัวตนใด ๆ
น.ส.บุษกร เพ็ญชลาลัย จนท.คลินิกกฎหมาย รพ.อุ้มผาง บอกว่า แม้เมื่อ 2–3 ปีก่อน จะมีการตรวจ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์พ่อลูกเรียบร้อย และโรงพยาบาลได้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานอำเภอแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้มีบัตรประชาชน โดยไม่ทราบสาเหตุของความล่าช้า
“ครอบครัวหนึ่งมีเพียงพ่อที่มีบัตรประชาชน ส่วนลูกและหลานยัง “ไร้สถานะ” แม้ผ่านการตรวจ DNA ยืนยันความสัมพันธ์แล้ว แต่ยังไม่ถูกอนุมัติสิทธิ์ เมื่อไม่มีบัตรไม่สามารถใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลหรือเบิกค่าใช้จ่ายได้”
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่รุ่นลูก แต่ลุกลามไปถึง “รุ่นหลาน” ที่เกิดขึ้นมาใหม่และยังคงไม่มีสถานะทางทะเบียนเช่นเดียวกัน ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นวงจรต่อเนื่อง เป็นแบบนี้เกือบครึ่งหมู่บ้าน ส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และกลายเป็นภาระที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ
เธอย้ำว่า เป็นปัญหาสถานะ “ส่งต่อข้ามรุ่น” จากพ่อ → ลูก → หลาน ผู้ป่วยจำนวนมากในพื้นที่ คือคนในชุมชนเอง ไม่ใช่แรงงานต่างด้าว แต่กลับเข้าไม่ถึงสิทธิ์รักษา เพราะติดปัญหาทางทะเบียน
สถานการณ์นี้สอดคล้องกับสิ่งที่ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง เรียกว่า “ต่างด้าวเทียม” คือกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจริง มีความผูกพันกับพื้นที่ แต่ขาดสถานะทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มที่
ภาพที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเลตองคุ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็น “ภาพสะท้อนเชิงโครงสร้าง” ของปัญหาที่ฝังลึกในพื้นที่ชายแดน และเป็นหนึ่งในรากเหง้าสำคัญที่อธิบายว่า ทำไมโรงพยาบาลอุ้มผางจึงต้องแบกรับภาระเกินกว่าศักยภาพของระบบที่ควรจะเป็น
◤ งบต่างชาติสะดุดซ้ำ รพ.อุ้มผาง ต้องประคอง ผู้ลี้ภัย 7 พันชีวิต
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ ยังได้ลงพื้นที่ ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว “บ้านนุโพ” ซึ่งมีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ราว 7,538 คน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ถูกตัดลดจากองค์กรต่างประเทศอย่าง USAID และ IRC ส่งผลให้โรงพยาบาลอุ้มผางต้องเข้ามารับภาระดูแลต่อ ทั้งในมิติการรักษาพยาบาล ควบคุมโรคติดต่อ และภารกิจด้านมนุษยธรรมที่ไม่สามารถหยุดได้
พว.วิไลวรรณ จินะ หัวหน้าพยาบาลแผนกสูตินรีเวชกรรม รพ.อุ้มผาง ระบุว่า ภายในศูนย์พักพิงยังคงมีระบบบริการสาธารณสุขพื้นฐานครบถ้วน ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยนอกที่มีขั้นตอนลงทะเบียน ตรวจรักษาโดยเจ้าหน้าที่ Medic ไปจนถึงห้องจ่ายยาและห้องแล็บที่สามารถตรวจโรคสำคัญได้ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไข้มาลาเรีย และระดับน้ำตาลในเลือด ขณะที่ผู้ป่วยในถูกแยกดูแลตามเพศ โดยโรคที่พบมากคือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีห้องคลอด ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยเดือนละประมาณ 20 คน
ขณะที่การตรวจคัดกรองวัณโรคล่าสุดในกลุ่ม 2,000 คน พบผู้ป่วยใหม่ 3 ราย ต้องสร้างพื้นที่กักกันโรคแยกออกมา เพื่อให้ยาจนกว่าจะไม่สามารถแพร่เชื้อต่อได้อย่างน้อย 2 เดือน สะท้อนความเสี่ยงโรคติดต่อที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักในขณะนี้คือ “กำลังคน” ที่ลดลงอย่างมาก จากเดิมที่ IRC สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์กว่า 300 คน เหลือเพียง 58 คน และ Medic จาก 39 คน เหลือเพียง 13 คน อีกทั้งยังไม่มีแพทย์ประจำ ต้องอาศัยการปรึกษา (Consult) ผ่านระบบออนไลน์กับโรงพยาบาลอุ้มผาง และหากเกินศักยภาพก็ต้องส่งต่อทันที
ด้านงบประมาณ แม้ IRC จะขยายการจ่ายเงินเดือนให้บุคลากรที่เหลืออยู่ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ แต่ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยเฉพาะค่าล่วงเวลา โรงพยาบาลอุ้มผางยังต้องแบกรับเองเดือนละประมาณ 70,000 บาท และยังไม่มีความชัดเจน หากการสนับสนุนถูกยุติลงทั้งหมดในอนาคต
ทั้งนี้ มีการประเมินความเป็นไปได้ในการยกระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง ให้เป็นฐานรองรับการดูแลในระยะยาว แต่ยังต้องรอความชัดเจนด้านนโยบาย บุคลากรและงบประมาณ
◤ เผยข้อมูลผู้ป่วยต่างด้าวไร้สิทธิพุ่ง ใช้บริการสูง-กินงบกว่า 72 ล้านบาท
สถานการณ์ของโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก รองรับผู้ป่วยหลากหลายสถานะ โดยเฉพาะกลุ่ม “ต่างด้าวไร้สิทธิ” ที่มีจำนวนมากและสร้างภาระค่าใช้จ่ายต่อโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญ
• โครงสร้างประชากร: ต่างด้าวไร้สิทธิเกือบเท่าคนไทย
ในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลอุ้มผาง พบว่ามี
-คนไทย 31,877 คน คิดเป็น 38.4%
-ต่างด้าวไร้สิทธิมีจำนวน 29,747 คน หรือ 35.8% (ใกล้เคียงกับคนไทยอย่างมาก)
-ผู้ถือสิทธิ ท.99 จำนวน 13,867 หรือ คน 16.7%
-ผู้ลี้ภัย 7,538 คน
• การใช้บริการ ต่างด้าวไร้สิทธิใช้บริการสูงถึง 1 ใน 3
ด้านการให้บริการผู้ป่วยนอก (OPD) คนไทยยังคงใช้บริการมากที่สุด 77,570 ครั้ง (62.4%) แต่ต่างด้าวไร้สิทธิก็มีจำนวนสูงถึง 33,970 ครั้ง หรือ 27.3% ขณะที่กลุ่ม ท.99 ใช้บริการ 12,385 ครั้ง (10%) และต่างด้าวในระบบประกันมีเพียง 415 ครั้ง (0.3%)
สำหรับผู้ป่วยใน (IPD) หรือจำนวนวันนอนโรงพยาบาล กลุ่มต่างด้าวไร้สิทธิมีสัดส่วนสูงถึง 13,425 วัน (45.5%) แซงหน้าคนไทยที่มี 11,835 วัน (40.1%) ส่วนกลุ่ม ท.99 มี 3,379 วัน (11.4%) และต่างด้าวในระบบประกัน 872 วัน (3.0%)
• ค่าใช้จ่าย ต่างด้าวไร้สิทธิกินงบมากสุดกว่า 42%
ในด้านค่าใช้จ่าย พบว่าต่างด้าวไร้สิทธิมีมูลค่าสูงถึง 72,642,991 บาท คิดเป็น 42.2% ของงบทั้งหมด สูงที่สุดในทุกกลุ่ม ขณะที่คนไทยใช้งบประมาณ 88,727,454 บาท (51.5%) กลุ่ม ก.99 ใช้ 9,794,539 บาท และต่างด้าวในระบบประกัน/ปกส. ใช้เพียง 993,944 บาท
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของโรงพยาบาลชายแดนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยที่อยู่นอกระบบสิทธิการรักษา ซึ่งแม้จะไม่ใช่ประชากรในระบบหลักประกันสุขภาพ แต่กลับมีการใช้บริการสูง และก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
◤ ยื่น 5 ข้อเสนอ ขอรัฐอุดหนุน 60 ล้านบาท-เพิ่มเงินเสี่ยงภัย
จากสถานการณ์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกแบบนโยบายรองรับสุขภาพข้ามพรมแดน และการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับภาระงานจริงของพื้นที่ เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลชายแดนต้องแบกรับต้นทุนเพียงลำพังในระยะยาว
โรงพยาบาลอุ้มผางเสนอแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วนต่อภาครัฐ ประกอบด้วย
1. ขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานช่วงเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2569 รวม 5 เดือน เดือนละ 12 ล้านบาท รวม 60 ล้านบาท
2. ขอเพิ่มเงิน Hardship สำหรับโรงพยาบาลชายแดน พื้นที่เสี่ยงภัยและกันดาร
3. ขอให้มีงบประมาณรองรับการรักษาต่างด้าวไร้สิทธิในพื้นที่
4. ขอสนับสนุนงบดูแลผู้หนีภัยในศูนย์พักพิง ทั้งค่าบริหารจัดการและบริการสุขภาพ
5. ขอเพิ่มตำแหน่งข้าราชการและเส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพบุคลากร
◤ เร่งพิสูจน์สัญชาติ หรือสำรวจกลุ่ม ท.99 ทางออกหลัก จากวิกฤต
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องใช้หลายหน่วยงานร่วมกัน เช่น การตรวจ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางครอบครัวก่อนเข้าสู่กระบวนการให้สัญชาติไทย ซึ่งจะเท่ากับการเพิ่มจำนวนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ให้ รพ.สามารถเบิกค่ารักษาจาก สปสช. ได้
หรืออย่างน้อยต้องเร่ง ขึ้นทะเบียนกลุ่มกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ ไปสู่ ท.99 เพื่อให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ต้องร่วมมือกับ ทางอำเภอ กระทรวงมหาดไทย
“บางกรณีต้องไล่ตรวจตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายไปถึงลูกหลาน ใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูง จึงทำให้ปัญหาคนไร้สิทธิ์ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว” นพ.วรวิทย์กล่าว
นพ.วรวิทย์ กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การให้ประชาชนซื้อประกันสุขภาพในราคาปีละ 2,200 บาท ว่าในทางปฏิบัติยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากชาวบ้านจำนวนมากมีรายได้เพียงเดือนละ 500–1,000 บาท
“ครอบครัวหนึ่งมี 4 คน ต้องจ่ายเกือบ 9,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง” นพ.วรวิทย์ระบุ
�_______
รู้จักหมู่บ้านกะเหรี่ยง ฤาษี อ.อุ้มผาง
หมู่บ้าน เลตองคุ ตั้งอยู่ติดชายแดนไทย เมียนมา ใน อ.อุ้มผาง จ.ตาก เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ยังคงสืบทอดความเชื่อและวิถีชีวิตตาม ลัทธิฤๅษี (หรือ ตะละกู่) มายาวนานนับร้อยปี โดยมีฤๅษีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและประมุขสูงสุดของหมู่บ้าน
อัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือผู้ชายในหมู่บ้านจะไว้ผมยาวและขมวดมวยไว้ที่หน้าผาก แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง และยึดถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามดื่มสุรา ห้ามเล่นการพนัน และหลายครัวเรือนยังรักษาธรรมเนียมการบริโภคอาหารมังสวิรัติเพื่อความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ
วิถีชีวิตของชาวเลตองคุเน้นความสันโดษและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมเกลียว แม้ในปัจจุบันความเจริญจะเริ่มเข้าถึง แต่ชุมชนยังคงพยายามรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่และการคัดเลือกผู้นำจิตวิญญาณรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ลี้ลับนี้ต่อไป
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น