เล็งจัดลำดับความสำคัญงบบัตรทอง ปี 70 “หากมีข้อจำกัดงบประมาณประเทศ” | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 #เก็บตกจากวชิรวิทย์ พบข้อมูลที่น่าสนใจจากการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีการพูดถึง (ร่าง) ข้อเสนอหลักเกณฑ์การลำดับความสำคัญงบประมาณกองทุนปี 2570 #หากมีข้อจำกัดงบประมาณของประเทศ 


โดยมติคณะอนุกรรมการนโยบายฯ วันที่ 26 มีนาคม 2569 มีข้อเสนอแนะให้จัดลำดับความสำคัญรายบริการ โดยเรียงลำดับความสำคัญ ดังนี้

 1. IP: บริการผู้ป่วยใน ยึดตามหลักการข้อเสนอด้านทุน 10,000 บาทต่อ adjrw และ ค่า sumadjrw เท่ากับ 11.2 ล้านคะแนน

 2. ไต: บริการไตวายเรื้อรัง ตามนโยบายฟอกไตฟรีทุกที่และขยายการปลูกถ่ายไต และเป็นไปตามผลงานบริการและการปรับประสิทธิภาพแล้ว

 3. PP, กำลังพล, สิทธิประโยชน์ใหม่ ได้แก่ วัคซีน PCV TB และ กำลังพล และ OP / PP งบเหมาจ่ายรายหัวบริการผู้ป่วยนอกและบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพิ่มขึ้นตามอัตราการใช้บริการและสัดส่วนเมื่อหักเงินเดือนแล้ว ต้องได้รับไม่น้อยกว่าปี 2569

 4.PHC: บริการปฐมภูมิในนวัตกรรมเพิ่มขึ้นโดยคำนึงการปรับประสิทธิภาพและการให้บริการที่จำเป็น

 5. CR: บริการกรณีเฉพาะ อัตราการเพิ่มขึ้น โดยคำนึงถึงการปรับประสิทธิภาพและหลักการ M&E

 6. LTC: บริการผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน เป็นไปตามผู้มีภาวะพึ่งพิงที่สูงขึ้น

 7. แผนไทย: บริการแพทย์แผนไทย เพิ่มตามผลงานบริการและการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น

 8. ฟื้นฟู: บริการฟื้นฟู เพิ่มตามผลงานบริการและการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น

 9. HIV/AIDS: บริการเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ เพิ่มขึ้นตามผลงานบริการและการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น


นี่ถือเป็น ครั้งแรก ที่ระบบบัตรทองพยายาม “เรียงลำดับความสำคัญบริการ” อย่างเป็นทางการ จากเดิมที่พยายามรักษาความครอบคลุมสิทธิประโยชน์ให้ได้มากที่สุด


ข้อเสนอของ สปสช. วางลำดับบริการ 9 กลุ่มหลัก โดย “ผู้ป่วยใน (IP)” ยังคงเป็นหัวใจของระบบ ใช้หลักทุน 10,000 บาทต่อ adjRW และกำหนดเพดานรวมที่ 11.2 ล้านคะแนน สะท้อนว่า ระบบกำลัง “ล็อกงบก้อนใหญ่” ไว้กับบริการรักษาที่มีต้นทุนสูงและจำเป็นเร่งด่วน ก่อนจะไล่ไปยังบริการเชิงป้องกันและคุณภาพชีวิต


ก่อนหน้านี้ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ให้สัมภาษณ์ว่า ภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ “ทุกอย่างเพิ่มพร้อมกันไม่ได้” จำเป็นต้องจัดลำดับ เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบโดยรวม


ขณะที่ สปสช. ก็พยายาม “ตรึงบริการจำเป็น” และ “ควบคุมการเติบโต” ของรายการอื่นด้วยคำสำคัญ เช่น “ปรับประสิทธิภาพ” “อิงผลงานบริการ” และ “มีระบบติดตามประเมินผล (M&E)”


ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป พญ.ภาวินี เอี่ยมจันทร์ ซึ่งเป็นด่านหน้ารับผู้ป่วยหนัก กล่าวสนับสนุนแนวคิด “การจัดลำดับความสำคัญ” หลายครั้ง เพราะที่ผ่านมาเกิดภาวะ งบไม่สอดคล้องต้นทุนจริง แบกรับผู้ป่วยในเพิ่มต่อเนื่อง และถูกกดงบจากหลายมาตรการพร้อมกัน


แต่การเรียงลำดับความสำคัญ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ #หากมีข้อจำกัดงบประมาณของประเทศ ซึ่งคำถามก็คือ เรามาถึงจุดนี้แล้วหรือยัง 


งบประมาณที่ใช้ดูแลประชาชนอาจไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันกับต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ซับซ้อนขึ้น ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ


#หากมีข้อจำกัดงบประมาณของประเทศ  ก็คือ การเปิดทาง ให้รัฐสามารถจัดลำดับความสำคัญของบริการได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องรักษาระดับหรือขยายทุกสิทธิประโยชน์ไปพร้อมกันเหมือนในอดีต แต่เลือกสนับสนุนบริการที่มีความจำเป็นสูงก่อน ขณะที่บริการอื่นอาจต้องชะลอหรือเติบโตในอัตราที่จำกัดลง นี่จึงเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากระบบที่พยายาม “ให้ครบทุกอย่าง” ไปสู่ระบบที่ “เลือกให้ตามความจำเป็น”


ในทางปฏิบัติ หากเงื่อนไขนี้ถูกนำมาใช้จริง อาจส่งผลให้บางบริการไม่ได้รับงบประมาณเพิ่ม แม้ความต้องการของประชาชนจะสูงขึ้น ขณะเดียวกัน สิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ก็อาจถูกเลื่อนออกไป หรือบางบริการอาจต้องถูกจำกัดขอบเขตการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในลำดับความสำคัญรองลงมา เช่น งานฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค


ในอีกมิติหนึ่ง #หากมีข้อจำกัดงบประมาณของประเทศ ก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการบริหารจัดการ เพราะช่วย “กันแรงกดดัน” จากทุกภาคส่วนที่เรียกร้องงบประมาณเพิ่ม โดยเป็นการส่งสัญญาณล่วงหน้าว่า หากงบประมาณของประเทศไม่เพียงพอ ระบบจำเป็นต้องมีการเลือกและตัดสินใจตามกรอบที่กำหนดไว้แล้ว ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบที่ผ่านมา


#หากมีข้อจำกัดงบประมาณของประเทศ จึงความหมายเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบหลักประกันสุขภาพไทย จากยุคที่มุ่งขยายสิทธิให้ครอบคลุมมากที่สุด ไปสู่ยุคที่ต้องบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ด้วยการจัดลำดับความสำคัญอย่างเป็นระบบ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับการ “เลือก” ในเชิงนโยบายอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามรายละเอียด และผลกระทบ เพิ่มเติม อย่างรอบด้าน ซึ่งจะรายงานให้ทราบต่อไป.


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS #นักข่าวสาธารณสุข

ความคิดเห็น