3 ทางออก รพ.ชายแดน ต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ปล่อยแนวหน้าสู้ลำพัง | เก็บตกจากวชิรวิทย์
”รพ.อุ้มผาง“ แบกภาระเกินศักยภาพ จนต้องพึ่งเงินบริจาคประคองระบบ “งบไม่พอ แต่คนไข้รอไม่ได้” แนะรัฐต้องจัดงบตรง สนับสนุนโรงพยาบาลชายแดนลงทุนเล็ก แต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล “CSR ระดับประเทศ” เพื่อมนุษยธรรมชายแดน
หลังจากที่ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ลงพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ติดตามประเด็นปัญหาสาธารณสุขชายแดน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของโรงพยาบาลชายแดน โดยเฉพาะ “โรงพยาบาลอุ้มผาง” จังหวัดตาก ว่าเป็นปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
นพ.ศุภกิจ เล่าย้อนถึงช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก ระหว่างปี 2540-2549 ว่า จังหวัดตากเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง มีพรมแดนติดกับเมียนมายาวกว่า 500 กิโลเมตร และเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ ขณะที่อำเภออุ้มผางถือเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ความท้าทายสำคัญของพื้นที่นี้ ไม่ได้อยู่เพียงภูมิประเทศที่ทุรกันดารและการเข้าถึงบริการที่ยากลำบาก แต่ยังรวมถึงความหลากหลายของประชากร โดยเฉพาะใน 5 อำเภอชายแดนฝั่งตะวันตก ได้แก่ อุ้มผาง พบพระ แม่สอด แม่ระมาด และท่าสองยาง ซึ่งมีทั้งคนไทยในพื้นที่สูง คนไร้รัฐไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย รวมถึงประชากรข้ามแดนจากเมียนมา
“ชายแดนไม่ได้มีรั้วกำแพงแบ่งแยกชัดเจน หลายพื้นที่มีเพียงแม่น้ำหรือแนวธรรมชาติคั่นกลาง ผู้คนจึงเดินทางข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งเป็นเรื่องปกติ” นพ.ศุภกิจ กล่าว
◤ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จุดแข็งของไทย แต่ยังมี “ช่องว่าง” สำหรับชายแดน
นพ.ศุภกิจ ระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญของประเทศไทย ทำให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง แต่ในทางปฏิบัติ ด้วยกรอบกฎหมายและการตีความที่ยึดโยงกับ “สัญชาติไทย” เป็นหลัก
ในช่วงเริ่มต้นของระบบบัตรทอง มีประชากรประมาณ 47-48 ล้านคนอยู่ในความคุ้มครอง แต่ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย แม้จะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ก็ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ดังกล่าวได้
เดิมคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งขึ้นต้นด้วยเลข 6 หรือ 7 ยังสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับการจัดสรรงบประมาณรายหัวได้ แต่ภายหลังมีการตรวจสอบและตีความใหม่ว่า บุคคลกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้มีสัญชาติไทย จึงทยอยถูกตัดออกจากระบบหลักประกันสุขภาพ
“เมื่อถูกตัดออกจากระบบ งบประมาณก็หายไปทันที แต่คนยังอยู่ และยังต้องได้รับการรักษา” เขากล่าว
◤“คนไร้รัฐ” อยู่ในไทยมาหลายชั่วอายุคน แต่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐาน
นพ.ศุภกิจ อธิบายว่า กลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่ชายแดนจำนวนมาก ไม่ใช่คนที่เพิ่งอพยพเข้ามา แต่เป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มานานหลายชั่วอายุคน เช่น ลูกหลานชาวกะเหรี่ยง หรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงลูกหลานของชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนการกำหนดเส้นเขตแดนสมัยใหม่
แม้คนเหล่านี้ไม่มีบัตรประชาชนไทย แต่ก็ไม่มี “ประเทศอื่น” ให้กลับไปเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ในปี 2553 กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงผลักดันให้คนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ถือบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 6 และ 7 ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลในระหว่างรอการพิสูจน์สถานะ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย รัฐบาลจึงไม่ได้บรรจุบุคคลกลุ่มนี้ไว้ในระบบบัตรทองโดยตรง แต่ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณแทน ซึ่งก็คือ กองทุน ท.99 (ประกันสุขภาพบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ) ครอบคลุมประชากรราว 500,000 คนทั่วประเทศ ช่วยให้โรงพยาบาลที่ดูแลคนกลุ่มนี้มีงบประมาณรองรับ ทั้งบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในในลักษณะใกล้เคียงกับระบบบัตรทอง
◤ ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ “ไม่มีเลข ไม่มีสิทธิ”
แม้ กองทุน ท.99 ดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่ในพื้นที่อย่าง ”อุ้มผาง“ ยังมีประชากรอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบใดเลย
บุคคลเหล่านี้ไม่มีเลขประจำตัว ไม่มีสถานะทางทะเบียน และยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงงบประมาณด้านสุขภาพจากภาครัฐได้
นอกจากนี้ ยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ได้รับสิทธิทางการศึกษา ตามนโยบาย “เรียนได้ทุกคน” ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่กลับไม่ได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม
“เด็กสามารถเข้าเรียนได้ มีงบประมาณด้านการศึกษา แต่เมื่อเจ็บป่วยกลับไม่มีงบค่ารักษา ครูต้องช่วยกันออกเงิน หรือโรงพยาบาลต้องรับภาระรักษาโดยไม่ได้รับงบชดเชย”
แม้ภาครัฐจะจัดสรรงบประมาณสำหรับเด็กไร้สัญชาติบางส่วน แต่ยังครอบคลุมเพียงบางกลุ่ม และต้องผ่านการพิสูจน์สถานะอย่างเข้มงวด
◤ โรงพยาบาลชายแดนต้องรักษาทุกคน แม้ไม่มีงบประมาณรองรับ
นพ.ศุภกิจ ย้ำว่า ในทางมนุษยธรรม โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธผู้ป่วยได้ ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีสิทธิหรือไม่ก็ตาม
“ความเจ็บป่วยไม่ได้เลือกสัญชาติ เมื่อคนป่วยเดินเข้ามา โรงพยาบาลก็ต้องรักษา”
นี่คือภารกิจพื้นฐานของระบบสาธารณสุข แต่กลับกลายเป็นภาระทางการเงินอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างอุ้มผาง ซึ่งผู้รับบริการจำนวนมากไม่มีสิทธิในระบบใดเลย
แม้จะมีแรงงานข้ามชาติที่ซื้อประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักกระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น แม่สอดหรือแม่ระมาด ขณะที่อุ้มผางมีแรงงานกลุ่มนี้ค่อนข้างน้อย
ผลคือ โรงพยาบาลอุ้มผางต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยจำนวนมากโดยไม่มีแหล่งงบประมาณรองรับ
◤ เมื่อเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศลดลง ภาระยิ่งตกกับโรงพยาบาลไทย
นอกจากประชากรในชุมชนชายแดนแล้ว จังหวัดตากยังมีค่ายผู้ลี้ภัย 3 แห่ง ได้แก่ แม่หละ อุ้มเปี้ยม และนุโพ
ที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศ เช่น MSF, AMI และ IRC ได้เข้ามาสนับสนุนการดูแลสุขภาพในค่าย ทั้งบริการรักษาพยาบาล งานสาธารณสุข และสุขาภิบาล รวมถึงช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายเมื่อมีการส่งต่อผู้ป่วยมายังโรงพยาบาลของไทย
แม้การชดเชยดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนโยบายความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการยุติการสนับสนุนงบประมาณจากสหรัฐฯ ผ่าน USAID ส่งผลให้แหล่งทุนขององค์กรเหล่านี้หดตัวลงอย่างมาก
“หลังวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา เงินสนับสนุนหลายส่วนแทบเป็นศูนย์ องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งหาทุนใหม่ ซึ่งยังไม่มีความแน่นอน”
◤ ระบบที่พึ่ง “น้ำใจ” ไม่ควรเป็นคำตอบสุดท้าย
นพ.ศุภกิจ ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. พยายามหากลไกช่วยเหลือโรงพยาบาลชายแดนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นงบพื้นที่ทุรกันดาร งบ ”hardship“ หรือการสนับสนุนเฉพาะกิจ แต่งบประมาณเหล่านี้เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง
ในหลายช่วงเวลา ”โรงพยาบาลอุ้มผาง“ ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในจังหวัด หรือการจัดสรรงบเหลือจ่ายจากพื้นที่อื่นมาประคับประคองสถานการณ์
“การช่วยกันแบบนี้ทำได้ แต่ไม่ใช่ระบบที่ยั่งยืน”
◤ ไม่เป็นธรรมทั้งต่อโรงพยาบาล และต่อคนไทยในพื้นที่
นพ.ศุภกิจ ชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะโรงพยาบาลหรือบุคลากรสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนไทยในพื้นที่ด้วย
เนื่องจากโรงพยาบาลต้องนำงบประมาณที่ได้รับสำหรับประชากรไทย ไปเฉลี่ยใช้ดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีสิทธิ ทำให้ทรัพยากรสำหรับคนไทยถูกแบ่งไปโดยปริยาย
“หากมองในมุมของประชาชนไทยในพื้นที่ ก็อาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมงบประมาณที่ควรใช้ดูแลคนไทย ต้องถูกนำไปแบกรับภาระส่วนอื่น”
แต่ทว่าแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ เพราะนี่คือหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน
◤ ถึงเวลาปฏิรูประบบการเงินโรงพยาบาลชายแดน
นพ.ศุภกิจ ย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องออกแบบกลไกการเงินเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลชายแดน เพื่อสะท้อนภารกิจที่แท้จริงของหน่วยบริการ
เพราะโรงพยาบาลชายแดนไม่ได้ดูแลเฉพาะ “ประชากรตามทะเบียน” แต่ต้องดูแล “ประชากรตามความเป็นจริง”
หากยังใช้ระบบจัดสรรงบประมาณแบบเดียวกับโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชายแดนจะยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง
“การบริจาคเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรเป็นเสาหลักของระบบบริการสุขภาพ”
เขากล่าวว่า โรงพยาบาลชายแดนควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่สำคัญในการดูแลชีวิตผู้คนทุกกลุ่มได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงน้ำใจหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป.
◤ ทางออก รพ.ชายแดน ต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ปล่อยแนวหน้าสู้ลำพัง
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ระบุว่า ปัญหาสำคัญของโรงพยาบาลชายแดน โดยเฉพาะโรงพยาบาลอุ้มผาง ไม่ได้อยู่ที่การบริหารจัดการภายในเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า ยังมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายจากระบบงบประมาณปัจจุบันได้
ต้นทุนเหล่านี้เป็นภาระที่โรงพยาบาลต้องแบกรับเอง ทั้งที่เป็นภารกิจจำเป็นในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัย คนไร้รัฐไร้สัญชาติ หรือประชากรข้ามแดน ซึ่งล้วนเป็นผู้ป่วยที่โรงพยาบาลไม่อาจปฏิเสธการรักษาได้
● ทางออกแรก รัฐต้องจัดงบตรง สนับสนุนโรงพยาบาลชายแดน
นพ.ศุภกิจ เห็นว่า แนวทางที่ตรงไปตรงมาและเร่งด่วนที่สุด คือ การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณโดยตรง ไม่ว่าจะผ่านงบกลาง หรือจัดตั้งเป็นงบประจำรายปีสำหรับโรงพยาบาลชายแดนโดยเฉพาะ
สำหรับพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ซึ่งมี 5 อำเภอหลักที่รับภาระสูง วงเงินที่จำเป็นในการอุดหนุนอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น
เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินกว่า 3 ล้านล้านบาท หรือแม้แต่งบกลางที่มีอยู่หลายแสนล้านบาท วงเงินดังกล่าวถือว่าน้อยมาก แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างมหาศาล
นพ.ศุภกิจ อธิบายว่า งบประมาณก้อนนี้ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนในภาพลักษณ์และคุณค่าของประเทศ
การที่ประเทศไทยยืนยันว่าจะดูแลผู้ป่วยทุกคนตามหลักมนุษยธรรม ไม่ว่าจะถือสัญชาติใด ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความเป็นอารยะของสังคมไทย
“นี่คือการลงทุนในทุนทางศีลธรรมของประเทศ” เขากล่าว
นพ.ศุภกิจ เปรียบเทียบว่า การสนับสนุนงบประมาณเพื่อดูแลผู้ป่วยชายแดน เปรียบเสมือนการทำ CSR ในระดับประเทศ
แม้ประเทศไทยจะมีโครงการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐอยู่แล้ว แต่กรณีของผู้ป่วยชายแดน โดยเฉพาะคนไร้รัฐไร้สัญชาติ มีความซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะหลายคนไม่ได้อยู่ภายใต้การรับรองของรัฐใดอย่างชัดเจน
บางกรณี แม้แต่ประเทศต้นทางก็ไม่ยอมรับสถานะของบุคคลเหล่านี้
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีงบประมาณหรือกลไกพิเศษเพื่อรองรับโดยเฉพาะ
● ทางออกที่สอง: กองทุนสาธารณสุขชายแดน ต้องเป็นมากกว่าแค่แนวคิด
อีกหนึ่งข้อเสนอของ นพ.ศุภกิจ คือ การจัดตั้งกองทุนเฉพาะกิจสำหรับดูแลผู้ป่วยข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และคนไร้รัฐ หรือ กองทุนสาธารณสุข ซึ่งพูดกันมานานแล้ว
เขาเน้นว่า การตั้งกองทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบระดมทุน กลไกบริหาร และหลักประกันความยั่งยืนที่ชัดเจน
รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ค้ำประกัน” เพื่อให้มั่นใจว่า หากปีใดเงินสนับสนุนจากภายนอกลดลง ระบบบริการจะยังดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด
นพ.ศุภกิจ เห็นว่า แหล่งทุนสำหรับกองทุนลักษณะนี้สามารถมาจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาลต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรการกุศล และมูลนิธิระดับโลก แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐไทยต้องมีบทบาทเชิงรุกในการประสานงานและสร้างความเชื่อมั่นให้แหล่งทุนเหล่านี้
เพราะหากไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน กองทุนก็จะเป็นเพียงแนวคิดที่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้จริง
● ทางออกที่สาม: ประกันสุขภาพสมัครใจ ใช้ได้กับบางกลุ่ม
นพ.ศุภกิจ มองว่า ระบบประกันสุขภาพแบบสมัครใจ เช่น โครงการสำหรับแรงงานข้ามชาติ สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐได้ในบางส่วน แต่ระบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้และมีกำลังจ่ายเท่านั้น
ขณะที่กลุ่มเปราะบางที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่โรงพยาบาลชายแดนต้องดูแลมากที่สุด มักไม่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอแม้แต่จะดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ลี้ภัยในค่ายพักพิง นพ.ศุภกิจ เสนอว่า หลักการสำคัญคือ การส่งเสริมให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด
แม้ปัจจุบันกฎหมายจะเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทำงานได้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดมาก ทั้งเรื่องภาษา ทักษะ ความคุ้นชินกับสังคมภายนอก และเงื่อนไขในการจ้างงาน
นพ.ศุภกิจ เสนอว่า แทนที่จะมุ่งหวังให้ผู้ลี้ภัยออกไปทำงานนอกค่ายเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณานำงานเข้าไปสู่พื้นที่ค่ายพักพิงด้วย
หากผู้ลี้ภัยสามารถมีรายได้ แม้เพียงในระดับค่าแรงขั้นต่ำ ก็จะสามารถร่วมรับผิดชอบค่าหลักประกันสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้
รูปแบบนี้จะช่วยลดภาระของรัฐ ขณะเดียวกันก็สร้างศักดิ์ศรีและความรู้สึกมีส่วนร่วมให้กับผู้ลี้ภัย
◤ กลุ่มเปราะบางที่สุด ต้องได้รับการสงเคราะห์ จำแนกกลุ่มให้ชัด
อย่างไรก็ตาม นพ.ศุภกิจ ย้ำว่า ยังมีประชากรอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไร้รัฐไร้สัญชาติและชุมชนห่างไกลบนพื้นที่สูง ที่ไม่มีศักยภาพในการร่วมจ่ายเลย
คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลในลักษณะของการสงเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะนี่คือหลักการเดียวกับที่รัฐใช้ดูแลประชาชนไทยกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว
นพ.ศุภกิจ ระบุว่า การออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการจำแนกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ใครสามารถร่วมจ่ายได้ ควรมีระบบร่วมจ่าย ใครสามารถช่วยเหลือตนเองได้บางส่วน ควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม
และใครที่ไม่มีศักยภาพเลย รัฐต้องเข้ามารับผิดชอบเต็มที่
บทบาทมหาดไทย เร่งพิสูจน์สถานะ ลดภาระระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญที่ นพ.ศุภกิจ กล่าวถึง คือ การพิสูจน์สถานะบุคคล ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย
แม้กระบวนการนี้จะมีความซับซ้อน และจำเป็นต้องรอบคอบเพื่อป้องกันการแอบอ้างสิทธิ แต่หากดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น จะช่วยให้คนจำนวนมากเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง
และเมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว ก็จะสามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ลดภาระตกค้างของโรงพยาบาลในระยะยาว
◤ ส่วนกลางต้องทำหน้าที่ “ส่งกระสุน” ให้แนวหน้า
นพ.ศุภกิจ สรุปว่า ปัญหาของโรงพยาบาลชายแดน โดยเฉพาะโรงพยาบาลอุ้มผาง เป็นปัญหาที่เกินขีดความสามารถของโรงพยาบาลในพื้นที่จะแก้ไขได้ด้วยตนเอง โดยเล่าถึง นพ.วรวิทย์ ผอ.รพ.อุ้มผาง หรือ หมอตุ่ย บุคลากรในพื้นที่กำลังทำหน้าที่อยู่ “แนวหน้า” เคยบอกกับตนว่า “หน่วยงานส่วนกลางจึงต้องทำหน้าที่สนับสนุนทรัพยากร งบประมาณ และกลไกต่าง ๆ อย่างเต็มที่ คนที่กำลังรบอยู่ในสนาม ไม่ควรต้องเป็นคนคิดเองว่าจะหากระสุนจากที่ไหน”
นพ.ศุภกิจ ยืนยันว่า การช่วยเหลือโรงพยาบาลชายแดน ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่คือการปกป้องหลักการพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทยและเป็นการยืนยันว่า ประเทศไทยยังยืนหยัดอยู่บนหลักมนุษยธรรม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง.
#นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS #เก็บตกจากวชิรวิทย์


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น