เงิน ฉ.11 ไม่ควรจ่ายจากเงินบำรุงโรงพยาบาล แล้วจะมาจากที่ไหนล่ะ? | เก็บตกจากวชิรวิทย์
เงิน ฉ.11 ไม่ควรจ่ายจากเงินบำรุงโรงพยาบาล แล้วจะมาจากที่ไหนล่ะ?
กรณีโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน “ค้างจ่ายค่าตอบแทน ฉ.11” ยาวนานเป็นเดือน ๆ จนพยาบาลรายหนึ่งต้องเรียงร้องผ่านโซเชียล ขณะที่โรงพยาบาลให้เหตุผลว่า ต้องใช้วิธีเลื่อนจ่าย เพราะว่าต้องนำเงินไปชำระ “ค่ายา” ก่อน
จุดประเด็นคำถามในแวดวงสาธารณสุขว่า “คนทำงานต้องมารับผิดชอบ ภาระหนี้ของโรงพยาบาลหรือไม่”
◤ “ฉ.11” จากแรงจูงใจ กลายเป็นภาระ
“ฉ.11” คือ ค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายสำหรับบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยจ่ายเงินเพิ่มตามความห่างไกลของพื้นที่และอายุงาน
แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้กำลังย้อนศร กลับกลายเป็นภาระทางการเงินของ รพ.เอง
แหล่งข่าว ที่เป็นผู้บริหารโรงพยาบาลชายแดนแห่งหนึ่ง เล่าให้ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ฟังว่า แม้รัฐจะ “กำหนดให้จ่าย” แต่กลับ “ไม่ได้จัดงบให้พอ” ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงสะท้อนช่องว่างมหาศาล
โรงพยาบาลแห่งหนึ่งต้องจ่ายค่าตอบแทน ฉ.11 ปีละ 32 ล้านบาท แต่ได้รับงบสนับสนุนเพียง 5 ล้านบาท นั่นหมายความว่า ต้องหาเงินเพิ่มเองกว่า 26-27 ล้านบาท
การจ่ายค่า ฉ.11 รวมไปถึง ค่าเวร ค่าโอที ต้องใช้ “เงินบำรุง” ของโรงพยาบาลเป็นแหล่งจ่ายหลักของค่าตอบแทนบุคลากร ทั้งที่โดยหลักการ เงินก้อนนี้ควรใช้เป็น “เงินหมุน” สำหรับบริการ เช่น ค่ายา เวชภัณฑ์ และการบริหารจัดการทั่วไป
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลสถานการณ์ “เงินบำรุง รพ.“ ล่าสุดพบว่าโรงพยาบาลสังกัด กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 903 แห่ง มีเงินบำรุงคงเหลือ 2.78 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนถึง 1.86 หมื่นล้านบาท และมีถึง 324 แห่งที่ติดลบรวมกว่า 9.4 พันล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “เงินหมุน” กำลังไม่พอหมุน และเมื่อไม่พอ โรงพยาบาลก็ต้อง “เลือก” ว่าจะจ่ายอะไรก่อนค่ายา หรือ ค่าแรง
ในหลายกรณี คำตอบคือ “ค่ายา” เพื่อไม่ให้กระทบ ”ผู้ป่วย“ และนั่นคือจุดที่บุคลากรกลายเป็นฝ่ายที่ต้อง ”เสียสละ“
ขณะที่งานวิจัยเรื่องต้นทุน รพ. ของทีดีอาร์ไอเมื่อเร็วๆนี้ ก็ชี้ว่า ”ค่าแรง“ ของรพ.ขนาดเล็ก หรือ รพ.ชุมชน กลับสูงกว่า รพ.ใหญ่ๆ เสียอีก
◤ แล้วเงิน “ฉ.11” ควรมาจากไหน?
หรือว่า “ค่าตอบแทนบุคลากรไม่ควรใช้เงินบำรุงของ รพ.” แล้วจะมาจากไหนล่ะ ก็อาจจะมีทางเลือกมีอย่างน้อย 3 แนวทาง
1. งบประมาณแผ่นดินโดยตรง
จัดสรรผ่านหน่วยงานกลาง เช่น กรมบัญชีกลาง หรือ กระทรวงสาธารณสุข ให้ค่าตอบแทน ฉ.11 เป็นส่วนหนึ่งของงบเงินเดือนหรือค่าตอบแทนภาครัฐโดยตรง วิธีนี้จะตัดภาระออกจากโรงพยาบาลทันที และทำให้ “ค่าแรง” มีความมั่นคง แต่ก็อาจมีข้อจำกัดว่าบุคลากรบางส่วนไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ขณะที่ สธ. ก็ยังไม่ออกจาก กพ.
2.กองทุนเฉพาะกิจสำหรับพื้นที่ขาดแคลน
ตั้งกองทุนเฉพาะสำหรับค่าตอบแทนบุคลากรในพื้นที่ชนบท/ชายแดน โดยอาจผูกกับภาระงานจริง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่
3.ทบทวนเกณฑ์ ฉ.11 ให้สอดคล้องกับแหล่งรายได้จริงของโรงพยาบาล เช่น ผูกกับงบเหมาจ่ายรายหัว หรือ DRG ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อย่างเป็นระบบ แทนการกำหนดแบบ “ลอยตัว”
ปัญหา “ค้างจ่าย ฉ.11” อาจเริ่มจากเรื่องเงินเดือนก่อน แต่ปลายทางคือ “คุณภาพระบบสุขภาพ” เมื่อบุคลากรขาดแรงจูงใจ หรือเผชิญความไม่มั่นคงทางรายได้ การรักษากำลังคนในพื้นที่ห่างไกลจะยิ่งยากขึ้น โรงพยาบาลขนาดเล็กอาจเข้าสู่ภาวะขาดแคลนบุคลากรซ้ำเติมสถานการณ์การเงิน
ท้ายที่สุด ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่บุคลากร แต่คือ “ประชาชนในพื้นที่” ที่ต้องพึ่งพาระบบบริการเหล่านี้
_______
ที่มาและความสำคัญของ ฉ.11
เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรสาธารณสุขฉบับใหม่
ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทนเดิม โดยเน้นให้ความสำคัญกับผู้ที่ทำงานในพื้นที่จริง (รพช./รพ.สต.) ให้มีรายได้เพียงพอ ไม่ย้ายเข้าสู่เมือง
จ่ายเป็นเงินเหมาจ่ายรายเดือน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามกลุ่มวิชาชีพ (แพทย์, ทันตแพทย์, เภสัชกร, พยาบาล, เจ้าหน้าที่สายงานวิชาชีพอื่น) และความห่างไกลของสถานพยาบาล
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ #ThaiPBS


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น