พลิกวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งสร้างความมั่นคงทางยา | เก็บตกจากวชิรวิทย์

  • วิกฤตตะวันออกกลางดันต้นทุนยาเพิ่ม 10–20% จากต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบปิโตรเคมี รพ.หลายแห่งจึงเริ่มจำกัดการจ่ายยาเหลือครั้งละ 1–2 เดือน เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและสต๊อก
  • ยาที่ต้องกินต่อเนื่องทุกวัน เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน แม้ราคาต่อเม็ดเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อคูณจำนวนผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้ภาระงบประมาณของหน่วยบริการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้ป่วยอาจต้องเดินทางมาพบแพทย์บ่อยขึ้น
  • โครงสร้างระบบยาของไทยยังพึ่งพานำเข้า 80% ยานวัตกรรม ยาชีววัตถุ วัคซีน รวมถึงเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แม้ยาที่ผลิตในประเทศก็ยังต้องนำเข้าสารตั้งต้น (API) ทำให้ระบบมีความเปราะบางเมื่อซัพพลายเชนโลกสะดุด
  • วิกฤตสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง และโอกาสปฏิรูปนโยบายยา ทั้งปัญหาสภาพคล่องของหน่วยบริการ การจ่ายงบไม่ตรงรอบหนี้ และการขาดยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางยาในระยะยาว




หลังจาก 2 โรงเรียนแพทย์ คือโรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช นำร่องออกประกาศจำกัดการจ่ายยาให้ผู้ป่วยนอกไม่เกินครั้งละ 1–2 เดือน ก็มีอีกหลายโรงพยาบาลประกาศมาตรการทำนองเดียวกันออกมาก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากวิกฤตตะวันออกกลาง 




ความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตตะวันออกกลางกับผลกระทบด้านยาและเวชภัณฑ์ มีใน 2 ทาง อย่างแรกคือต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่ง ยาและเวชภัณฑ์จากยุโรป อเมริกา อินเดีย และจีน เดินทางมาถึงไทยผ่านเส้นทางเดินเรือที่พาดผ่านทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ต้นทุนประกันภัยการขนส่งและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น เรือขนส่งต้องอ้อมเส้นทางยาวขึ้น เวลาในการส่งมอบยาวนานขึ้น และต้นทุนทั้งหมดนี้ก็ถูกส่งผ่านมายังราคาสินค้าปลายทางในที่สุด


อย่างที่สองคือต้นทุนวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์ สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือบรรจุภัณฑ์ยา ทั้งซองพลาสติก ขวดยา และแผงยา ล้วนต้องใช้เม็ดพลาสติกที่มีต้นทางบางส่วนจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในตะวันออกกลาง เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนพลาสติกก็ขยับตาม และสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงแล้วในขณะนี้ 




ผลกระทบที่จับต้องได้มากที่สุดในวันนี้คือการที่ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ปรับสูงขึ้นแล้วประมาณ 10–20% ตัวเลขนี้มาจากการลงพื้นที่สำรวจของ ทีมข่าว ThaiPBS Policy Watch ในคลินิกชุมชนอบอุ่นในเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยบริการด่านหน้าของระบบบัตรทองที่รับดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวนมาก


ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ยาโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นยาเบาหวาน ยาความดันโลหิตสูง หรือยาลดไขมันในเลือด มีลักษณะพิเศษที่ทำให้แม้การปรับราคาเพียงเล็กน้อยส่งผลกระทบรุนแรงมาก เพราะผู้ป่วยต้องใช้ยาเหล่านี้ต่อเนื่องทุกวัน ไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อยาหนึ่งเม็ดปรับราคาขึ้น 0.50 บาท ดูเหมือนน้อยมาก แต่เมื่อคูณด้วยจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่ไทยมีอยู่กว่า 4 ล้านคน และแต่ละคนต้องกินยาวันละหลายเม็ดตลอดชีวิต ตัวเลขนี้กลายเป็นภาระงบประมาณมหาศาลที่ระบบต้องรองรับ


การตอบสนองของโรงพยาบาลและคลินิกต่อแรงกดดันด้านต้นทุนนี้แบ่งออกเป็นสองแนวทาง แนวทางแรกสำหรับคลินิกที่มีสภาพคล่องเพียงพอคือการสำรองยาและอุปกรณ์ล่วงหน้า 3–6 เดือน โดยสั่งซื้อจำนวนมากเพื่อล็อคราคาก่อนที่จะปรับขึ้น 


แนวทางที่สองซึ่งโรงพยาบาลใหญ่อย่างรามาฯ และศิริราชเลือกใช้คือการจำกัดปริมาณยาที่จ่ายต่อครั้ง แทนที่จะจ่ายยาให้ผู้ป่วยครั้งละ 3–6 เดือนตามปกติ ก็ลดเหลือครั้งละ 1–2 เดือน


ทั้งสองแนวทางนี้มีผู้ได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน คลินิกที่ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการสำรองยาจำนวนมากต้องซื้อยาในราคาตลาดที่สูงขึ้นทุกรอบ ขณะที่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องมาพบแพทย์บ่อยขึ้น ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การลางาน และเวลาที่ต้องเสียไปในแต่ละครั้ง


ยิ่งกว่านั้น ปัญหาเงินค้างจ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วย ยังซ้ำเติมสภาพคล่องของคลินิกชุมชนอีกชั้นหนึ่ง เมื่อต้องสำรองเงินจ่ายค่ายาและค่ารักษาไปก่อน แล้วรอเบิกคืนจากระบบ คลินิกขนาดเล็กบางแห่งอาจไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้อีกต่อไป


ไทยนำเข้ายามากถึง 80% 


โครงสร้างการพึ่งพายานำเข้าของไทยสามารถสรุปได้ว่า ยาที่ใช้ในระบบสาธารณสุขไทยมากกว่า 80% เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ แหล่งหลักคือกลุ่มประเทศยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทยาที่ถือสิทธิบัตรยาต้นแบบ ส่วนยาราคาประหยัดมักนำเข้าจากอินเดียและจีน




แม้ไทยจะมีโรงงานผลิตยาถึงราว 150 แห่ง แต่เกือบทั้งหมดผลิต “ยาสามัญ” หรือ Generic Drugs ซึ่งครอบคลุมเพียงยาพื้นฐานที่หมดสิทธิบัตรแล้ว มูลค่าการผลิตในประเทศอยู่ที่ราว 20% ของการใช้ยาทั้งหมด ขณะที่ยาขั้นสูง ยาชีววัตถุ วัคซีน และยารุ่นใหม่ซึ่งแพทย์นิยมใช้มากขึ้นตามพัฒนาการทางการแพทย์ ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด

ที่น่าสังเกตยิ่งกว่าคือ 


แม้แต่ยาที่ผลิตในประเทศก็ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ เพราะยังต้องนำเข้า “สารตั้งต้นทางยา” หรือ API (Active Pharmaceutical Ingredients) จากต่างประเทศ นั่นหมายความว่าหากซัพพลายเชนระดับโลกหยุดชะงัก แม้โรงงานยาไทยก็จะผลิตยาพื้นฐานได้ยากลำบาก


ด้านเครื่องมือแพทย์ ไทยนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งหมด ตั้งแต่เครื่อง MRI เครื่อง CT Scan ไปจนถึงอุปกรณ์ฝังในร่างกาย ส่วนที่ผลิตได้เองคือวัสดุสิ้นเปลืองพื้นฐาน อาทิ ขวดน้ำเกลือ ถุงมือยาง และหลอดฉีดยา แม้แต่เม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังต้องนำเข้าบางส่วนจากตะวันออกกลาง


ภาพโครงสร้างนี้สะท้อนความจริงที่น่ากังวลว่า ไทยพึ่งพายาและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจระดับนี้ และไม่ได้มีแผนสำรองที่ชัดเจนหากซัพพลายเชนโลกเกิดการหยุดชะงัก




นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. บอกว่า บทเรียนจากการระบาดของโควิด-19 พิสูจน์แล้วว่าแม้แต่ยาพื้นฐานหรือหน้ากากอนามัยก็อาจขาดแคลนได้เมื่อการผลิตและการขนส่งทั่วโลกหยุดชะงัก ความเปราะบางของระบบยาในภาวะวิกฤตนั้นรุนแรงกว่าที่สังคมส่วนใหญ่ตระหนัก


สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งคือ วิกฤตโควิดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน แต่สำหรับวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ เราเห็นสัญญาณล่วงหน้า มีเวลาเตรียมตัว แต่ระบบก็ยังแสดงอาการเปราะบางในทำนองเดียวกัน คำถามจึงคือ เราเรียนรู้อะไรจากโควิดจริงๆ หรือยัง


ยาไม่ขาดแคลน แต่จะราคาแพง 


ก่อนที่จะตีความมาตรการจำกัดการจ่ายยาของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ว่า “ยากำลังจะขาดแคลน” หรือไม่ นพ.ศุภกิจ อธิบายอย่างชัดเจนว่า การจำกัดการจ่ายยายังไม่ใช่ภาวะยาขาดแคลนโดยตรง แต่เป็นมาตรการเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน 


ส่วนแรกคือการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน เมื่อราคายามีแนวโน้มผันผวน การจ่ายยาน้อยลงต่อครั้งช่วยให้โรงพยาบาลสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้นหากราคาเปลี่ยนแปลงรุนแรง


 ส่วนที่สองคือการบริหารสต๊อกยาให้เพียงพอ หากยาบางรายการหายากหรือล่าช้าในการส่งมอบ การที่สต๊อกไม่ถูกกระจายออกไปมากเกินไปก่อน จะทำให้สามารถจัดสรรให้ผู้ที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดได้ก่อน


นพ.ศุภกิจ ยกตัวอย่างที่เปรียบเทียบได้ดีกับการบริหารทรัพยากรในช่วงโควิดว่า “ถ้ายังจ่ายแบบปกติ จะไม่มีการจัดลำดับว่าใครจำเป็นมากน้อยแค่ไหน” นี่คือหลักการของการจัดสรรทรัพยากรในภาวะไม่แน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องในหลักการ


อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีด้านที่น่าเป็นห่วงอย่างน้อยสองประเด็น ประเด็นแรกคือผลกระทบต่อผู้ป่วยในระบบบัตรทองที่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและการเดินทาง การมาพบแพทย์บ่อยขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ไกล หรือผู้ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางทุกครั้ง ประเด็นที่สองคือการสื่อสารกับประชาชน ซึ่ง นพ.ศุภกิจ เองก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากประชาชนเข้าใจผิดว่าเกิดภาวะยาขาดทั้งระบบ อาจนำไปสู่การกักตุนยา ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับระบบมากยิ่งขึ้น


ปัญหางบประมาณ สปสช. และวงจรหนี้ค่ายา รพ.รัฐ 


หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกวิกฤตครั้งนี้เปิดเผยให้เห็นชัดขึ้นคือปัญหากระแสเงินสดในระบบสาธารณสุขไทย


ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ยอมรับว่าปัญหาหนี้ค่ายาของโรงพยาบาลเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบการจัดสรรงบประมาณของ สปสช. โดยปัญหาหลักคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างรอบการจ่ายงบประมาณจาก สปสช. กับรอบหนี้ที่โรงพยาบาลและคลินิกต้องชำระให้ผู้จำหน่ายยา เมื่อทั้งสองรอบไม่ตรงกัน หน่วยบริการต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน สร้างแรงกดดันด้านสภาพคล่องที่สะสมเป็นภาระเรื้อรัง


สปสช. ได้เร่งอัดฉีดงบประมาณเพิ่มเติมกว่า 35,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาปัญหาในระยะสั้น แต่ นพ.จเด็จ เสนอว่าแนวทางที่ยั่งยืนกว่าคือการปรับระบบจ่ายงบให้ตรงรอบหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระสะสมได้อย่างเป็นระบบมากกว่าการอัดฉีดงบเป็นครั้งคราวง


เมื่อนำปัญหากระแสเงินสดนี้มารวมกับแรงกดดันด้านต้นทุนยาที่เพิ่มขึ้น ผลลัพธ์คือระบบที่ถูกบีบอัดจากทั้งสองด้านพร้อมกัน รายได้ไม่สม่ำเสมอและมาช้า ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นและต้องจ่ายเร็ว ภาวะนี้หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจทำให้คลินิกชุมชนขนาดเล็กบางแห่งต้องปิดตัวลงในที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงการรักษาของประชาชนในพื้นที่โดยตรงง


นพ.จเด็จ ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าที่อาจเกิดขึ้นได้ว่า หากวิกฤตยืดเยื้อจนกระทบซัพพลายเชนยาอย่างรุนแรง ระบบงบประมาณปกติของสาธารณสุขคงไม่เพียงพอ อาจต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณพิเศษในลักษณะเดียวกับที่ไทยกู้เงินมาจัดการวิกฤตโควิด ซึ่งเขาสรุปว่า “วิกฤตย่อมมีต้นทุนของมัน ไม่สามารถใช้งบปกติไปจัดการได้ทั้งหมด” 


ไทยสร้าความมั่นคงทางยา ได้แค่ไหน 


วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้ฉุกคิดว่าไทยต้องตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 4 ข้อในระยะยาว 


  • โจทย์ข้อแรก จะพึ่งพาตัวเองด้านยาได้มากแค่ไหน และคุ้มค่าหรือไม่


นพ.ศุภกิจ วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่าไทยยังไม่สามารถลดการนำเข้ายาได้ในระยะสั้น เนื่องจากข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรมเคมีที่ยังไม่พัฒนาเพียงพอ ข้อจำกัดด้านสิทธิบัตรยา และต้นทุนการวิจัยพัฒนายาใหม่ที่สูงมากในระดับหมื่นล้านบาทต่อยาหนึ่งชนิด ทำให้การผลิตยาทุกชนิดในประเทศไม่ใช่สิ่งที่ทำได้จริง


แนวทางที่ นพ.ศุภกิจ เสนอคือการ “เลือกลงทุนเฉพาะยาที่มีศักยภาพ” ไม่ใช่ผลิตทุกชนิด โดยต้องยอมรับว่าในช่วงแรก ต้นทุนการผลิตในประเทศจะสูงกว่าการนำเข้า และไม่สามารถใช้หลัก “ซื้อถูกกว่า” เป็นเกณฑ์ตัดสินได้เสมอ เพราะการลงทุนด้านความมั่นคงทางยาต้องมองในมิติของความเสี่ยงระยะยาว ไม่ใช่ต้นทุนระยะสั้น


ตัวอย่างที่น่าสนใจคือที่ นพ.จเด็จ ยกขึ้นมา เรื่องยาแก้แพ้สองชนิดที่มีประสิทธิภาพหลักใกล้เคียงกัน แต่ชนิดหนึ่งทำให้ง่วงราคาเม็ดละ 25 สตางค์ ส่วนอีกชนิดที่ไม่ทำให้ง่วงราคาเม็ดละ 1 บาท ในสถานการณ์ปกติ การเลือกยาที่ไม่ทำให้ง่วงเป็นสิ่งสมเหตุสมผล แต่ในภาวะวิกฤตที่ยาที่ผลิตในประเทศคือยาชนิดแรก และยาชนิดหลังต้องนำเข้า บางทีเราอาจต้องยอมรับข้อจำกัดบางอย่างเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบโดยรวม แนวคิดนี้สะท้อนการตั้งโจทย์ใหม่ว่าเราให้คุณค่ากับ “ความสะดวกสบายของผู้ป่วย” มากกว่า “ความมั่นคงของระบบ” ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่


  • โจทย์ข้อที่สอง การวิจัยทางคลินิกคือทางออก แต่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง


ปัจจุบันไทยมีหน่วยวิจัยทางคลินิกที่ได้มาตรฐานสากลเพียงราว 9 แห่ง เกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย ขณะที่ผู้ป่วยไทยมากกว่า 70% รักษาตัวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีศักยภาพด้านบุคลากรและฐานผู้ป่วยที่ใหญ่มาก แต่ยังขาดความคุ้นเคยและระบบสนับสนุนด้านการวิจัยทางคลินิก


สวรส. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข วางแผนขยายหน่วยวิจัยคลินิกมาตรฐานสากลจาก 9 แห่งเป็น 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลศูนย์ในภูมิภาค เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี และหาดใหญ่ เป้าหมายนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มขีดความสามารถในการวิจัย แต่ยังหมายถึงโอกาสที่ผู้ป่วยในต่างจังหวัดจะเข้าถึงยานวัตกรรมที่ยังไม่วางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ โดยบางกรณีมูลค่าการรักษาอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาทต่อปี


ความท้าทายที่ใหญ่กว่าตัวเลขเป้าหมายคือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อให้บริษัทยาระดับโลกเลือกไทยเป็นสถานที่ทำวิจัย ปัจจุบันไทยเสียโอกาสนี้ให้กับมาเลเซียและสิงคโปร์อยู่มาก เหตุผลหลักไม่ใช่ขาดผู้ป่วยหรือแพทย์ที่มีความสามารถ แต่เพราะระบบการอนุมัติวิจัยที่ล่าช้า ขาดความต่อเนื่อง และมาตรฐานการดำเนินงานที่ยังไม่สม่ำเสมอ หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ประชากรกว่า 60 ล้านคนของไทยซึ่งเป็นข้อได้เปรียบด้านฐานผู้ป่วยที่มีความหลากหลายของโรคสูง จะดึงดูดการลงทุนวิจัยได้มากขึ้น


สวรส. เริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มกลางรวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางคลินิกในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย โรงพยาบาล และอาสาสมัคร ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่ามีงานวิจัยอะไรเปิดรับสมัคร ที่โรงพยาบาลใด และต้องการผู้เข้าร่วมจำนวนเท่าใด สิ่งนี้ช่วยสร้างความโปร่งใสและลดความกังวลเรื่องการทดลองที่ไม่เปิดเผย


  • โจทย์ข้อที่สาม บูรณาการระบบยา งบประมาณ และบริการให้เป็นเนื้อเดียวกัน


นพ.จเด็จ ย้ำว่าการแก้ปัญหาระบบยาไม่สามารถมองแยกส่วนได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งระบบใน 3 มิติพร้อมกัน มิติแรกคือความมั่นคงทางยาซึ่งหมายถึงการลดการพึ่งพานำเข้าอย่างมีกลยุทธ์ มิติที่สองคือการบริหารงบประมาณให้มีกระแสเงินสดที่เพียงพอและทันกาล และมิติที่สามคือการจัดบริการของโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งสามมิตินี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การแก้เพียงมิติใดมิติหนึ่งโดยไม่สัมผัสส่วนที่เหลือจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน


  • โจทย์ข้อที่สี่ การสื่อสารสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารวิกฤต


ประเด็นที่ถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการสื่อสารกับประชาชน เมื่อโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประกาศจำกัดการจ่ายยา ปฏิกิริยาแรกของประชาชนคือความตื่นตระหนกและความกังวลว่ายากำลังจะขาดแคลน หากความเข้าใจผิดนี้แพร่กระจาย อาจนำไปสู่การแย่งซื้อยา การกักตุนยาตามร้านขายยา ซึ่งจะสร้างภาวะขาดแคลนจริงขึ้นมาจากสถานการณ์ที่ไม่เป็นเช่นนั้นในตอนแรก


กระทรวงสาธารณสุขมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจ ขณะเดียวกันก็ต้องซื่อสัตย์เกี่ยวกับความไม่แน่นอนที่มีอยู่จริง การที่กระทรวงยืนยันว่าสต๊อกยายังอยู่ในระดับประมาณ 3 เดือนขึ้นไป และมีการประชุมติดตามสถานการณ์ทุกสัปดาห์ เป็นสัญญาณที่ดีว่ามีการจัดการเชิงรุก แต่ข้อมูลเหล่านี้ต้องสื่อสารถึงประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ชัดเจน และด้วยภาษาที่เข้าถึงได้ง่าย


ข้อเสนอเชิงนโยบาย จากวิกฤตสู่โอกาสปฏิรูป


วิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังกดดันระบบยาไทยอยู่ในขณะนี้ ควรถูกมองในฐานะโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นมานาน บทวิเคราะห์ชิ้นนี้เสนอแนวทางเชิงนโยบายในสามระดับเวลา


ในระยะเร่งด่วน รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาระบบการจ่ายงบประมาณของ สปสช. ให้ตรงกับรอบหนี้ของหน่วยบริการ ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านสภาพคล่องที่คลินิกชุมชนและโรงพยาบาลกำลังเผชิญอยู่ 


นอกจากนี้ควรกำหนดนโยบายระดับสำรองยาขั้นต่ำที่ชัดเจนสำหรับยาจำเป็นทุกรายการ และสร้างกลไกติดตามราคายาในตลาดโลกแบบเรียลไทม์


ในระยะกลาง รัฐบาลควรเริ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมยาในประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มยาที่ไทยมีโอกาสเชิงการผลิตและมูลค่าสูง พร้อมกับลงทุนในการสร้างศักยภาพการวิจัยทางคลินิกในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนวิจัยยาจากบริษัทข้ามชาติ อันนำมาสู่ทั้งรายได้และการถ่ายทอดเทคโนโลยี


ในระยะยาว นโยบายความมั่นคงทางยาต้องได้รับการยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ในลักษณะเดียวกับที่ความมั่นคงทางอาหารหรือพลังงานได้รับการให้ความสำคัญ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมสารตั้งต้นทางยาหรือ API ในประเทศ อย่างน้อยในกลุ่มยาที่ใช้มากที่สุด เพื่อตัดการพึ่งพาจากต่างประเทศในจุดที่เปราะบางที่สุดของห่วงโซ่การผลิต


บทสรุป ความจริงที่ต้องยอมรับ


วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังกระทบระบบสาธารณสุขไทยบอกเราหลายสิ่งพร้อมกัน ประเด็นสำคัญในขณะนี้อาจไม่ใช่ “การขาดแคลนยา” อย่างฉับพลัน แต่เป็น “ราคายา” ที่กำลังค่อยๆ ไต่สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่ารักษาพยาบาลในช่วงที่ระบบสุขภาพกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณอยู่แล้ว


แต่ความเปราะบางของระบบยาไทยไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่สั่งสมมาจากนโยบายที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนระยะสั้นมากกว่าความมั่นคงระยะยาวมาหลายทศวรรษ 


และถ้าวิกฤตโลกในอนาคตจะยิ่งรุนแรงและคาดเดายากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือโรคอุบัติใหม่ ระบบสาธารณสุขที่ต้องรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและความสามารถพึ่งพาตนเองที่สูงกว่าที่ไทยมีอยู่ในวันนี้อย่างมีนัยสำคัญ


เราน่าจะผ่านพ้นมันไปได้ด้วยมาตรการที่มีอยู่ แต เราจะใช้วิกฤตนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการสร้างระบบยาที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นหรือไม่ หรือจะรอให้วิกฤตหน้ามาซ้ำเดิมก่อน แล้วค่อยตั้งคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง​​​​​​​​​​​​​​​​.


ความคิดเห็น