จับตาเกมต่อราคาวัคซีน PCV | เก็บตกจากวชิรวิทย์
“นำร่อง” กับ “ถ้วนหน้า” คือใจกลางของดราม่าปมวัคซีน PCV ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสองคำนี้
“นำร่องบางจังหวัด” หมายความว่าเด็กที่เกิดในจังหวัดที่ “ถูกเลือก” จะได้รับการคุ้มครอง แต่เด็กในจังหวัดอื่นไม่ได้ โดยไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมเชื้อนิวโมคอคคัสถึงจะเลือกระบาดแค่บางพื้นที่
ส่วนที่ว่า แม้จะ “นำร่องทั้งประเทศ” ก็ยังต้องรายงานผลเพื่อพิจารณาว่าปีหน้าจะให้ต่อหรือเปล่า ซึ่งหมายความว่าผู้ปกครองไม่สามารถวางใจได้เลยว่าลูกที่เพิ่งเกิดจะได้วัคซีนกับเขาด้วยหรือไม่
สิ่งนี้อ่อนไหวต่อความรู้สึกของ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ติดตามข่าวสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จริงๆแล้ว ประเด็นวัคซีน PCV ไม่ซับซ้อน เท่าที่ถูกทำให้ดูซับซ้อน โดยตัวเลขที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสัปดาห์นี้คือ “225 ล้านบาท” ซึ่งเป็นงบประมาณที่มีอยู่จริง ตั้งไว้ล่วงหน้าแล้วสำหรับวัคซีน PCV
จากข้อเท็จจริงทราบทั่วกัน คือ ”กรมควบคุมโรค“ และ “ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์“ เห็นตรงกันว่า ต้องฉีดทั่วประเทศ มีงบ 225 ล้านบาทอยู่ในมือ จึงมองว่าถ้าต่อราคาได้ที่เข็มละ 200 บาท เงินก้อนน่าจะนี้พอแล้วที่จะฉีดเด็กเกิดใหม่ราว 3 แสนคน
แต่ สปสช. บอกว่าตอนทำงบประมาณ 225 ล้านบาท คือคิดไว้สำหรับเด็ก 3 แสนกว่าคน แต่ต้องได้ราคาที่เข็มละ 100 กว่าบาท เพราะมีความกังวลในการใช้งบเพื่อซื้อวัคซีน ที่จะต้องไม่ให้กระทบกับงบอื่นๆ ของกองทุน
นั่นหมายความว่า ถ้าราคาอยู่ที่เข็มละ 250 บาทซึ่งเป็นตัวเลขที่บริษัทวัคซีนตั้งต้น เงินจะพอแค่บางส่วน และโมเดล “นำร่อง” ก็จะถูกนำมาใช้
มีความเชื่อว่า ยิ่งสังคมกดดันให้ฉีดถ้วนหน้ามากเท่าไหร่ ยิ่งต่อรองราคากับบริษัทวัคซีนยากขึ้นเท่านั้น เพราะบริษัทวัคซีนซึ่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรู้ว่ายังไง “รัฐไทย” ก็ต้องซื้อแน่ ก็ไม่จำเป็นต้องลดราคา หรือไม่
และถ้าผู้มีอำนาจตัดสินใจ มองว่าจะไม่ซื้อ ถ้าราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาทต่อเข็ม ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามซื้อวัคซีนชนิดเดียวกันในราคาสูงกว่า 200 บาทต่อเข็มอยู่แล้ว
และถ้าไทยอยากได้ราคาเท่า GAVI ซึ่งเป็นกองทุนสำหรับประเทศยากจนที่สุดในโลก ก็ต้องถามว่าเราอยู่ในฐานะนั้นจริงๆ หรือไม่
เส้นทางสู่ “เข็มละ 100 บาท” จึงดูแล้วไม่ง่าย อาจต้องรออีกหลายปี และในระหว่างนั้น เด็กที่เกิดมาทุกปีก็ยังไม่ได้รับการป้องกัน
แต่ถ้า องค์การเภสัชฯ กับ รพ. ราชวิถี ที่สปสช. มอบให้เป็นผู้จัดซื้อ สามารถจัดซื้อได้ในราคาเข็มละ 100 บาท ภายใน 1 เดือน ที่สปสช. ให้สัมภาษณ์ไว้ จริง (ณ วันนี้ 19 ก.พ. 69)
พ่อแม่ผู้ปกครอง หมอเด็ก และประชาชนชาวไทย ทั้งหลาย ก็จะขอชื่นชมยินดีกับท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ ต่อสังคมไทยซึ่งขณะนี้เกิดวิกฤตประชากรเด็กเกิดน้อยอยู่แล้ว
อย่างที่ทราบว่า เลขาธิการ สปสช. นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี บอกว่า ตอนนี้มีบริษัทวัคซีน 5 เจ้าที่แข่งกันอยู่ ดังนั้นตลาดไม่ใช่การผูกขาด เงื่อนไขในการต่อรองนี้ จึงไม่ได้เสียเปรียบอย่างที่บางคนพูดถึง หรือไม่
มีข้อสังเกตว่า สิ่งที่ขาดหายไปอาจไม่ใช่งบประมาณ ไม่ใช่หลักฐานวิชาการ และไม่ใช่กลไกการต่อรอง แต่สิ่งที่ขาดคือ ”เจตจำนงทางการเมือง“ และความกล้าที่จะตัดสินใจ หรือไม่
ถ้ารัฐมนตรีสาธารณสุขออกมาประกาศชัดเจนสักครั้งว่า “เราจะฉีดให้เด็กไทยทุกคน” (ซึ่งจริงๆก็เหมือนว่า ท่านพูดทำนองนี้หลายครั้ง) แล้วมอบหมายให้หน่วยงานไปทำให้สำเร็จ ทุกอย่างที่เหลือเป็นเรื่องปฏิบัติการ ที่ระบบราชการไทยเคยทำได้มาแล้วหลายครั้ง
ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม “ข้อมูลตัวเลขคนละชุด” นโยบายก็คนละทิศ?
ในขณะที่ ”กลุ่มหมอเด็ก“ และ ”กรมควบคุมโรค“ ยืนยันว่าภาระโรคหนัก สมควรฉีดทั่วประเทศ แต่ก็มีหมออีกจำนวนไม่น้อย ได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือตัวเลขภาระโรคที่ฝ่ายต่างๆ อ้างอิงนั้น มาจาก “คนละชุดข้อมูล”
ข้อมูลจากระบบ e-Claim ของ สปสช. อาจสะท้อนตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะผู้ป่วยหลายรายได้รับยาปฏิชีวนะก่อนเข้าตรวจ ทำให้เพาะเชื้อไม่ขึ้น ตัวเลข IPD จึงดูต่ำกว่าที่เป็นอยู่จริง ซึ่งเป็นปัญหาที่รู้กันดีในวงการ แต่ยังไม่เคยถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ
จึงมีข้อเสนอให้ “ตั้งโต๊ะถกข้อมูลร่วมกัน” แต่ในความเป็นจริงแล้วการผลักดันวัคซีน PCV ก็ดำเนินอย่างยาวนานถึง 8 ปี น่าแปลกที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปทางวิชาการ ที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกันได้
แต่เอาจริง เด็กที่เกิดในเดือนนี้ คงไม่ได้มีเวลารอ ให้ทุกฝ่ายตั้งโต๊ะ วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล และนำเสนอนโยบาย ถึงแม้ว่าความสมบูรณ์ของหลักฐานวิชาการเป็นสิ่งดีงาม แต่ต้องระวังไม่ให้ล่าช้าออกไปอีกรุ่น หรือไม่ ขณะที่เด็กพื้นที่ห่างไกลจากกล้องทีวี อาจไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์แทนพวกเขาได้.
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข #ThaiPBS



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น