เปิดใจ “ศ.พญ.กุลกัญญา” ผลักดันวัคซีน PCV เข้าบอร์ด สปสช. กว่า 8 ปี ไม่สำเร็จ | เก็บตกจากวชิรวิทย์
เผยเสนอข้อมูลเข้าสู่การพิจารณาบอร์ด สปสช. กว่า 17 ครั้ง แต่ยังไม่ถูกบรรจุในสิทธิประโยชน์ ระบุเชื้อ “นิวโมคอคคัส” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก ชี้ไทยรายงานภาระโรคต่ำกว่าความเป็นจริง
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ อาจารย์สาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์เปิดใจ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ถึงเหตุผลที่ผลักดันให้ประเทศไทยบรรจุวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (Invasive Pneumococcal Disease: IPD) ในชุดสิทธิประโยชน์ของเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 8 ปี โดยยืนยันว่าโรคดังกล่าวเป็น “ภัยเงียบ” ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและความพิการในเด็กจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลและการวินิจฉัยโรค ทำให้ภาระโรคที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่รายงาน
เชื้อนิวโมคอคคัส — สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก
ศ.พญ.กุลกัญญา อธิบายว่า เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยอยู่ในอันดับต้นของโรคติดเชื้อที่ทำให้สูญเสียปีสุขภาวะชีวิต (Years of Life Lost) โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง การติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่มีความรุนแรงสูง
เชื้อชนิดนี้พบได้ตามธรรมชาติในลำคอของมนุษย์ โดยเฉพาะในเด็ก การศึกษาพบว่าเด็กไทยมีเชื้อนี้อยู่ในลำคอประมาณร้อยละ 44.5 แม้ในภาวะปกติจะไม่ก่อโรค แต่เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสหรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด สมอง หรือปอด ส่งผลให้เกิดโรครุนแรงได้
“โรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว เด็กที่แข็งแรงดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน การศึกษาพบว่าเด็กที่ป่วยรุนแรงจำนวนมากไม่มีปัจจัยเสี่ยง” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว
ภาระโรคในไทยอาจสูงกว่าที่รายงาน
ข้อมูลจากการศึกษาภาคสนามในจังหวัดสระแก้วและนครพนม พบว่าอัตราการติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนิวโมคอคคัสในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.2–29 รายต่อแสนประชากร ขณะที่เชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบในเด็กประมาณ 20–60%
นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อนิวโมคอคคัสเป็นสาเหตุของหูชั้นกลางอักเสบประมาณ 30% โดยประเมินว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนี้ราว 500 คนต่อปี มีผู้ป่วยปอดอักเสบราว 24,000 คนต่อปี และหูชั้นกลางอักเสบกว่า 30,000 คนต่อปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของสปสช. ระบุว่า เด็กอายุ 0-5 ปี นอนโรงพยาบาล จากปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเชื้อนี้เฉลี่ย 153 คนต่อปีนั้น “ศ.พญ.กุลกัญญา” มองว่า อาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากเชื้อนี้ตายง่าย ทำให้การเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการตรวจพบได้เพียง 10% อีกทั้งหลายพื้นที่ยังไม่มีศักยภาพตรวจวินิจฉัยขั้นสูง ส่งผลให้เกิดภาวะ “รายงานต่ำกว่าความจริง” (Under-report)
โรครุนแรง เสี่ยงเสียชีวิตและพิการแม้มียารักษา
ศ.พญ.กุลกัญญา ระบุว่า แม้โรค IPD จะสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่การวินิจฉัยมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแล้ว ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจต้องเผชิญความพิการ เช่น การสูญเสียอวัยวะจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง
เธอยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดแขนขา และผู้ป่วยทารกที่ติดเชื้อจนเกิดความพิการทางสมอง เพื่อสะท้อนผลกระทบระยะยาวของโรคดังกล่าว
สำหรับกลุ่มโรครุนแรง หรือ IPD ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จากการศึกษาพื้นที่เฝ้าระวังโรค เมื่อนำมาประมาณการในระดับประเทศคาดว่ามีผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณ 500 รายต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 หรือราว 50–60 รายต่อปี
WHO แนะนำบรรจุวัคซีนตั้งแต่ปี 2549
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ทุกประเทศบรรจุวัคซีนป้องกันโรคนิวโมคอคคัส (PCV) ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติตั้งแต่ปี 2549 โดยแนะนำให้เด็กได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็ม ในช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน
ข้อมูลของ WHO ระบุว่า การใช้วัคซีนดังกล่าวสามารถลดจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกจากประมาณ 14 ล้านราย เหลือ 3.7 ล้านราย และลดการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จากประมาณ 700,000 รายต่อปี เหลือ 230,000 รายต่อปี หรือคิดเป็นการลดลงประมาณร้อยละ 70
วัคซีนมีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์
ศ.พญ.กุลกัญญา เปิดเผยว่า การศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของประเทศไทย โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) พบว่าวัคซีน PCV มีความคุ้มค่า โดยค่าใช้จ่ายต่อปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ความคุ้มค่าที่ประเทศไทยกำหนดไว้ที่ประมาณ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ
นอกจากนี้ การประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รวมต้นทุนทางสังคม เช่น การสูญเสียโอกาสของครอบครัว การลางานของผู้ปกครอง และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก
“ภูมิคุ้มกันหมู่” ลดการแพร่เชื้อในชุมชน
ศ.พญ.กุลกัญญา อธิบายว่า วัคซีน PCV ไม่เพียงปกป้องผู้ที่ได้รับวัคซีน แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในชุมชน หรือเกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่” โดยเด็กที่ได้รับวัคซีนจะมีเชื้อก่อโรครุนแรงในลำคอลดลง ส่งผลให้ลดการแพร่เชื้อไปยังเด็กหรือประชาชนที่ไม่ได้รับวัคซีน
เธอระบุว่า หลายประเทศทั่วโลกพบผลลัพธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจนหลังนำวัคซีนเข้าสู่ระบบ
ไทยยังไม่บรรจุวัคซีน แม้ส่วนใหญ่ทั่วโลกดำเนินการแล้ว
ศ.พญ.กุลกัญญา ระบุว่า ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกได้บรรจุวัคซีน PCV ในแผนวัคซีนแห่งชาติแล้ว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ดำเนินการ แม้จะมีโครงการนำร่องในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดมหาสารคาม และกรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่าโครงการนำร่องดังกล่าวยังไม่มีระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถสะท้อนประสิทธิผลของวัคซีนได้อย่างครบถ้วน
ผลักดันเข้าสู่การพิจารณาแล้วกว่า 17 ครั้ง
ศ.พญ.กุลกัญญา เปิดเผยว่า การผลักดันวัคซีน PCV เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณามาแล้วอย่างน้อย 17 ครั้ง โดยทุกขั้นตอนมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขสนับสนุนว่าเป็นวัคซีนที่มีความคุ้มค่า
การผลักดันวัคซีนดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล แต่เป็นข้อเสนอจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กทั่วประเทศ ทั้งจากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
แต่การพิจารณาในขั้นคณะกรรมการ สปสช. กลับมีการขอให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยเฉพาะประเด็นผลของภูมิคุ้มกันหมู่ในบริบทประเทศไทย ซึ่งเธอมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ได้ หากยังไม่มีการใช้วัคซีนในวงกว้าง
ตั้งคำถามกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ศ.พญ.กุลกัญญา สะท้อนข้อกังวลต่อกระบวนการพิจารณานโยบาย โดยระบุว่า มีกรณีที่ผลการวิเคราะห์ของนักวิจัยสรุปว่าวัคซีนมีความคุ้มค่า แต่ข้อสรุปในที่ประชุมกลับระบุว่า “ไม่คุ้มค่า” ซึ่งเธอมองว่าอาจสะท้อนปัญหาเชิงกระบวนการตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณสุข
เธอสะท้อนว่า หนึ่งในเหตุผลที่ถูกหยิบยกในการพิจารณานโยบาย คือการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรักษาผู้ป่วยกับงบประมาณจัดซื้อวัคซีน โดยข้อมูลสปสข. ที่ระบุว่ามีผู้ป่วยประมาณ 150 คนต่อปี และใช้งบประมาณรักษาประมาณ 5 ล้านบาท
ขณะที่การจัดซื้อวัคซีนต้องใช้งบประมาณราว 200 ล้านบาท มองว่าแนวคิดดังกล่าวอาจยังไม่สะท้อนต้นทุนทางสังคมและคุณค่าของชีวิต เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวจากภาวะพิการ การสูญเสียศักยภาพของเด็ก รวมถึงผลกระทบต่อครอบครัวและระบบเศรษฐกิจ
เธอยกตัวอย่างว่า แม้จะใช้ตัวเลขผู้ป่วย 150 คนต่อปี หากมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 10% ก็อาจหมายถึงเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 15 คนต่อปี และยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่อาจมีความพิการหรือโรคแทรกซ้อนระยะยาว
งบประมาณวัคซีนเคยได้รับการจัดสรรแล้ว แต่ยังถูกเลื่อนพิจารณา
ศ.พญ.กุลกัญญา เปิดเผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วัคซีน PCV เคยได้รับการจัดสรรงบประมาณในระดับหนึ่งแล้ว โดยมีวงเงินประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อเตรียมการนำเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์
เธอระบุว่า แม้จะมีการจัดสรรงบประมาณ แต่ข้อเสนอการดำเนินงานยังถูกเลื่อนหรือขอศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยมักมีเหตุผลเรื่องผลกระทบงบประมาณ (Budget Impact)
หากใช้งบประมาณประมาณ 200 ล้านบาท อาจสามารถจัดหาวัคซีนให้เด็กได้มากกว่า 300,000 คน จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ปีละประมาณ 400,000 คน เธอมองว่า การขยายการเข้าถึงวัคซีนในวงกว้างจะช่วยให้สามารถติดตามผลลัพธ์ด้านการลดภาระโรคได้ชัดเจนมากขึ้น
ย้ำเด็กไทยควรได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียม
ศ.พญ.กุลกัญญา ระบุว่า ในบริบทที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดลดลง เด็กทุกคนควรได้รับการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม โดยวัคซีน PCV เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถลดการเสียชีวิต ความพิการ และภาระโรคในระยะยาว
“เราไม่ควรปล่อยให้เด็กต้องเสี่ยงกับโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศสุดท้ายที่ให้วัคซีนชนิดนี้กับเด็ก” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว
เธอยังกล่าวว่า การดำเนินนโยบายด้านสุขภาพเด็กควรดำเนินต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือผู้บริหาร เนื่องจากเป็นมาตรการป้องกันโรคระยะยาวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชากรในอนาคต.






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น