“วัคซีนเด็ก PCV” หลักฐานพร้อม แต่นโยบายยังนำร่อง | เก็บตกจากวชิรวิทย์

  • วัคซีน PCV มีหลักฐานพร้อม แต่เด็กไทยยังเข้าไม่ถึงอย่างเท่าเทียม ค่าใช้จ่ายสูงราว 7–8 พันบาทต่อคน ทำให้หลายครอบครัวต้องชะลอ แม้แพทย์ยืนยันจำเป็นและ WHO แนะนำให้บรรจุเป็นวัคซีนพื้นฐานมานานแล้ว
  • ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “โรคหนักจริง–ข้อมูลต่ำกว่าความจริง” IPD เป็นภัยเงียบ คร่าชีวิตและทิ้งความพิการในเด็ก แต่ระบบวินิจฉัยจำกัด ทำให้ตัวเลขผู้ป่วยของรัฐอาจต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
  • การประเมินชี้ ‘คุ้มค่า’ แต่บอร์ด สปสช. ยังเลือกนำร่อง งานวิจัยพบว่าวัคซีน PCV คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่บอร์ดกังวลงบประมาณ 300–400 ล้านบาทต่อปี และหลักฐานลดค่ารักษายังไม่ชัดในมุมรัฐ
  • วัคซีน IPD กลายเป็นบททดสอบนโยบายบัตรทอง ระหว่างการลงทุนป้องกันระยะยาวกับข้อจำกัดงบวันนี้ ท่ามกลางคำถามเรื่องความโปร่งใส ความเป็นธรรม และอนาคตการคุ้มครองสุขภาพเด็กไทยในสังคมเด็กเกิดน้อย

 



ในช่วงหลังคลอดลูก ครอบครัวหนุ่มสาวชาวไทยหลายครอบครัวต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ไม่ง่ายนัก เมื่อแพทย์แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง หรือที่เรียกกันว่า IPD (Invasive Pneumococcal Disease) ให้กับลูกน้อย แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงถึงเข็มละ 2,500 บาท และต้องฉีดครบ 3 เข็ม รวมแล้วเกือบ 8,000 บาท ทำให้หลายครอบครัวต้องชะลอการตัดสินใจออกไป ท่ามกลางภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเลี้ยงดูเด็กเล็กที่มีอยู่แล้วมากมาย

 

นี่คือภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพของเด็กไทย ขณะที่วัคซีนชนิดนี้ได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐานในหลายประเทศทั่วโลกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในประเทศไทย การผลักดันให้วัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้าภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กลับกลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมายาวนานกว่า 8 ปีโดยล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติให้ดำเนินการเพียง “นำร่อง” ในบางพื้นที่เท่านั้น

 

ในช่วงการถกเถียงเรื่องการบรรจุวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสเป็นสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้า พบว่ามีการใช้คำว่าIPD” และ “PCV” ปะปนกันไป ทั้งนี้ IPD (Invasive Pneumococcal Disease) หมายถึง โรค หรือกลุ่มอาการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง 


ขณะที่ PCV (Pneumococcal Conjugate Vaccine) คือ วัคซีน ที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค IPD ปัจจุบันมีวัคซีนหลายสูตร เช่น PCV10, PCV13, PCV15 และ PCV20 แตกต่างกันตามจำนวนสายพันธุ์เชื้อที่สามารถป้องกันได้

 

เหตุที่คำทั้งสองถูกใช้สลับกันบ่อย เนื่องจากในการสื่อสารกับประชาชนมักเรียกโดยย่อว่า “วัคซีน IPD” เพื่อให้เข้าใจง่าย แต่ในทางวิชาการและเอกสารทางการ คำที่ถูกต้องคือ วัคซีน PCV ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรค IPD

 



ผู้ปกครองเด็กเล็ก บอกเป็นเสียงเดียวกันต้องการฉีดวัคซีน PCV

 

ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายวัย 3 ขวบ ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน PCV แม้แพทย์จะแนะนำมาตั้งแต่เด็กยังเล็ก คุณแม่เล่าว่าทุกครั้งที่ลูกป่วยมักมีอาการรุนแรง และพบการติดเชื้อในปอดบ่อยครั้ง ทำให้เธอกังวลอยู่เสมอ แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มีอยู่แล้วมากมาย การฉีดวัคซีนที่ต้องจ่ายเงินเกือบหหมื่นบาทจึงเป็นเรื่องที่ต้องชะลอออกไป

 



อีกครอบครัวหนึ่งมีลูกสาว 2 คน ลูกคนโตไม่ได้รับวัคซีน แต่ตัดสินใจฉีดให้ลูกคนเล็กวัย 10 เดือนตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากพี่สาวที่ไปโรงเรียน ค่าใช้จ่ายเกือบ 10,000 บาทนั้นเป็นภาระที่หนักสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ปานกลาง และหากวัคซีนนี้เป็นสิทธิประโยชน์แบบถ้วนหน้า จะช่วยลดภาระได้อย่างมาก

 


ความกังวลของผู้ปกครองเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความหวาดระแวงที่ไร้เหตุผล แต่สอดคล้องกับความเห็นของกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อในเด็กที่พบเห็นผู้ป่วยเหล่านี้อยู่ทุกวัน

 


ศ.พญ.กุลกัญญา เผยดันสิทธิวัคซีน PCV 8 ปี ไม่สำเร็จ 

 

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ อาจารย์สาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นหนึ่งในแพทย์ที่ผลักดันให้ประเทศไทยบรรจุวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 8 ปี เธอเล่าว่าข้อเสนอนี้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สปสช. มาแล้วกว่า 17 ครั้ง โดยทุกครั้งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขสนับสนุนว่าเป็นวัคซีนที่มีความคุ้มค่า

 

 


 

“การผลักดันวัคซีนนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล แต่เป็นข้อเสนอจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กทั่วประเทศ ทั้งจากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว

 

เธอยืนยันว่าโรค PCV เป็น “ภัยเงียบ” ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและความพิการในเด็กจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลและการวินิจฉัยโรค ทำให้ภาระโรคที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่รายงาน



เชื้อนิวโมคอคคัส ภัยเงียบที่อยู่ในลำคอเด็กไทย

 

เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยอยู่ในอันดับต้นของโรคติดเชื้อที่ทำให้สูญเสียปีสุขภาวะชีวิต โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง การติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

 

เชื้อชนิดนี้พบได้ตามธรรมชาติในลำคอของมนุษย์ โดยเฉพาะในเด็ก การศึกษาพบว่าเด็กไทยมีเชื้อนี้อยู่ในลำคอประมาณ 44.5% แม้ในภาวะปกติจะไม่ก่อโรค แต่เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสหรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด สมอง หรือปอด ส่งผลให้เกิดโรครุนแรงได้

 

“โรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว เด็กที่แข็งแรงดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน การศึกษาพบว่าเด็กที่ป่วยรุนแรงจำนวนมากไม่มีปัจจัยเสี่ยง” ศ.พญ.กุลกัญญา เน้นย้ำ


ศ.พญ.กุลกัญญา


 

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ทุกประเทศบรรจุวัคซีนป้องกันโรคนิวโมคอคคัส (PCV) ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติตั้งแต่ปี 2549 โดยข้อมูลของ WHO ระบุว่าการใช้วัคซีนดังกล่าวสามารถลดจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกจากประมาณ 14 ล้านราย เหลือ 3.7 ล้านราย และลดการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จากประมาณ 700,000 รายต่อปี เหลือ 230,000 รายต่อปี หรือคิดเป็นการลดลงประมาณร้อยละ 70

 


ภาระโรคในไทย ตัวเลขที่อาจต่ำกว่าความจริง

 

ข้อมูลจากการศึกษาภาคสนามในจังหวัดสระแก้วและนครพนม พบว่าอัตราการติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนิวโมคอคคัสในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.2–29 รายต่อแสนประชากร ขณะที่เชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบในเด็กประมาณ 20–60%

 



นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อนิวโมคอคคัสเป็นสาเหตุของหูชั้นกลางอักเสบประมาณ 30% โดยประเมินว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อนี้ราว 500 คนต่อปี มีผู้ป่วยปอดอักเสบราว 24,000 คนต่อปี และหูชั้นกลางอักเสบกว่า 30,000 คนต่อปี


 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ สปสช. ระบุว่าเด็กอายุ 0-5 ปี ที่นอนโรงพยาบาลจากปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเชื้อนี้เฉลี่ยเพียง 153 คนต่อปี ซึ่ง ศ.พญ.กุลกัญญา มองว่าตัวเลขนี้อาจต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจากเชื้อนี้ตายง่าย ทำให้การเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการตรวจพบได้เพียง 10% อีกทั้งหลายพื้นที่ยังไม่มีศักยภาพตรวจวินิจฉัยขั้นสูง ส่งผลให้เกิดภาวะ “รายงานต่ำกว่าความจริง” (Under-report)

 


ผลกระทบรุนแรง เสียชีวิตและพิการแม้มียารักษา

 

ศ.พญ.กุลกัญญา ระบุว่าแม้โรค PCV จะสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่การวินิจฉัยมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแล้ว ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจต้องเผชิญความพิการ เช่น การสูญเสียอวัยวะจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง

 



 

เธอยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดแขนขา และผู้ป่วยทารกที่ติดเชื้อจนเกิดความพิการทางสมอง เพื่อสะท้อนผลกระทบระยะยาวของโรคดังกล่าว สำหรับกลุ่มโรครุนแรง จากการศึกษาพื้นที่เฝ้าระวังโรค เมื่อนำมาประมาณการในระดับประเทศคาดว่ามีผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณ 500 รายต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 หรือราว 50–60 รายต่อปี

 

 

ความคุ้มค่าที่ถูกตั้งคำถาม

 

การศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของประเทศไทย โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) พบว่าวัคซีน PCV มีความคุ้มค่า โดยค่าใช้จ่ายต่อปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ความคุ้มค่าที่ประเทศไทยกำหนดไว้ที่ประมาณ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ

 

นอกจากนี้ การประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รวมต้นทุนทางสังคม เช่น การสูญเสียโอกาสของครอบครัว การลางานของผู้ปกครอง และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก

 

สิ่งที่น่าสนใจคือวัคซีน PCV ไม่เพียงปกป้องผู้ที่ได้รับวัคซีน แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในชุมชน หรือเกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่” โดยเด็กที่ได้รับวัคซีนจะมีเชื้อก่อโรครุนแรงในลำคอลดลง ส่งผลให้ลดการแพร่เชื้อไปยังเด็กหรือประชาชนที่ไม่ได้รับวัคซีน หลายประเทศทั่วโลกพบผลลัพธ์ดังกล่าวอย่างชัดเจนหลังนำวัคซีนเข้าสู่ระบบ

 


มติบอร์ด สปสช. นำร่องก่อนขยายผล

 

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติให้ดำเนินการนำร่องฉีดวัคซีน PCV ในบางพื้นที่ก่อน โดยให้เหตุผลว่าต้องการเก็บข้อมูลในบริบทประเทศไทยให้รอบด้าน ก่อนตัดสินใจขยายผล ภายใต้หลักการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เป็นธรรม ทำได้จริง และยั่งยืน

 

ข้อมูลการเบิกจ่ายผู้ป่วยในของ สปสช. ระหว่างปี 2562–2568 พบว่าเด็กอายุ 0–5 ปี ที่นอนโรงพยาบาลจากโรคปอดอักเสบที่เกี่ยวข้องกับเชื้อนิวโมคอคคัส มีค่าเฉลี่ยประมาณ 153 คนต่อปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาเฉลี่ย 2.45 ล้านบาทต่อปี ขณะที่หากดำเนินโครงการฉีดวัคซีนระดับประเทศ คาดว่าจะเพิ่มภาระงบประมาณประมาณ 300–400 ล้านบาทต่อปี

 

บอร์ดระบุว่ายังไม่เห็นหลักฐานชัดเจนว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายการรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และในช่วงนี้งบกองทุนมีข้อจำกัดสูง การเพิ่มสิทธิประโยชน์จึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าของงบประมาณอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานในระดับพื้นที่ที่ผ่านมา เช่น โครงการฉีดวัคซีน PCV ในจังหวัดมหาสารคามที่ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี พบว่าอัตราเด็กที่นอนโรงพยาบาลลดลงจริง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นในเขตเดียวกันและภาพรวมประเทศ แนวโน้มการลดลงยังไม่แตกต่างอย่างชัดเจน

 


ข้อมูลรัฐ “เด็กปอดอักเสบ” อาจป่วยจริงมากกว่าที่เห็น

 

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขผู้ป่วย 153 คนต่อปี ต่ำจนไม่น่าเชื่อ และสะท้อนภาวะ Under-diagnosis อย่างชัดเจน

 

“เพราะในทางปฏิบัติเด็กที่เป็นปอดอักเสบจำนวนมากรักษาหายโดยไม่ได้ส่งเพาะเชื้อ หรือส่งตรวจแล้วเชื้อไม่ขึ้น แต่เด็กป่วยจริง เจ็บจริง และเสียเงินรักษาจริง หากตัวเลขจริงสูงกว่านี้เป็นหลักพัน การคำนวณความคุ้มค่าที่ใช้อ้างอิงอยู่นี้จะไม่สมเหตุสมผล” เขากล่าว

 

ดร.อนันต์ยังตั้งคำถามต่อการนำงบป้องกันมาเทียบกับงบรักษาโดยตรง โดยไม่ใส่ตัวแปรความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ เช่น ความพิการถาวร เชื้อดื้อยา หรือความทุกข์ทรมานของครอบครัว ลงในสมการ “การมองว่า ‘รอให้ป่วยแล้วจ่ายถูกกว่า’ อาจจะประหยัดงบวันนี้ แต่สร้างภาระระยะยาวให้ระบบสาธารณสุขในวันข้างหน้า” เขาเตือน

 

เขายังกังวลว่าหากการนำร่องออกแบบมาไม่ดี เช่น สุ่มตรวจในพื้นที่ที่ระบบแล็บไม่พร้อม หรือหมอไม่ค่อยส่งตรวจ ตัวเลขที่ได้ก็จะยังคงต่ำเหมือนเดิม และอาจกลายเป็นข้อมูลที่ใช้อ้างว่า “ทำนำร่องแล้วก็ยังไม่คุ้มค่า”

 


รู้ทัน อุตสาหกรรมวัคซีนกับกลยุทธ์ทางการตลาด

 

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล นักวิจัยศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กลุ่ม FTA Watch ตั้งข้อสังเกตว่าอุตสาหกรรมวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนสำหรับเด็ก เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่าบริษัทยาทั่วไป โดยมักใช้กลยุทธ์บริจาคหรือขายในราคาต่ำมากให้ประเทศยากจน เพื่อผลักดันให้วัคซีนกลายเป็นวัคซีนพื้นฐาน จากนั้นตั้งราคาสูงกับประเทศรายได้ปานกลางขึ้นไป พร้อมสร้างแรงกดดันผ่านเวทีโลกและเวทีวิชาการ

 

เธอระบุว่ามักมีวาทกรรมเปรียบเทียบว่า “ประเทศยากจนยังฉีดวัคซีนให้เด็กได้ ทำไมประเทศรายได้ปานกลางถึงทำไม่ได้ หรือไม่รักเด็ก” ซึ่งทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเสี่ยงถูกชี้นำด้วยกระแส มากกว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ จึงเห็นว่าการดำเนินโครงการนำร่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส และเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย

 


ความพยายามที่ยังไม่หยุดขององค์กรแพทย์

 

แม้บอร์ด สปสช. จะมีมติให้นำร่องเท่านั้น แต่หลายหน่วยงานก็ยังไม่หยุดเรียกร้อง ทั้งแพทยสภา ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ต่างออกมาเรียกร้องให้ สปสช. ทบทวนมติอีกครั้ง โดยย้ำว่าเด็กคือทรัพยากรสำคัญของประเทศ และการปกป้องสุขภาพเด็ก คือการลงทุนในอนาคตของชาติ

 

ศ.พญ.กุลกัญญา สะท้อนข้อกังวลต่อกระบวนการพิจารณานโยบาย โดยระบุว่ามีกรณีที่ผลการวิเคราะห์ของนักวิจัยสรุปว่าวัคซีนมีความคุ้มค่า แต่ข้อสรุปในที่ประชุมกลับระบุว่า “ไม่คุ้มค่า” ซึ่งเธอมองว่าอาจสะท้อนปัญหาเชิงกระบวนการตัดสินใจด้านนโยบายสาธารณสุข

 

เธอเปิดเผยว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วัคซีน PCV เคยได้รับการจัดสรรงบประมาณในระดับหนึ่งแล้ว โดยมีวงเงินประมาณ 200 ล้านบาท แต่ข้อเสนอการดำเนินงานยังถูกเลื่อนหรือขอศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยมักมีเหตุผลเรื่องผลกระทบงบประมาณ

 

ปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกได้บรรจุวัคซีน PCV ในแผนวัคซีนแห่งชาติแล้ว หลายประเทศในภูมิภาค เช่น ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา บรรจุวัคซีน PCV ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐาน โดยได้รับการสนับสนุนจาก GAVI ในรูปแบบต่าง ๆ

 

อย่างไรก็ตาม บางประเทศเลือกเริ่มแบบนำร่องและทยอยขยาย เช่น เวียดนาม ขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตวัคซีนนี้ยังไม่ได้บรรจุ PCV ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานระดับชาติ และใช้แนวทางเริ่มเชิงพื้นที่ท้องถิ่นเช่นกัน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือราคาวัคซีน หากผู้ปกครองควักเงินจ่ายเอง ต้องจ่ายประมาณเข็มละ 2,500 บาท หรือฉีดครบ 3 เข็มก็ตกประมาณ 7-8 พันบาท แต่ราคาที่ภาครัฐในหลายประเทศต่อรองได้ จะอยู่ที่ประมาณเข็มละ 2–2.9 ดอลลาร์ หรือประมาณ 70–100 บาทเท่านั้น

 

บอร์ด สปสช. จึงมอบหมายให้ สปสช. เร่งต่อรองราคาวัคซีน PCV ให้ใกล้เคียงกลไกระหว่างประเทศ เช่น UNICEF หรือ Gavi มากที่สุด เพื่อลดภาระงบประมาณ และเพิ่มความเป็นไปได้ในการขยายผลในอนาคต

 


“เด็กไทยเกิดน้อย” เหตุผลที่ทำให้วัคซีน PCV สำคัญยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดระบุว่าเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยมีจำนวนเพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี ลดลงจากเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เคยมีเด็กเกิดใหม่ปีละกว่า 1 ล้านคน

 

สถานการณ์นี้ทำให้คุณค่าของเด็กแต่ละคนมีความสำคัญยิ่งขึ้น ศ.พญ.กุลกัญญา เน้นย้ำว่า “ลง เด็กทุกคนควรได้รับการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม”

 

เมื่อเด็กเกิดน้อยลง การสูญเสียเด็กแต่ละคนจากโรคที่สามารถป้องกันได้จึงมีความหมายมากขึ้น ไม่เพียงแต่ในเชิงจำนวนประชากร แต่ยังรวมถึงการสูญเสียศักยภาพและทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของชาติ หาก

 

คำนวณจากตัวเลขที่มีเด็กเสียชีวิตจากโรค IPD ประมาณ 50-60 รายต่อปี แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด ก็ถือเป็นสัดส่วนที่ไม่ควรมองข้าม

 

นอกจากนี้ สังคมที่มีเด็กน้อยลงยังหมายถึงภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่เด็กแต่ละคนจะต้องแบกรับในอนาคตจะสูงขึ้น การลงทุนในสุขภาพเด็กตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ 

 


วัคซีน PCV และอนาคตของบัตรทอง

 

ประเด็นวัคซีน PCV กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจนโยบายสาธารณสุข ระหว่างหลักฐานทางวิชาการ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ กระบวนการมีส่วนร่วม และผลประโยชน์ของอุตสาหกรรม

 

ศ.พญ.กุลกัญญา ย้ำว่า “เราไม่ควรปล่อยให้เด็กต้องเสี่ยงกับโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศสุดท้ายที่ให้วัคซีนชนิดนี้กับเด็ก” เธอยังกล่าวว่าการดำเนินนโยบายด้านสุขภาพเด็กควรดำเนินต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือผู้บริหาร เนื่องจากเป็นมาตรการป้องกันโรคระยะยาวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชากรในอนาคต

 

ขณะเดียวกัน มติของบอร์ด สปสช. ครั้งนี้ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสปฏิรูปกองทุนบัตรทอง ท่ามกลางข้อสังเกตว่าสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นไม่ทำ แต่บางอย่างไม่จำเป็นเร่งด่วนกลับทำได้ ซึ่งนำมาสู่กระแสรื้อบอร์ด สปสช. อยู่ในทุกวันนี้

 

การนำร่องฉีดวัคซีน PCV จึงไม่ใช่เพียงการทดลองเก็บข้อมูล แต่เป็นการทดสอบกระบวนการตัดสินใจนโยบายสาธารณสุข ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ผลของการนำร่องครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยจะก้าวไปในทิศทางใด และเด็กไทยจะได้รับการปกป้องอย่างเท่าเทียมหรือไม่.


ความคิดเห็น