“หมอพร้อม” จากแอปฉีดวัคซีนโควิด สู่ ”Super App“ สุขภาพแห่งชาติ | เก็บตกจากวชิรวิทย์
- สธ. เดินหน้าพัฒนา “หมอพร้อม Super App” ให้เป็นแพลตฟอร์มสุขภาพกลาง เปิดตัววันที่ 12 ม.ค. 69 เชื่อมโยงข้อมูลจาก รพ.ทุกสังกัดกว่า 15,000 แห่ง ลดความซ้ำซ้อนจากแอปสุขภาพรัฐกว่า 50 แอป เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการง่าย แพทย์เห็นข้อมูลครบ และรัฐใช้ข้อมูลวางแผนเชิงระบบได้
- ปัญหา “ใบส่งตัว” ยังผูกกับกลไก “การตามจ่าย” ของหน่วยบริการตามสิทธิ์ ทำให้การแก้ปัญหาต้องไปไกลกว่าระบบไอที และจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการเบิกจ่ายควบคู่กัน
- การรวมข้อมูลสุขภาพระดับชาติทำให้ประเด็นความปลอดภัยและ PDPA เป็นหัวใจสำคัญ สธ. เตรียมใช้มาตรฐานความมั่นคงไซเบอร์ของรัฐ ควบคุมการเข้าถึงหลายชั้น และผลักดัน พ.ร.บ.สุขภาพดิจิทัล ฉบับใหม่ เพื่อรองรับ AI, Telemedicine และการแลกเปลี่ยนข้อมูลในระยะยาว
คนไทยหลายคนคงจำได้ดีว่า ช่วงวิกฤติโควิด-19 แอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” คือเครื่องมือสำคัญที่ใช้แสดงประวัติการฉีดวัคซีน บันทึกจำนวนเข็มที่ได้รับ และเป็นหลักฐานยืนยันสถานะการฉีดวัคซีนของแต่ละคน แต่หลังจากผ่านช่วงวิกฤติมาแล้ว กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำลังปฏิรูปแอปนี้ให้กลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือบันทึกวัคซีน เป้าหมายคือการยกระดับ “หมอพร้อม” ให้เป็น “Super App ด้านสุขภาพ” ที่รวมบริการสุขภาพทั้งหมดของประเทศไว้ในที่เดียว
การประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สธ. เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ได้รายงานความคืบหน้าถึงแผนการพัฒนาครั้งใหญ่ที่เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพคือ
1. สร้างฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติ เชื่อมโยงข้อมูลจากโรงพยาบาลทุกสังกัด ทั้งในสังกัด สธ., กรุงเทพมหานคร, และหน่วยงานอื่นๆ เข้าด้วยกัน
2. ขยายระบบคลาวด์กลางสาธารณสุข ติดตั้งระบบสารสนเทศให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ครบทั้ง 4,507 แห่งทั่วประเทศ โดยเริ่มนำร่อง 317 แห่งในเขตสุขภาพที่ 4-6 (นนทบุรี, นครปฐม, เพชรบุรี, สมุทรปราการ)
3. เปิดตัว “หมอพร้อม Super App” วันที่ 12 มกราคม 2569 เป็นวันสำคัญที่แอปฉบับใหม่จะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการ
“Super App”? แก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของระบบ
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันสุขภาพภาครัฐมากกว่า 50 แอป ที่แยกกันทำงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ประชาชนสับสน และข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน การรวมทุกอย่างเข้าสู่ “หมอพร้อม” จึงเป็นทางออกที่จะทำให้
-ประชาชนไม่ต้องใช้หลายแอป เข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น
-แพทย์และบุคลากรเห็นข้อมูลผู้ป่วยแบบครบถ้วน ไม่ต้องสั่งตรวจซ้ำ
- ระบบสุขภาพ บริหารจัดการข้อมูลได้มีประสิทธิภาพ วิเคราะห์เพื่อวางแผนระดับชาติได้
สำหรับบริการใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาใน “หมอพร้อม Super App” จากข้อมูลที่เปิดเผย แอปฉบับใหม่จะมีฟีเจอร์เพิ่มเติมมากมาย
- การนัดหมายแพทย์ออนไลน์ จองคิวผ่านแอปได้ทุกโรงพยาบาล
- ระบบ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ทางไกล
- การรับยาผ่านระบบ ตรวจสอบและรับยาได้สะดวกขึ้น
- ลงทะเบียน Health ID ทารกแรกเกิด เริ่มบันทึกข้อมูลสุขภาพตั้งแต่แรกเกิด
- AI Chatbot ตอบคำถามด้านสุขภาพอัตโนมัติ
- AI CXR วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอกด้วย AI
- Personal Health Record บันทึกสุขภาพส่วนตัวพร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคล
- บริการสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพในไทย
การเชื่อมข้อมูล 2 ระบบใหญ่
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยงข้อมูลจาก 2 ระบบหลัก คือ
1. Health Link (ของ BDI - สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่)
- เชื่อมข้อมูลหน่วยงานนอกสังกัด สธ. แล้วกว่า 8,700 แห่ง
- ครอบคลุมสถานพยาบาลเอกชนและหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะใน กทม. กว่า 1,500 แห่ง
2. หมอพร้อม + คลาวด์กลาง สธ.
- รวมศูนย์ข้อมูลหน่วยงานในสังกัด สธ. แล้วกว่า 6,600 แห่ง
- ใช้ระบบ MOPH Refer ที่ส่งใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้วกว่า 1 ล้านใบ
การเชื่อมทั้ง 2 ระบบเข้าด้วยกันจะทำให้ครอบคลุมสถานพยาบาลได้ถึง 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยการประชุม คกก. สุขภาพดิจิทัล เมื่อ 28 ตุลาคม 2568 เห็นชอบ 4 ประเด็นหลัก
1. เชื่อมโยงระบบสารสนเทศสุขภาพระดับประเทศ
- มี MOU ระดับชาติกว่า 13 หน่วยงาน ลงนามเดือนพฤศจิกายน
- จะเสนอ ครม. สั่งการให้ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูล
2. เชื่อมข้อมูล สธ. กับ กทม.
- ลงนาม MOU แล้วระหว่าง สธ., กทม., และกระทรวงดิจิทัลฯ (ผ่าน BDI)
- นำร่องคนกรุงเทพฯ รับบริการแบบไร้รอยต่อก่อน
3. เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงแรงงาน
- ผู้ประกันตนตาม ม.40 เชื่อมข้อมูลการตรวจสุขภาพประจำปี
- เชื่อมใบรับรองแพทย์ดิจิทัลกับระบบเบิกจ่ายประโยชน์ทดแทน
- ลงนาม DSA วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
4. จัดทำ พ.ร.บ. สุขภาพดิจิทัล ฉบับใหม่
- กฎหมายปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม AI, Telemedicine
- ต้องการกฎหมายกลางกำกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพดิจิทัล
นโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” กับบทบาทของหมอพร้อม
รมว.สธ. ระบุว่า การพัฒนา “หมอพร้อม Super App” สอดรับกับนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับไปขอเอกสารหรือใบส่งตัวจากหน่วยบริการเดิม ขณะที่แพทย์สามารถเข้าถึงประวัติการรักษาของผู้ป่วยได้อย่างครบถ้วนและทันที
แต่หลายภาคส่วนก็ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาเรื่อง “ใบส่งตัว” อาจไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของการเชื่อมโยงข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกลไก “การเบิกจ่ายงบประมาณ” เป็นสำคัญ เนื่องจากหน่วยบริการประจำตัวตามสิทธิ์ของผู้ป่วย ยังต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในการส่งต่อผู้ป่วย หรือ “ตามจ่าย” จึงจำเป็นต้องมีใบส่งตัวกำกับ การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องพัฒนาไปมากกว่าระบบข้อมูล แต่รวมถึงการปรับโครงสร้างด้านการเงินการคลังควบคู่กันไป
ความท้าทาย ความปลอดภัยข้อมูลและมาตรฐาน
การรวมข้อมูลสุขภาพทั้งประเทศเข้าไว้ด้วยกันมีความเสี่ยง หากระบบไม่ปลอดภัยพอ ข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนอาจรั่วไหลได้ สธ. จึงเน้นว่า
- ใช้มาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ของรัฐ
- มีระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูล 2 ชั้น
- ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด
- ทุกหน่วยงานที่เชื่อมโยงต้องลงนาม MOU และ DSA
นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัด สธ. บอกว่า การพัฒนา AI ทั้งหมดต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ PDPA อย่างเคร่งครัด
จากวิกฤตโควิดสู่ ระบบสุขภาพดิจิทัล
จากแอป “หมอพร้อม” ที่คนไทยรู้จักในฐานะเครื่องมือบันทึกวัคซีนโควิด กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพดิจิทัล” ของประเทศ ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่การอัปเกรดแอปพลิเคชัน แต่เป็นการปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบของไทยให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
หากสำเร็จตามเป้าหมาย “หมอพร้อม Super App” จะเป็นช่วยบูรณาการเชื่อมระบบสุขภาพที่มีหลากหลายสังกัด ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย แพทย์ทำงานได้มีประสิทธิภาพ และระบบสาธารณสุขไทยก้าวเข้าสู่ความมทันสมัย ทว่าความสำเร็จจริง คงจะวัดได้จากประสบการณ์การใช้งานจริง ของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ทันทีหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 12 ม.ค. นี้ .



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น