ล้วงจากปากคำผู้บริหาร สธ. ปม "หมอสุภัทร" จัดซื้อ ATK | เก็บตกจากวชิรวิทย์
พร้อมประมวลข้อมูลและข้อสังเกตแง่มุมต่าง ๆ จาก "นพ.สุวัฒน์-นพ.เอกภพ" นำมาสู่ข้อเสนอให้มีการไต่สวนสาธารณะ และนี่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน
เมื่อแพทย์ผู้เสียสละออกหน่วยตรวจโควิดในวิกฤตระดับชาติในนาม ”แพทย์ชนบทบุกกรุง“ ถูกตัดสินว่า “ผิดวินัยร้ายแรง” แต่สังคมกลับไม่ได้รับคำตอบว่าผิดอะไร ผิดอย่างไร และผิดจริงหรือไม่ นี่คือเรื่องราวของการลงโทษที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ท่ามกลางกฎหมายฉุกเฉินที่ออกแบบมาเพื่อช่วยชีวิตคน ไม่ใช่ทำลายชีวิตผู้ช่วย
การแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ. สธ.) มีมติลงโทษทางวินัยร้ายแรง นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ผ่ามา แม้กระทรวงจะออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่การไม่เปิดเผยรายละเอียดสำนวนการสอบสวนและพยานหลักฐานที่ชัดเจน โดยอ้างว่าเป็น “ความลับทางราชการ” กลับยิ่งทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคม ว่าการลงโทษครั้งนี้เป็นเรื่องของวินัยล้วนๆ หรือมีปัจจัยทางการเมืองแฝงอยู่หรือไม่
บริบทของการระบาด และกฎหมายพิเศษช่วงโควิด-19
เพื่อเข้าใจกรณีนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูบริบทของสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 ประเทศไทยเผชิญกับการระบาดระลอกใหญ่ มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดกลัว รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ และระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2564 คณะกรรมการฯ ได้ออกหนังสือแนวทางพิเศษ หรือที่เรียกว่า “หนังสือ ว115” เพื่อยกเว้นการปฏิบัติตามกฎกระทรวงและระเบียบกระทรวงการคลังหลายประการ
ในเอกสารดังกล่าวระบุชัดว่า เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหายาและเวชภัณฑ์ หากล่าช้าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะและระบบเศรษฐกิจโดยรวม จึงให้ถือว่าการจัดซื้อจัดจ้าง “ทุกครั้ง ทุกวงเงิน” เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน
แนวทางนี้เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ ไม่จำกัดวงเงิน และยังยกเว้นขั้นตอนสำคัญหลายประการ เช่น ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎห้ามแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ไม่จำเป็นต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือในบางกรณี การแต่งตั้งผู้ตรวจรับพัสดุ และการวางหลักประกันเงินล่วงหน้า รวมถึงเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการไปก่อน แล้วค่อยรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานภายหลังได้
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 ก็เปิดช่องให้หน่วยงานของรัฐสามารถใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์วิกฤต เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง
การแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุข กับคำตอบที่ไม่ตอบคำถาม
ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้ตั้งคำถามถึงประเด็นสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 56 และหนังสือเวียน ว 115 ในการจัดซื้อ ATK ช่วงโควิด-19
นายเกตุแก้ว แก้วใส ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตอบว่า หนังสือเวียน ว 115 เป็นกรณีที่ใช้ในภาวะวิกฤตระดับประเทศ ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้มีการยกเว้นขั้นตอนบางประการของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่หากไม่มี “เหตุอันสมควร” ตามที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่สามารถนำข้อยกเว้นดังกล่าวมาใช้ได้
คำชี้แจงนี้สะท้อนชัดเจนว่า คณะกรรมการ อ.ก.พ. ที่ลงมติเห็นว่า การจัดซื้อของนายแพทย์สุภัทรเป็นการจัดซื้อที่ “ผิดระเบียบจริง” แต่ประเด็นสำคัญคือ สังคมยังไม่อาจทราบได้ว่าการจัดซื้อในช่วงนั้นมีหรือไม่มี “เหตุอันสมควร” เพียงพอในบริบทโควิดหรือไม่ เพราะรายละเอียดในสำนวนยังไม่ถูกเปิดเผย
นายแพทย์สมฤกษ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบายเพิ่มเติมว่า หนังสือเวียน ว 115 มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเปิดทางให้หน่วยงานสามารถลดขั้นตอนการขออนุมัติล่วงหน้า และสามารถจัดหาเวชภัณฑ์หรือพัสดุที่จำเป็นมาใช้ก่อนในกรณีเร่งด่วนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำพัสดุมาใช้แล้ว หน่วยงานต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้ถูกต้องตามระเบียบภายหลัง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าในกรณีของนายแพทย์สุภัทร มีการรายงานตามขั้นตอนดังกล่าวหรือไม่ นายแพทย์สมฤกษ์ไม่ได้ลงรายละเอียดในประเด็นเฉพาะ โดยระบุเพียงว่าที่อธิบายไปเป็นหลักการทั่วไปของกระบวนการตามกฎหมาย
นายแพทย์สมฤกษ์ชี้แจงต่อไปว่า กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ อ.ก.พ. เป็นกระบวนการที่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ผ่านมากระทรวงจึงไม่สามารถออกมาให้รายละเอียดในเชิงลึกได้ พร้อมยอมรับว่ามีข้อมูลบางส่วนหลุดออกไปซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น
เทียบมุมมองปมจัดซื้อ ATK “นพ.สุวัฒน์-นพ.เอกภพ”
นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้มุมมองที่กว้างขึ้นว่า สังคมควรมองประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และมองเป็น “ปัญหาเชิงระบบ” มากกว่าการพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว
เขาตั้งคำถามต่อการ “แบ่งซื้อ” ทั้งที่อ้างว่าเป็นการจัดซื้อเฉพาะเจาะจง โดยระบุว่าไม่มีเหตุผลใดที่ต้องซื้อครั้งละ 1 ล้านบาทถึง 3 ครั้ง หากวงเงินรวมเกินอำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก็สามารถใช้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดหรืออธิบดีได้ กระบวนการก็ไม่ได้ซับซ้อนหรือยืดเยื้อเพราะเป็นการจัดซื้อเฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว
นายแพทย์เอกภพย้อนว่า ประเด็นการจัดซื้อ ATK เริ่มถูกตั้งคำถามตั้งแต่ปี 2564 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งกรรมาธิการการสาธารณสุข โดยขณะนั้นรัฐบาลมีแผนจัดซื้อ ATK จำนวน 8.5 ล้านชิ้น แต่เกิดปัญหาความล่าช้า จากการตรวจสอบของกรรมาธิการพบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องสเปกสินค้า การอ้างอิงมาตรฐาน WHO รวมถึงความไม่สอดคล้องของเอกสารบางส่วน
เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับการเข้ามาของเครือข่ายแพทย์ชนบทในโครงการตรวจเชิงรุกช่วงกลางปี 2564 ว่าทำไมต้องเชิญเฉพาะแพทย์ชนบทและโรงพยาบาลในเครือข่าย ทั้งที่ประเทศมีโรงพยาบาลรัฐกว่า 900 แห่ง และเอกชนรวมแล้วกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่รอบกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพสูง
นายแพทย์เอกภพยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับไทม์ไลน์การใช้งาน ATK ในกรุงเทพฯ ที่เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ขณะที่การจัดซื้อของบางโรงพยาบาลเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม จึงต้องถามว่าของที่นำมาใช้ก่อนนั้นมาจากไหน เป็นล็อตเดียวกับการจัดซื้อภายหลังหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าไม่อยากให้สังคมจบเรื่องนี้เพียงการ “เอาผิด” หรือ “ปกป้อง” บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรใช้เป็นบทเรียนเพื่อทบทวนปัญหาเชิงระบบ ทั้งในเรื่องระบบจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดช่องให้เลี่ยงกฎหมาย และโครงสร้างและบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่อาจมีกลุ่มอิทธิพลหรือผลประโยชน์ทับซ้อน
อีกด้านหนึ่ง นายแพทย์สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ในฐานะที่ร่วมขบวนการแพทย์ชนบทบุกกรุง บอกว่าแม้ฝ่ายบริหารกระทรวงสาธารณสุขจะยืนยันว่ามีความผิดจริง แต่การแถลงยังไม่สามารถคลี่คลายข้อกังขาของสังคมได้
เขาระบุว่า จากการสอบถามผู้บริหารกระทรวงโดยตรง พบว่ากรณีนี้ไม่ได้ยก “ราคา ATK” เป็นประเด็นหลัก แม้จะยอมรับว่าราคาอยู่ในสำนวนการสอบสวน แต่ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่าไม่ใช่สาระสำคัญของคดี ประเด็นที่ถูกชี้ขาดคือเรื่อง “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” แต่เหตุผลเชิงลึกว่าทำไมจึงถือว่าเป็นความผิด กลับไม่ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ
นายแพทย์สุวัฒน์ยืนยันว่า คณะกรรมการสอบสวนอ้างว่าได้พิจารณาระเบียบพัสดุฯ ปี 2560 มาตรา 56 แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือหนังสือเวียน ว 115 ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งออกมาเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 โดย ว 115 เปิดช่องให้หน่วยงานสามารถรับของมาใช้ก่อน และจัดทำเอกสารภายหลังได้ในกรณีเร่งด่วน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขเดินต่อได้ในช่วงวิกฤต
เกี่ยวกับข้อกังขาเรื่องไทม์ไลน์ที่ว่าแพทย์ชนบทออกหน่วยตรวจเชิงรุกในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 แต่สัญญาจัดซื้อจัดจ้างปรากฏในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน นายแพทย์สุวัฒน์ชี้ว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางปฏิบัติ
ในช่วงที่แพทย์ชนบทออกหน่วยตรวจเชิงรุก ทีมงานต้องประเมินความต้องการแบบวันต่อวัน ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะตรวจได้กี่คน จึงต้องตกลงให้บริษัททยอยส่งของตามความจำเป็น ขณะที่การจัดทำเอกสารจัดซื้อจัดจ้างต้องกลับมาดำเนินการที่หน่วยงานต้นสังกัดภายหลัง กฎหมายเปิดช่องไว้ชัดเจน และเอกสารทุกชิ้นสามารถทวนสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด
สำหรับกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าโรงพยาบาลหนึ่งเป็นผู้จัดซื้อแต่ชุดตรวจถูกนำไปใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ นายแพทย์สุวัฒน์ระบุว่าเป็นการบริหารจัดการร่วมกันเพื่อความคล่องตัว หากให้แต่ละโรงพยาบาลที่เข้าร่วมกว่า 40-50 ทีมจัดซื้อเองทั้งหมด จะสร้างภาระงานหลังบ้านมหาศาล และเสี่ยงต่อความผิดพลาดในช่วงวิกฤต จึงตกลงให้โรงพยาบาลหนึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการรวม เพื่อลดความซ้ำซ้อน
เกี่ยวกับประเด็นราคา ATK นายแพทย์สุวัฒน์ระบุว่าต้องพิจารณาในบริบทเวลานั้น และชนิดของชุดตรวจที่ใช้ โดยเครือข่ายแพทย์ชนบทใช้ ATK เกรด Medical ไม่ใช่ Home use เพราะต้องทดแทนการตรวจ RT-PCR หากเกิดผลบวกลวงหรือลบลวง จะสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งต่อผู้ป่วยและระบบควบคุมโรค
นายแพทย์สุวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีนี้จะพิสูจน์ความถูกต้องได้เพียงทางเดียว คือ การเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการสอบสวนทั้งหมดต่อสาธารณะ ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงผลสอบจาก “ไม่ร้ายแรง” เป็น “ร้ายแรง” ไปจนถึงการบรรจุวาระเร่งด่วนในการประชุม อ.ก.พ. เมื่อวันที่ 22 มกราคม
“ไต่สวนสาธารณะ” ทางออกปมขัดแย้งจัดซื้อ ATK นพ.สุภัทร?
ในมุมมองของประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ดร.มานะ นิมิตรมงคล เห็นว่าการดำเนินการของนายแพทย์สุภัทรและคณะในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ช่วงโควิด-19 “น่าจะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดไว้ในเวลานั้น” เว้นแต่กระทรวงสาธารณสุขจะมีระเบียบภายในที่เข้มงวดกว่าหรือมีเงื่อนไขพิเศษอื่น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อมูลชัดเจนต่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ดร.มานะแสดงความกังวลต่อกระบวนการของกระทรวงสาธารณสุข โดยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ถูกกล่าวหาอย่างนายแพทย์สุภัทรไม่ได้รับการเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาอย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นประเด็นน่าห่วงในมุมของหลักธรรมาภิบาลและความเป็นธรรมในกระบวนการสอบสวน
เขาเสนอว่า เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของทั้งองค์กรและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ควรพิจารณาเปิดให้มีการ “ไต่สวนสาธารณะ” หรือแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระจากบุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบกรณีนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจในระดับชาติ
ดร.มานะยังเตือนถึงผลกระทบต่อกำลังใจของบุคลากรสาธารณสุข โดยระบุว่าปัจจุบันมีบุคลากรจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า หากการเสียสละทำงานในภาวะวิกฤตต้องมาจบลงด้วยคดีความหรือการถูกลงโทษทางวินัย จะส่งผลต่อกำลังใจของคนทำงานในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในทางกระบวนการ ดร.มานะเห็นว่า การส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระจากภายนอกพิจารณา หรือให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง จะช่วยสร้างความชัดเจนและความน่าเชื่อถือมากกว่าการตรวจสอบกันเองภายในกระทรวง
ช่องทางตามกฎหมายที่เหลืออยู่
ตามที่นายแพทย์สมฤกษ์ระบุ กระบวนการยังมีช่องทางตามกฎหมายให้ดำเนินการอยู่ โดยเรื่องดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งมีผู้แทน ก.พ. ร่วมอยู่ในคณะกรรมการตั้งแต่ต้นแล้ว กระทรวงสาธารณสุขพร้อมรับผลการพิจารณาวินิจฉัยจาก ก.พ. ว่าจะมีความเห็นอย่างไร
นอกจากนี้ ผู้ถูกลงโทษยังสามารถยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการทางคุณธรรมได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งหากมีการยื่นอุทธรณ์ คำสั่งลงโทษดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าการพิจารณาของ ก.พ. จะแล้วเสร็จ
ซึ่งนายแพทย์สุวัฒน์ ระบุว่าหาก ก.พ. มีมติสวน ก็จะทำให้มติ อ.ก.พ. เป็นโมฆะทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลที่สำคัญอยู่
คำถามสำคัญที่เหลืออยู่คือ การไต่สวนสาธารณะหรือการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตามที่มีเสียงเรียกร้อง จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน
จากประสบการณ์ในอดีต การไต่สวนสาธารณะในประเทศไทยมักเกิดขึ้นในกรณีที่มีแรงกดดันจากสังคมสูงมาก หรือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญระดับชาติ กรณีนี้แม้จะได้รับความสนใจจากสังคมและบุคลากรสาธารณสุขเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นที่มีการเคลื่อนไหวประท้วงหรือเรียกร้องอย่างกว้างขวางจากประชาชนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการของ ก.พ. มีมติที่แตกต่างจาก อ.ก.พ. สธ. หรือหากมีข้อมูลใหม่ที่สำคัญถูกเปิดเผยออกมา อาจทำให้เกิดแรงกดดันให้มีการตรวจสอบในวงกว้างมากขึ้น
บทส่งท้าย
ความซับซ้อนของการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะที่กฎหมายได้เปิดช่องให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤต แต่ความยืดหยุ่นนั้นก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและความโปร่งใส
การที่กระทรวงสาธารณสุขอ้างว่าไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะเป็น “ความลับทางราชการ” นั้น อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม โดยเฉพาะเมื่อเป็นกรณีที่มีผลกระทบต่อบุคลากรสาธารณสุขและความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กระบวนการต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบราชการและสร้าง “บรรทัดฐาน” ที่ดีสำหรับการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในอนาคต
ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร กรณีนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญในการปรับปรุงระบบและกลไกต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่คล้ายคลึงกันอีก






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น