เช็กลิสต์นโยบายสาธารณสุข เลือกตั้ง 2569 | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 

○ ฉันทมติปฏิรูประบบสุขภาพเชิงโครงสร้าง: ทั้ง 4 พรรคเห็นตรงกันว่าระบบสุขภาพไทยต้อง “ยกเครื่องใหญ่” รับมือวิกฤตงบประมาณ บุคลากร และสังคมสูงวัย โดยเน้นยกระดับระบบข้อมูล เชื่อมโยงทั้งระบบ และปรับกลไกการบริหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


○ เปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน–ลดรักษาปลายน้ำ เพิ่มปฐมภูมิและป้องกันโรค: หลายพรรคสนับสนุนการขยับจากจ่ายตามปริมาณบริการสู่ Value Based Care ควบคู่การลงทุนปฐมภูมิ การส่งเสริมสุขภาพ และการแก้ปัญหาต้นน้ำ เช่น NCDs และอุบัติเหตุ เพื่อลดภาระระบบในระยะยาว


○ ต่างกันที่ “การร่วมจ่าย” แต่ร่วมกันที่ “กระจายอำนาจ”: ยังเห็นต่างเรื่องการร่วมจ่ายและกองทุนที่ 4 แต่มีจุดร่วมชัดเจนในการกระจายอำนาจให้พื้นที่และท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น พร้อมย้ำว่าการปฏิรูปต้องทำเป็นทีมและเชิงระบบ ไม่อาศัยรัฐมนตรีคนเดียว

 



 

เวที Policy Forum “ปฏิรูประบบสุขภาพ” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา จัดโดยไทยพีบีเอสร่วมกับสำนักข่าว Hfocus และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กลายเป็นเวทีสำคัญที่เปิดเผยวิสัยทัศน์ของ 4 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ต่อการแก้ปัญหาระบบสุขภาพไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครอบคลุม 3 มิติหลัก คือ งบประมาณที่ไม่เพียงพอ บุคลากรขาดแคลน และการจัดการข้อมูลที่ยังแยกส่วน

 

หลังจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าดำเนินการมากว่า 24 ปี ปัญหาโครงสร้างเริ่มปรากฏชัดเจน โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุน บุคลากรทางการแพทย์เผชิญภาวะหมดไฟ ขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้ความต้องการบริการสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

◤ แนวทางของแต่ละพรรค ความแตกต่างและจุดร่วม

 

#พรรคเพื่อไทย  นำโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นำเสนอวิสัยทัศน์ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้วยเทคโนโลยี” โดยเน้นว่าระบบสุขภาพคือรากฐานของประเทศ ไม่ใช่ภาระงบประมาณ แนวทางหลักของพรรคมุ่งเน้น 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) การยกระดับระบบข้อมูลสุขภาพด้วย AI เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบและคาดการณ์งบประมาณอย่างแม่นยำ (2) การเปลี่ยนไปสู่ Value Based Care หรือการจ่ายตามผลลัพธ์ทางสุขภาพมากกว่าจำนวนบริการ และ (3) การเสนอแนวคิด Digital Hospital เป็นจุดเริ่มต้นของ Digital Government

 

สิ่งที่น่าสนใจคือจุดยืนของพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษา เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของผู้มีรายได้น้อย พรรคยังเสนอให้มีการ “เขย่าระบบใหญ่” คล้ายกับการปฏิรูปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยตั้งคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่กระทรวงสาธารณสุขควรแยกบทบาท policy maker และ provider ออกจากกัน พร้อมกระจายอำนาจให้โรงพยาบาลและท้องถิ่นบริหารจัดการตนเองมากขึ้น


#พรรคประชาธิปัตย์  นำโดยสาธิต ปิตุเตชะ นำเสนอ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการเพิ่มทางเลือก” โดยยอมรับว่าระบบปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดและจำเป็นต้องปรับตัว แนวทางสำคัญคือการเสนอ “กองทุนที่ 4” ให้ประชาชนที่มีกำลังจ่ายสามารถจ่ายเพิ่มเพื่อรับบริการที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ โดยเน้นว่าต้องเป็นความสมัครใจและมีการจำกัดวงเงิน

 

พรรคยังผลักดันแนวคิด “สร้างมากกว่าซ่อม” เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคผ่านการปรับพฤติกรรม การออกกำลังกาย และการป้องกันอุบัติเหตุ โดยเห็นว่าควรยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่พรรคเน้นย้ำคือการแก้ “ช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับหน้างาน” ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานาน ก่อนที่จะคุยถึงการเพิ่มงบประมาณ

 

#พรรคภูมิใจไทย นำโดย นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เสนอ “การเติมเต็มช่องว่างของระบบและการกระจายอำนาจ” โดยชี้ว่าระบบสุขภาพไทยขาด “missing piece” คือกลไกเชื่อมชุมชนกับระบบบริการ นโยบายหลักคือการจัดตั้ง “พยาบาลอาสา” หรือบุคลากรสาธารณสุขอาสาประจำหมู่บ้าน ทำงานร่วมกับ อสม. และ รพ.สต. ดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง

 

ข้อเสนอสำคัญอีกประการคือการจัดตั้ง “กองทุนปฐมภูมิระดับจังหวัด” เชื่อมโยง อบจ. อปท. และหน่วยบริการในพื้นที่ เพื่อให้การดูแลสุขภาพสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พรรคยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายแบบ out-of-pocket และเรียกร้องให้ปฏิรูประบบการเงินสุขภาพทั้งระบบ พร้อมตรวจสอบเส้นทางงบประมาณที่ “ออกนอกระบบโรงพยาบาล” เป็นพันล้านบาท

 

#พรรคประชาชน  นำโดยเดชรัต สุขกำเนิด นำเสนอแนวทางที่เป็นระบบชัดเจนผ่านสูตร “4 เพิ่ม 2 เคลียร์ 1 ไม่” ประกอบด้วย (1) เพิ่มงบชดเชยค่ารักษา งบปฐมภูมิ งบ Long-term Care และงบบัฟเฟอร์บริหารกองทุน (2) เคลียร์ชุดสิทธิประโยชน์ของ 3 กองทุนและระบบข้อมูล และ (3) ยังไม่เดินหน้าการร่วมจ่ายรูปแบบใหม่หากระบบยังไม่พร้อม

 

พรรคเสนอให้มีชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานร่วมกันทุกกองทุนและจัดตั้ง National Clearing House บริหารข้อมูลและการเบิกจ่ายอย่างโปร่งใส ควบคู่กับการผลักดัน Health in All Policies เชื่อมโยงนโยบายสิ่งแวดล้อม คมนาคม และพลังงานเข้ากับสุขภาพ เช่น แก้ปัญหา PM2.5 ผ่านระบบขนส่งสาธารณะและยานยนต์ไฟฟ้า

 

◤ ประเด็นร้อน “การร่วมจ่ายและโรงพยาบาลขาดทุน”

 

ประเด็นการร่วมจ่ายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถกเถียงกันมากที่สุด #พรรคเพื่อไทย และ #ภูมิใจไทย ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือ out-of-pocket เนื่องจากจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ ขณะที่ #พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ “กองทุนที่ 4” ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบริการเร็วขึ้นและพร้อมจ่ายเพิ่ม ส่วน #พรรคประชาชน ระบุว่ายังไม่พร้อมเดินหน้าการร่วมจ่ายรูปแบบใหม่หากระบบข้อมูลและการเงินยังไม่ชัดเจน

 

สำหรับปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน #พรรคเพื่อไทย มองว่าเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่หากมีข้อมูลชัดเจน งบกลางพร้อมสนับสนุน แต่ปัญหาคือข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลแต่ละแห่งไม่ตรงกัน เช่นเกียวกับ #พรรคประชาชน ระบุว่าหากไม่เชื่อมข้อมูลและโครงสร้างการเงินให้โปร่งใส จะเกิดปัญหาซ้ำซ้อน ทั้งกับผู้ให้บริการและประชาชนผู้ใช้สิทธิ #พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าต้องแก้ช่องว่างระหว่างผู้บริหารและหน้างานก่อนคุยงบ ส่วน #พรรคภูมิใจไทย ชี้ตรงว่าปัญหาอยู่ที่เงินงบ สปสช.ประมาณหลายพันล้านบาท อาจไปไม่โรงพยาบาล ไปอยู่ที่โครงการไหนบ้าง จึงควรทบทวนและตรวจสอบดู 

 

◤ ปัญหากำลังคน “แยก สธ. จาก กพ. หรือไม่?”

 

ประเด็นการแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจากสำนักงาน กพ. เป็นอีกหัวข้อที่น่าสนใจ #พรรคเพื่อไทย มองว่าไม่ควรจำกัดกรอบแค่การแยกจาก กพ. แต่ต้อง “มีจินตนาการที่ไกลกว่าเดิม” โดยเสนอรูปแบบองค์การมหาชนและการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง #พรรคประชาชน เสนอให้โรงพยาบาลมีอิสระบริหารจัดการกำลังคนมากขึ้น พร้อมพัฒนาทีมสุขภาพเสริมด้าน Long-term Care

 

#พรรคประชาธิปัตย์ ชี้ว่าสาธารณสุขต่างจากกระทรวงอื่น การขอเพิ่มอัตรากำลังทำได้ยาก ต้องคิดเชิงระบบและปรับโครงสร้างนโยบายทั้งหมด ส่วน #พรรคภูมิใจไทย เสนอให้แยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายบัตรทอง และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการดูแลบุคลากรสาธารณสุขมากขึ้น

 

◤ ว่าที่รัฐมนตรีสาธารณสุข ทีมสำคัญกว่าตัวบุคคล

 

เมื่อถูกถามถึงว่าที่รัฐมนตรีสาธารณสุข ทั้ง 4 พรรคต่างให้คำตอบที่สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า การปฏิรูปไม่อาจพึ่งพารัฐมนตรีคนเดียว #พรรคภูมิใจไทย ย้ำว่าต้องมองในภาพของทีม ไม่ใช่ตัวบุคคล #พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ายังไม่ตั้งตัวบุคคลอย่างเป็นทางการ แต่สาธิต ปิตุเตชะพร้อมรับหน้าที่หากมีโอกาส

 

#พรรคประชาชน เปิดตัวชัดเจนว่า รศ.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ เป็นว่าที่ รมว.สธ. พร้อมทีมรองนายกฯ ที่ดูแลทั้งระบบปฏิรูปรัฐและคุณภาพชีวิต ส่วน #พรรคเพื่อไทย มองว่านายกรัฐมนตรีที่เข้าใจระบบสุขภาพสำคัญกว่ารัฐมนตรีสาธารณสุข โดยชี้ว่า ศ.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัครนายกฯ ของพรรคมีพื้นฐานด้านชีวการแพทย์และการบริหารองค์กรขนาดใหญ่

 

◤ คำเตือนจากอดีตเลขาธิการ สปสช. “อย่าลืมต้นน้ำ”

 

นพ.ศักดิ์ชัย อดีตเลขาธิการ สปสช. เตือนว่า หากยังวนอยู่กับการแก้ปัญหาปลายน้ำในระบบรักษาพยาบาลทั้งที่ในความเป็นจริง ระบบบริการมีผลต่อสุขภาพประชาชนเพียงราว 10% โดยไม่เร่งจัดการต้นน้ำและนโยบายสาธารณะ การปฏิรูปจะไม่สามารถ “ไปให้สุดทาง” ได้ คำเตือนนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของหลายพรรคที่เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค


เขาเสนอว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่

            1.  ปฐมภูมิ ซึ่งเป็นคำตอบหลักของระบบบริการ

            2.  นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ โดยเฉพาะ NCDs อุบัติเหตุ และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อภาระระบบถึง 40–50%

            3.  ความเข้มแข็งของพื้นที่และท้องถิ่น ที่ต้องได้รับอำนาจและความเป็นอิสระมากขึ้น

 

◤ บทสรุป จุดร่วมและความท้าทาย

 

จากการวิเคราะห์นโยบายทั้ง 4 พรรค สามารถสรุปจุดร่วมที่สำคัญได้ดังนี้

 

ประการแรก ทุกพรรคเห็นพ้องต้องกันว่าระบบข้อมูลสุขภาพต้องได้รับการยกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ของพรรคเพื่อไทย หรือ National Clearing House ของพรรคประชาชน ทั้งหมดชี้ไปที่ความจำเป็นในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบเพื่อการวางแผนและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

 

ประการที่สอง การเปลี่ยนจากการจ่ายตามจำนวนบริการไปสู่การจ่ายตามผลลัพธ์ (Value Based Care) เป็นทิศทางที่หลายพรรคสนับสนุน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าระบบเดิมอาจไม่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันแล้ว

ประการที่สาม การกระจายอำนาจและการเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแนวทางที่หลายพรรคให้ความสำคัญ สะท้อนความเชื่อว่าการจัดการสุขภาพควรใกล้ชิดกับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความแตกต่างที่สำคัญในรายละเอียดนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นการร่วมจ่ายและกองทุนที่ 4 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นเป็นทางเลือกที่เพิ่มความยืดหยุ่น ขณะที่พรรคอื่นกังวลว่าอาจสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ

 

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการนำนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง การปฏิรูประบบสุขภาพต้องการมากกว่านโยบายที่ดี ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ความต่อเนื่องของนโยบาย และที่สำคัญคือความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

การที่ทั้ง 4 พรรคต่างเน้นว่าการปฏิรูปไม่สามารถพึ่งพารัฐมนตรีคนเดียว แต่ต้องอาศัยทีมงานและโครงสร้างรัฐบาลโดยรวม แสดงให้เห็นถึงความตระหนักว่าปัญหาระบบสุขภาพเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ไขปลายเหตุหรือเฉพาะหน้า

 

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของการปฏิรูประบบสุขภาพจะวัดจากความสามารถในการรักษาหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือการเข้าถึงบริการที่เท่าเทียม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคต.


หมายเหตุ:  ข้อมูลเรียบเรียงโดย #เก็บตกจากวชิทย์ ส่วนอินโฟกราฟิกสร้างโดย AI 


#เก็บตกจากวชิรวิทย์  #นักข่าวสาธารณสุข  #PolicyWatchConnect   #เลือกตั้ง69   #เสียงของทุกคนฝ่าวิกฤต   #TheActive   #PolicyWatchThaiPBS  #ThaiPBS 



ความคิดเห็น