ส่องสาธารณสุข 7 จว.เสี่ยง ชายแดนไทย-กัมพูชา | เก็บตกจากวชิรวิทย์

สมรภูมิใหม่ของความมั่นคง–สาธารณสุข และโจทย์การบริหารรัฐในยามวิกฤต



○ เหตุปะทะทำให้ต้องปิดโรงพยาบาล 12 แห่ง, ปิดบางส่วน 8 แห่ง, และปิด รพ.สต. 198 แห่ง พร้อมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกว่า 634 ราย ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิหยุดชะงัก ผู้ป่วยเรื้อรัง–ฟอกไต–หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูงทันที สถานการณ์สะท้อนว่าระบบสาธารณสุขไทยมี “ความยืดหยุ่นสูงแต่มีขีดจำกัด” หากความรุนแรงยืดเยื้อ


○ จำนวนผู้อพยพพุ่งเกิน 258,000 คน ทำให้เกิดภาวะคล้าย “วิกฤตผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDP)” ใน 7 จังหวัดชายแดน ต้องดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 46,000 คน ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง ทีมแพทย์ต้องรับภาระเรื่องโรคติดต่อ สุขภาพจิต อนามัยสิ่งแวดล้อม และสื่อสารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง


○ การยิง BM-21 ตกใกล้โรงพยาบาลพนมดงรักถึง 5 ลูก ทำให้ประเทศไทยต้องยกระดับการคุ้มครองสถานพยาบาลตามหลักมนุษยธรรมสากล แพทย์ทหาร–พลเรือนต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงสูง ทั้งการดูแลผู้บาดเจ็บ การส่งต่อผู้ป่วยข้ามเขตสุขภาพ และใช้งาน Telemedicine/Telepharmacy เพื่อให้บริการต่อเนื่อง แม้โรงพยาบาลจะปิดชั่วคราว


____


สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ของปี ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ได้ส่งแรงสะเทือนทั้งด้านความมั่นคง การแพทย์ และงานคุ้มครองประชาชนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายปี แม้ไทยจะยืนยัน “ควบคุมสถานการณ์ตามแผนได้อย่างมีนัยยะ” แต่ข้อมูลล่าสุดจากเหล่าทัพเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม เผยให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้งครั้งนี้ที่เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม ทั้งชีวิตกำลังพล ความสูญเสียของพลเรือน และการอพยพครั้งใหญ่ที่แตะหลัก กว่า 2 แสนคน


#เก็บตกจากวชิรวิทย์  ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านสามมิติสำคัญ 

1.ความมั่นคงชายแดนและนัยต่อยุทธศาสตร์กองทัพ

2.ภาระและความท้าทายระบบสาธารณสุข ในพื้นที่ที่ต้องรองรับทั้งผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยเดิม และผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงจำนวนมาก

3.ความสามารถของรัฐไทยในการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน ที่ผสานหลายหน่วยงานเข้าด้วยกันภายในเวลาอันจำกัด



◤ สมรภูมิชายแดน ความรุนแรงที่ขยายวง และความหมายของตัวเลขความสูญเสีย


ข้อมูลจากการแถลงของเหล่าทัพเมื่อ 11 ธันวาคม ระบุว่า เหตุปะทะในรอบหลายวันทำให้มี พลเรือนเสียชีวิต 3 ราย ทหารไทยเสียชีวิต 9 นาย และบาดเจ็บอีก 120 นาย ขณะที่ประชาชนต้องอพยพร่วม 200,000 คน ตัวเลขที่สะท้อนทั้งความรุนแรงของสถานการณ์และความกดดันเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญ


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังเหตุโจมตีด้วย จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชาในช่วงเช้าวันที่ 10 ธันวาคม เวลาประมาณ 07.15 น. กระสุนกว่า 50 นัด ครอบคลุมพื้นที่หลายตำบลใน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และตรวจพบว่ามี จรวดตกบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลพนมดงรักถึง 5 ลูก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงที่สถานพยาบาลอาจกลายเป็น “เป้ากระทบ” จากปฏิบัติการทางทหาร


กองทัพภาคที่ 2 ต้องระดมกำลังเข้าคุ้มครองพื้นที่ พร้อมอพยพผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ และประชาชนเข้าสู่พื้นที่กำบังทันที การดำเนินการสามารถทำได้รวดเร็วเนื่องจากมีการเตรียมแผนไว้ล่วงหน้า แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ทหาร–พลเรือนในสถานการณ์ขัดแย้งมีความบางลงอย่างมาก


ท่ามกลางสถานการณ์นี้ การที่ไทยประกาศว่า “ปฏิบัติการสามารถรุกคืบตามแผนได้อย่างมีนัยยะ” สะท้อนว่ากองทัพพยายามควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ แม้ในขณะเดียวกันจะต้องจัดการกับผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว



◤ ภารกิจแพทย์ทหาร–พลเรือนภายใต้ความเสี่ยง โรงพยาบาลต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักสากล


พลตรี นายแพทย์สุขไชย สาทถาพร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ระบุว่าในภาวะสงคราม “สถานพยาบาลต้องได้รับการคุ้มครองและไม่ควรถูกกระทบจากการกระทำใด ๆ” ซึ่งเป็นหลักสากลทางมนุษยธรรมที่หลายประเทศยึดถือ


คำกล่าวนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ BM-21 ที่ตกใกล้โรงพยาบาลพนมดงรัก เพราะสถานพยาบาลถือเป็นพื้นที่ไม่ใช่เป้าหมายแต่ความเป็นจริงในพื้นที่ขัดแย้งกลับชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นแล้ว


นพ.สุขไชยยังบอกด้วยว่า แพทย์ทหารและบุคลากรทั้งทหาร–พลเรือนยังคงมี ขวัญกำลังใจดี และยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาผู้บาดเจ็บเล็กน้อยให้กลับไปปฏิบัติภารกิจ หรือการดูแลผู้บาดเจ็บสาหัสเพื่อประคับประคองให้พ้นภาวะวิกฤต


การปฏิบัติภารกิจดูแลผู้บาดเจ็บในสถานการณ์ที่มีการยิงถล่มข้ามแดน ทำให้เห็นบทบาทของ แพทย์ทหารบก ที่เชื่อมระหว่างโรงพยาบาลประจำจังหวัด–โรงพยาบาลทหารในเมือง–หน่วยแพทย์สนามของกองทัพ โดยงานทั้งหมดต้องอาศัยการประสานงานเชิงระบบที่แม่นยำและทันต่อสถานการณ์


◤ ภาพรวมสาธารณสุขชายแดน เมื่อโรงพยาบาลปิด 12 แห่ง – รพ.สต. ปิดเกือบ 200 แห่ง


ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้ระบบสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนต้องรับภาระอย่างหนัก โดยมีโรงพยาบาลปิดบริการชั่วคราวและปิดบางส่วนอย่างน้อย 19 แห่งในช่วงวันที่ 9–11 ธันวาคม และ รพ.สต. ปิดรวม 198 แห่ง เฉพาะวันที่ 11 ธันวาคมในรายงานล่าสุด ตัวเลขสำคัญคือ


โรงพยาบาลปิดชั่วคราว 12 แห่ง

โรงพยาบาลปิดบางส่วน 8 แห่ง

รพ.สต. ปิดชั่วคราว 198 แห่ง

เคลื่อนย้ายผู้ป่วย 634 ราย ไปยังพื้นที่ปลอดภัย


พื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม อุบลราชธานี–ศรีสะเกษ–สุรินทร์–บุรีรัมย์–สระแก้ว–ตราด ซึ่งเป็นแนวชายแดนด้านตะวันออกทั้งหมด


การปิดโรงพยาบาลจำนวนมากเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหมายถึง

ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิหยุดชะงัก

การรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังถูกขัดจังหวะ

ผู้ป่วยฟอกไต หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังต้องการการดูแลต่อเนื่องจึงมีความเสี่ยงสูงทันที


กระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศเปิด โรงพยาบาลสนามขนาด 100 เตียงที่ จ.สระแก้ว และจับคู่โรงพยาบาลระหว่างเขตสุขภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าการส่งต่อผู้ป่วยสามารถทำได้แม้สถานการณ์รุนแรงขึ้น



◤ การอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ศูนย์พักพิงกว่า 900 จุด – ประชาชนกว่า 2 แสนคน


จำนวนประชาชนที่ต้องอพยพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามความรุนแรงของสถานการณ์ ข้อมูลเมื่อ 11 ธันวาคมระบุว่า


ศูนย์พักพิง 934 จุด

ประชาชนเข้าพัก 258,617 คน (บางช่วงวันเพิ่มขึ้นรวดเร็วจาก 147,000 คน)

กลุ่มเปราะบางรวมกว่า 46,000 คน ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ผู้ป่วยฟอกไต หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยจิตเวช


จำนวนนี้สะท้อนว่าไทยกำลังเผชิญภาวะคล้าย “วิกฤตผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDP crisis)” ในระดับจังหวัด ซึ่งไม่ใช่ภาพที่ไทยคุ้นเคย


การบริหารศูนย์พักพิงในภาวะเช่นนี้ต้องผสานงานด้าน

การแพทย์

อนามัยสิ่งแวดล้อม

ความมั่นคง

การคัดกรองโรคติดต่อ

การดูแลสุขภาพจิต

ระบบสื่อสารถูกต้องเพื่อลดข่าวลวง


กระทรวงสาธารณสุขต้องส่งทีมลงพื้นที่จำนวนมาก เช่น

ทีม Mini-MERT / MERT

ทีม ALS

ทีมสอบสวนควบคุมโรค

ทีมด้านจิตใจ MCATT


โดยพบว่ามีผู้ประสบความเครียดสูงหลายร้อยราย ซึ่งต้องได้รับการดูแลเชิงจิตวิทยาในทันทีเพื่อป้องกันภาวะฉุกเฉินด้านจิตใจ



◤ ตอบสนองเชิงระบบ ”Telemedicine–Telepharmacy“ และแผนส่งต่อผู้ป่วยข้ามเขตสุขภาพ


สิ่งที่น่าสนใจคือ สถานการณ์ครั้งนี้ผลักให้ระบบสาธารณสุขต้องเร่งใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์มากขึ้น โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ระบุว่าการดูแลผู้ป่วยในศูนย์พักพิงจะใช้ Telemedicine และ Telepharmacy เพื่อให้ผู้ป่วยได้ปรึกษาแพทย์–รับยา–ติดตามอาการได้ แม้โรงพยาบาลใกล้บ้านจะปิดบริการชั่วคราว


ขณะเดียวกัน กระทรวงยังทำ Table Top Exercise เพื่อเตรียมส่งต่อผู้ป่วย หากสถานการณ์รุนแรงจนต้องเคลื่อนย้ายจำนวนมาก โดยกำหนดคู่เขตสุขภาพ เช่น

เขต 10 → เขต 8

เขต 9 → เขต 7

เขต 6 → เขต 4


พร้อมการระบุเส้นทาง–ระยะเวลา–ลำดับการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดการสูญเสียเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง



◤ วิกฤตที่ท้าทาย “ศักยภาพรัฐไทย” ในการจัดการสงคราม–มนุษยธรรมพร้อมกัน


สถานการณ์ชายแดนครั้งนี้ทำให้เห็นความจริงสามประการเกี่ยวกับศักยภาพของรัฐไทยในการรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต


ข้อแรก ความมั่นคงกับงานสาธารณสุขต้องเดินคู่กัน


ในพื้นที่ปะทะ การรักษาชีวิตผู้บาดเจ็บทหาร–พลเรือนต้องเป็นภารกิจลำดับแรกพอ ๆ กับการควบคุมพื้นที่ของกองทัพ เหตุจรวดตกใกล้โรงพยาบาลทำให้ประเทศไทยต้องทบทวนมาตรการคุ้มครองพื้นที่แพทย์ตามหลักสากล และสร้างเครือข่ายการป้องกันทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น


ข้อสอง ระบบสาธารณสุขไทยมีความยืดหยุ่นสูง แต่ไม่ไร้ขีดจำกัด


การปิดโรงพยาบาลหลัก 12 แห่ง ในหลายจังหวัดและการย้ายผู้ป่วยจำนวนมาก เป็นบททดสอบศักยภาพด้าน

การกระจายทรัพยากร

ความพร้อมเตียง ICU

การประสานงานระหว่างจังหวัด


แม้รัฐสามารถตั้งโรงพยาบาลสนาม และใช้ Telemedicine ได้อย่างรวดเร็ว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเกิดแรงกดดันทั้งบุคลากร งบประมาณ และเวชภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ข้อสาม วิกฤตด้านมนุษยธรรมอาจลุกลามเป็นวิกฤตสังคม–เศรษฐกิจ

การอพยพร่วมสองแสนคนส่งผลกระทบต่อ

อาชีพ

การศึกษา

รายได้ครัวเรือน

เศรษฐกิจชายแดน

ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความมั่นคงของ รัฐ


หากสถานการณ์ยาวนาน ผลกระทบจะไม่ใช่เฉพาะงานสาธารณสุข แต่จะต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิต การท่องเที่ยว และการขนส่งข้ามแดน



◤ มองไปข้างหน้า ไทยต้องเตรียมอะไรในวันที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย


แม้กองทัพจะยืนยันว่าไทย “ควบคุมสถานการณ์ได้” และปฏิบัติการเป็นไปตามแผน แต่ข้อมูลความสูญเสียและจำนวนผู้พลัดถิ่นบ่งชี้ว่าวิกฤตนี้ยังไม่จบง่าย ๆ สถานการณ์ที่ยังต้องจับตาคือ


1) ความเสี่ยงต่อสถานพยาบาลชายแดน


หลังเหตุ BM-21 ใกล้โรงพยาบาล การคุ้มครองสถานพยาบาลตามหลักมนุษยธรรมสากลต้องถูกยกระดับให้ชัดเจนกว่านี้


2) ภาระการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังในพื้นที่อพยพ


ผู้ป่วยฟอกไต หัวใจ หลอดเลือดสมอง หญิงตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงในศูนย์พักพิง การขาดการรักษาต่อเนื่องจะเพิ่มการสูญเสีย


3) สุขภาพจิตประชาชน


ตัวเลขผู้มีความเครียดสูงหลายร้อยรายในช่วงสั้น ๆ สะท้อนภาวะกดดันทางใจที่อาจกลายเป็นปัญหาระยะยาว


4) การประสานงานข้ามกระทรวง


ไม่ใช่แค่ทหาร–สาธารณสุข แต่รวมถึงมหาดไทย พม. สื่อสาร–ดิจิทัล และองค์กรท้องถิ่นที่ต้องทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง



◤ วิกฤตชายแดนครั้งนี้คือตัวชี้วัด “ความพร้อมของรัฐไทย” ในโลกความมั่นคงยุคใหม่


สถานการณ์ปะทะไทย–กัมพูชาปลายปี 2568 ไม่ใช่เพียงประเด็นความมั่นคง แต่คือ “ภาพรวมระบบบริหารจัดการวิกฤตรัฐไทย” ที่ต้องรับมือกับทั้งการรุกคืบทางทหาร การดูแลผู้บาดเจ็บ การปกป้องสถานพยาบาล การอพยพครั้งใหญ่ และการรักษาเสถียรภาพประชาชนในศูนย์พักพิงหลายแสนคนพร้อมกัน


สิ่งที่ชัดเจนคือ กองทัพดำเนินปฏิบัติการตามแผนแม้มีความสูญเสีย ขณะที่สาธารณสุขไทยแสดงให้เห็นความคล่องตัวสูงในการจัดการผู้ป่วยและศูนย์พักพิง แต่ก็ต้องยอมรับว่าประชาชนยังเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอย่างมาก


โจทย์สำคัญต่อจากนี้คือ ไทยต้องทำให้การคุ้มครองพลเรือน การป้องกันสถานพยาบาล และการดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นส่วนหนึ่งของ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่” และต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใสเพื่อลดความตื่นตระหนก


สถานการณ์ชายแดนครั้งนี้อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดบทหนึ่งในรอบหลายปีว่า ความมั่นคงในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการปกป้องพรมแดนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง ความสามารถของรัฐในการปกป้องชีวิต สุขภาพ และศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน แม้ในวันที่เสียงปืนยังไม่สงบก็ตาม


#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์ 

ความคิดเห็น