สาธารณสุขไทย ปี 68 วิกฤตที่รอคำตอบ | เก็บตกจากวชิรวิทย์
ระบบสาธารณสุขไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญอีกครั้ง เมื่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิทธิการรักษา ปัญหาใบส่งตัว งบประมาณไม่พอ และวิกฤตกำลังคน กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเลือกตั้งครั้งนี้
โจทย์ท้าทายในระบบสาธารณสุขกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเลือกตั้งครั้งนี้ และเป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตาว่า พรรคการเมืองใดจะมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการยกระดับระบบสุขภาพของประเทศให้ดีขึ้น
ตั้งแต่ต้นปี 2568 จะเห็นว่ามีปัญหาและความท้าทายหลายด้านเกิดขึ้นในระบบสุขภาพ โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำของสิทธิการรักษาพยาบาลระหว่าง 3 กองทุนหลัก ประกันสังคม บัตรทอง และสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งยังคงหาทางออกที่ชัดเจนไม่ได้
ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง คือ สิทธิทำฟันของผู้ประกันตนที่จำกัดเพดานไว้ปีละ 900 บาท สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียม เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิบัตรทอง นำไปสู่คำสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการรวม 3 กองทุน ในช่วงรัฐบาลแพทองธาร แต่กระบวนการดังกล่าวก็หยุดชะงักและเงียบหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
แม้ระบบบัตรทองจะถูกมองว่ามีสิทธิรักษาที่ครอบคลุม แต่ก็เผชิญปัญหาการเงิน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการโดยตรงโดยเฉพาะปัญหาใบส่งตัว ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษา ทั้งยังสร้างความยากลำบากในการเดินทางรักษาตัว ซ้ำเติมภาวะเจ็บป่วย
ขณะเดียวกัน การจ่ายชดเชยค่ารักษาให้กับโรงพยาบาล ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง เช่น ค่า Adjusted RW ที่ปรับลดลงในช่วงปลายปีงบประมาณ ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งประสบภาวะขาดทุน เงินบำรุงติดลบ และกระทบต่อการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์
ขณะที่วิกฤตกำลังคนในระบบสาธารณสุข บุคลากรจำนวนมากต้องทำงานหนักเกินกำลัง บางกรณีมีชั่วโมงการทำงานต่อเนื่องยาวนานถึง 48 ชั่วโมงโดยไม่ได้พักผ่อน เกิดภาวะหมดไฟ (burnout) และนำไปสู่การลาออกของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขจากระบบโรงพยาบาลรัฐ อย่างต่อเนื่อง
จะมีมาตรการใดในการจูงใจให้แพทย์และบุคลากรอยู่ในระบบต่อไป ควบคู่กับการวางแผนผลิตกำลังคนด้านสุขภาพเพิ่มอย่างจริงจัง ปัจจุบันมีข้อเสนอเชิงนโยบายและเครื่องมือทางกฎหมายหลายฉบับที่ถูกจับตา ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติกระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอให้แยกออกจากระบบ ก.พ. รวมถึงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งยังต้องรอดูว่าจะได้รับการผลักดันในรัฐสภาชุดหน้าอย่างจริงจังหรือไม่
อีกด้านหนึ่ง ระบบบริการปฐมภูมิซึ่งถูกวางให้เป็นความหวังหลักในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การส่งเสริมป้องกันโรค และการลดภาระโรงพยาบาลขนาดใหญ่ กลับยังไม่เห็นความคืบหน้ามากนัก คลินิกชุมชนอบอุ่น ซึ่งเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิสิทธิ์บัตรทองที่เข้าถึงได้ ก็มีปัญหาการเบิกจ่ายเช่นกัน การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังมีช่องว่างและปัญหาที่ต้องถกเถียง ขณะที่แนวคิด “หมอประจำครอบครัว” ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนทั่วไปสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน
ในทางกลับกัน บทบาทของ อสม. กลับมีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างมาก การผลักดันร่างพระราชบัญญัติ อสม. จากทุกพรรคการเมือง แต่คำถามสำคัญคือ บทบาทของ อสม. จะถูกพัฒนาและเชื่อมโยงเข้ากับระบบบริการปฐมภูมิในระยะยาวอย่างไร เพื่อให้เป็นพลังหลักในการดูแลสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนในภาพรวมที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดว่า พรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาระบบสาธารณสุขอย่างจริงจัง พร้อมนำเสนอนโยบายที่ชัดเจน ทำได้จริง ตอบโจทย์ ทั้งผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ ที่ต้องหาจุดสมดุลกันต่อไป
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น