วิกฤตชั่วโมงทำงานบุคลากรทางการแพทย์ ร่างกฎหมายไหน ตอบโจทย์ที่สุด | เก็บตกจากวชิรวิทย์

ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลาออกของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงปัญหาภาระงาน ชั่วโมงการทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการบริการและความปลอดภัยของผู้ป่วย 


เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับในระดับนโยบาย ขณะนี้มี สองร่างกฎหมายสำคัญ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและถกเถียงในสังคม ได้แก่ 

 

  • ร่างกฎหมายกำหนดชั่วโมงการทำงานบุคลากรทางการแพทย์
  • ร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) 

 


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ แจกแจงและเปรียบเทียบรายละเอียดของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ผลกระทบ และแนวทางที่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 


สว.วีระพันธ์ ดัน ร่าง กม.จำกัดชั่วโมงทำงานแพทย์ 

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่แพทย์และพยาบาลต้องทำงานหนักเกินกำลัง บางครั้งถึงสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมงขึ้นไป ล่าสุดมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับความเหน็ดเหนื่อยมานาน

 

เดือน ส.ค. 2568 นายแพทย์วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขวุฒิสภา ได้เดินหน้าผลักดันร่างพระราชบัญญัติกำหนดชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นผลงานการเสนอของรองศาสตราจารย์นายแพทย์เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ที่มุ่งหวังจะแก้ไขปัญหาการทำงานหนักเกินกำลังของบุคลากรสาธารณสุข

 

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญที่ครอบคลุมการกำหนดชั่วโมงทำงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างชัดเจนและเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็นหลายหมวดหมู่ตามลักษณะการทำงาน

 

  • สำหรับเวลาราชการปกติ บุคลากรทางการแพทย์จะทำงานตามเวลาที่กำหนดไว้เช่นเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือการกำหนดเวลาทำงานนอกเวลาราชการ ซึ่งต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และที่สำคัญคือต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของบุคลากร ไม่สามารถบังคับได้
  • การทำงานในวันหยุดราชการก็ได้รับการกำหนดขอบเขตใหม่ โดยสามารถทำงานได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และต้องไม่เกิน 2 วันติดต่อกัน ยกเว้นกรณีที่ต้องอยู่เวร on call ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์พิเศษ
  • สำหรับระบบเวร on call ที่เป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการทางการแพทย์ ร่างกฎหมายยังคงอนุญาตให้สามารถเรียกตัวบุคลากรมาปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น แต่ต้องมีการกำหนดเวลาพักผ่อนที่ชัดเจนและเพียงพอ
  • การทำงานเวรดึกซึ่งเป็นภาระหนักของบุคลากรทางการแพทย์ ได้รับการปรับปรุงโดยกำหนดให้เมื่อเลิกเวรแล้ว บุคลากรต้องได้รับเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และจำกัดการทำเวรดึกไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ในส่วนของชั่วโมงพักผ่อน ร่างกฎหมายกำหนดให้บุคลากรต้องได้รับเวลาพักไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต้องมีวันพักอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์
  • สำหรับกรณีฉุกเฉิน ร่างกฎหมายยังคงเปิดช่องให้สามารถเรียกบุคลากรมาทำงานได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่สามารถใช้เหตุผลนี้ในการเรียกบุคลากรมาทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ

 

สหภาพแพทย์ฯ หวั่น แก้ปัญหาบุคลากรได้เพียงบางส่วน

 

อย่างไรก็ตาม มีเสียงเตือนจากสหภาพแพทย์ ชี้ให้เห็นว่า การจำกัดชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ต่อปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ และหากนำมาใช้โดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการแก่ประชาชนได้

 

แพทย์หญิงชุตินาถ ชินอุดมพร ผู้แทนสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เธอชี้ให้เห็นว่า แม้ร่างกฎหมายจะดูเป็นความหวังใหม่ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่เอี่ยม หากแต่เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน

 

“เดิมทีสหภาพเราเคยเสนอให้จำกัดชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และในร่างของอาจารย์เมธีก็มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่า การทำงานนอกเวลาราชการต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์” แพทย์หญิงชุตินาถอธิบาย

 

การพัฒนาร่างกฎหมายนี้ได้รับการสนับสนุนจากแพทยสภา และเคยมีการออกประกาศในปี 2565 สำหรับแพทย์อินเทิร์นเป็นการเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้ในทางปฏิบัติยังคงเป็นความท้าทายใหญ่

 

ประเด็นหลักที่สหภาพแพทย์กังวลคือ หากกำหนดชั่วโมงการทำงานโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อการให้บริการผู้ป่วยโดยตรง เนื่องจากในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากบังคับใช้กฎหมายทันที โรงพยาบาลบางแห่งอาจต้องปิดให้บริการในบางช่วงเวลา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการรับบริการ

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้เสนอร่างกฎหมายจึงได้วางบทเฉพาะกาลไว้ เพื่อให้มีช่วงเวลาในการปรับตัวและเตรียมมาตรการรองรับ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและกระทบต่อการให้บริการน้อยที่สุด

 

 

หัวใจของร่างกฎหมาย คือการคุ้มครองการฟ้องหมอ 

 

แพทย์หญิงชุตินาถอธิบายว่า หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างหลักประกัน 2 ประการสำคัญ 

 

ประการแรก เกี่ยวกับความรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาดในการรักษา หากแพทย์ต้องทำงานเกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งมีหลักฐานทางวิชาการชี้ชัดว่าจะทำให้เสี่ยงต่อสุขภาพของแพทย์และคุณภาพการปฏิบัติงาน เมื่อเกิดความผิดพลาด ความรับผิดชอบไม่ควรตกอยู่กับแพทย์เพียงฝ่ายเดียว แต่รัฐควรมีส่วนรับผิดชอบร่วมด้วย

 

“ที่ผ่านมาหมอมักถูกฟ้องเป็นการส่วนตัว แม้โรงพยาบาลจะช่วยเหลือก็ตาม แต่หากรัฐบังคับให้ทำงานเกินกำลัง รัฐก็ควรรับผิดชอบส่วนหนึ่งด้วย” เธอกล่าว

 

ประการที่สอง เกี่ยวกับการจำกัดการเรียกแพทย์มาทำงานเกินชั่วโมง ควรจำกัดเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่เช่นนั้นภาระและความเสี่ยงทั้งหมดจะตกอยู่กับแพทย์ผู้ปฏิบัติงานอย่างไม่เป็นธรรม

 

ความกังวลจากพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล

 

แม้ร่างกฎหมายจะมุ่งแก้ปัญหาการทำงานหนักเกินกำลัง แต่แพทย์หญิงชุตินาถชี้ให้เห็นถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล

 

สำหรับแพทย์ที่มีรายได้สูงกว่าวิชาชีพอื่น การจำกัดชั่วโมงทำงานอาจช่วยแก้ปัญหาการลาออกได้บางส่วน แต่สำหรับพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการทำงานล่วงเวลาหรือขึ้นเวร หากถูกจำกัดชั่วโมงทำงาน รายได้จะลดลงอย่างมาก

 

“พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลหลายคน พึ่พารายได้จากโอทีและการขึ้นเวร หากถูกจำกัด รายได้จะหายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บุคลากรกลุ่มนี้เสี่ยงลาออกเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะระบบขาดแคลนอยู่แล้ว” แพทย์หญิงชุตินาถเตือน

 

ความกังวลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา การแก้ไขในมิติหนึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ในอีกมิติหนึ่ง หากไม่มีการวางแผนและเตรียมมาตรการรองรับอย่างครอบคลุม

 

ร่างกฎหมายแยก สธ. ออกจาก กพ.ไร้ความคืบหน้า 

 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับร่างกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานฯ ในแง่บวก โดยยืนยันว่าไม่มีการขัดข้อง และเห็นว่าเป็นอีกทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหา

 

“ผมพร้อมรับฟังทุกแนวทาง รวมถึงร่างกฎหมายที่เสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎร ไม่ขัดข้อง และเห็นว่าเป็นอีกทางเลือกที่ดี” นายสมศักดิ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เขาได้ยอมรับความจริงที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการสาธารณสุข ที่เคยผลักดันเพื่อแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ยังไม่มีความคืบหน้า จึงต้องใช้มาตรการเสริมอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา 

 

การแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจาก ก.พ. เป็นประเด็นที่บุคลากรสาธารณสุขรอคอยมาเป็นเวลานาน เพราะคาดหวังว่าจะทำให้การบริหารงานบุคคล การกำหนดตำแหน่ง และการให้ค่าตอบแทนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ด้วยความซับซ้อนทางการเมืองและการบริหาร การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงเป็นไปอย่างช้าๆ 

 

อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถทำได้ด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการหลายด้านควบคู่กัน

 

“การปรับเวลาการทำงานไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพการบริการประชาชนเป็นหลัก ขณะเดียวกันการลดภาระงานควรมาจากการป้องกันโรค ทำให้คนมีสุขภาพดี ลดการมาโรงพยาบาล และบรรเทาภาระของบุคลากรทางการแพทย์” เขาอธิบาย

 

แนวทางการแก้ปัญหาที่นายสมศักดิ์เสนอมีหลายมิติ ทั้งการเพิ่มการผลิตบุคลากรใหม่ แต่วิธีนี้ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาและฝึกอบรม และการลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ซึ่งคิดเป็น 3 ใน 4 ของผู้ป่วยนอกทั้งหมด หากสามารถป้องกันและควบคุมโรคกลุ่มนี้ได้ จะช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก

 

ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้ทันสมัยขึ้น ผ่านการจัดตั้งมินิคลินิก การพัฒนาบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการดึงบุคลากรที่เกษียณแล้วหรือบุคลากรจากภาคเอกชนเข้ามาช่วยเสริมระบบบริการ

 

ระบบสาธารณสุขไทย สมองไหลต่อเนื่อง 

 

ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับการสูญเสียข้าราชการพลเรือนสามัญในกระทรวงสาธารณสุข

 

จากข้อมูลกำลังคนภาครัฐ ปี 2567 ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พบว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2564-2567 กระทรวงสาธารณสุขสูญเสียข้าราชการไปถึง 33,853 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากและสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

 

ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงปริมาณการสูญเสียที่สูง แต่ยังสะท้อนถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการลาออกของบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งมีสาเหตุหลากหลาย ทั้งภาระงานที่หนัก ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาสม สภาพการทำงานที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ และโอกาสในการก้าวหน้าที่จำกัด

 

การสูญเสียบุคลากรในจำนวนมากนี้ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม เพราะไม่เพียงแต่ทำให้จำนวนบุคลากรลดลง แต่ยังทำให้บุคลากรที่เหลืออยู่ต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้น ซึ่งกลายเป็นวงจรที่ทำให้ปัญหาเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

 

เปรียบเทียบ 2 ร่างกฎหมายแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ 

 

จากมุมมองของสหภาพแพทย์ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์มีสาเหตุหลากหลาย ไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วโมงการทำงานเท่านั้น การแก้ไขเพียงปัจจัยเดียวโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่น อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน 

 

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของบุคลากรสาธารณสุขในการอยู่หรือออกจากงาน ได้แก่ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับภาระงาน สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย โอกาสในการพัฒนาตนเองและก้าวหน้าในอาชีพ การได้รับการเคารพและยอมรับจากสังคม และความมั่นคงในการทำงาน 

 

หากพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างร่างกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานกับร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจาก ก.พ. จะเห็นว่าทั้งสองมาตรการต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง 

 

ร่างกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานแพทย์มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของแพทย์ ลดความเหนื่อยล้า และลดความเสี่ยงเกิดความผิดพลาดทางการแพทย์ การจำกัดชั่วโมงทำงานให้เหมาะสมเป็นมาตรการสำคัญที่ประเทศยุโรปหลายแห่งได้นำไปใช้ร่วมกับการปรับค่าตอบแทนและสวัสดิการ การลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์ และการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เกิดความเครียด

 

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยจะนำร่างกฎหมายนี้ไปปฏิบัติ ควรพิจารณาควบคู่กับการเพิ่มจำนวนบุคลากร การปรับตารางเวร และการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และเทคนิค เพราะการจำกัดชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว อาจกระทบต่อความพร้อมของโรงพยาบาล และการเข้าถึงบริการของประชาชน หากไม่มีมาตรการเสริมที่เหมาะสม

 

ในขณะที่ร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจาก ก.พ. มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น การปรับโครงสร้างนี้ทำให้การจัดสรรงบประมาณ การวางแผนบุคลากร และการดำเนินนโยบายสาธารณสุขเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน แต่ก็ต้องใช้เวลาและทรัพยากรสูงในการปรับระบบ และต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนหรือความไม่ชัดเจนในการบริหาร

 

เมื่อเปรียบเทียบกัน ร่างจำกัดชั่วโมงทำงานแพทย์มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตบุคลากรและความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก ในขณะที่ร่างแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจาก ก.พ. มุ่งเน้นปรับโครงสร้างการบริหารและเพิ่มความคล่องตัวเชิงนโยบาย แม้เป้าหมายจะต่างกัน แต่ทั้งสองร่างล้วนมีผลต่อประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขไทยทั้งสิ้น

 

 

เปรียบเทียบร่างกฎหมาย จำกัดชั่วโมงทำงานแพทย์ กับ ร่างกฎหมายแยก สธ. ออกจาก ก.พ.


ร่างกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานแพทย์

ร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจาก ก.พ.

วัตถุประสงค์

- ปกป้องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของแพทย์
-ลดความเหนื่อยล้าและความเสี่ยงเกิดความผิดพลาด

- เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการตัดสินใจ ออกระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ
- สธ.บริหารคนคล่องตัวและอิสระมากขึ้น

ผู้ผลักดัน

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รอง ปธ.กมธ.สธ.วุฒิสภา

 

กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

 

กลุ่มเป้าหมาย

แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์

โครงสร้างการบริหารราชการ กระทรวงสาธารณสุข

ผลกระทบต่อบุคลากร

ปรับชั่วโมงทำงาน ลดชั่วโมงล่วงเวลา อาจต้องปรับระบบเวร

อาจเปลี่ยนโครงสร้างการจัดการบุคลากรและขั้นตอนบริหาร แต่อาจไม่กระทบชั่วโมงทำงานตรงต่อแพทย์โดยตรง

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

หากไม่มีการเพิ่มจำนวนบุคลากร อาจกระทบการให้บริการประชาชน

- ต้องมีกรอบการกำกับดูแลชัดเจน หากไม่ระวัง อาจเกิดความซ้ำซ้อน
- อาจต้องใช้งบประมาณบุคลากรจำนวนมาก

ความคืบหน้า

- อยู่ในขั้นตอนการยกร่างและรับฟังความคิดเห็น
- รณรงค์ให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 10,000 รายชื่อ

- อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐบาล โดยล่าสุด (28 ธันวาคม 2567) อยู่ในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) 

 

 

โมเดลแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ในต่างประเทศ

 

เมื่อมองไปยังประเทศอื่นๆ ที่เคยประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน จะพบว่ามีหลายแนวทางที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

 

โมเดลยุโรป (EU)

หลายประเทศในยุโรปนำระบบการจำกัดชั่วโมงทำงานมาใช้เป็นเวลานาน โดยอ้างอิงตาม European Working Time Directive ซึ่งจำกัดชั่วโมงทำงานสูงสุดที่ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตัวอย่างเช่น ประเทศนอร์เวย์และเยอรมนี นโยบายนี้ควบคู่กับการปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการ การลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์ และการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ผลจากการจำกัดชั่วโมงทำงานพบว่า ช่วยลดความเหนื่อยล้าของแพทย์ และยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพการรักษาของโรงพยาบาลได้ดี

 

โมเดลญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นกำหนดชั่วโมงล่วงเวลาไม่เกิน 960 ชั่วโมงต่อปี (เฉลี่ย 80 ชั่วโมงต่อเดือน) เพื่อป้องกันการทำงานหนักเกินไป แต่ยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขอย่างรุนแรง จึงมีการผลักดัน Work Style Reform ที่เน้นการปรับวิธีทำงานและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการสุขภาพ รวมทั้งการสนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแพทย์เฉพาะทาง

 

โมเดลอเมริกาเหนือ

ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีการกำหนดมาตรฐานชั่วโมงทำงานที่ปลอดภัย (safe hours) โดยแพทย์ไม่ควรทำงานเกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผลการศึกษาชี้ว่า การจำกัดชั่วโมงทำงานอย่างเหมาะสม ช่วยลดความผิดพลาดทางการแพทย์ และยังรักษาคุณภาพการรักษาผู้ป่วยได้

 

โมเดลเอเชีย-แปซิฟิก

ประเทศสิงคโปร์ใช้กลยุทธ์ดึงดูดบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลกด้วยโอกาสในการพัฒนาทักษะและสิทธิประโยชน์ทางการเงินที่แข่งขันได้ ขณะที่ออสเตรเลียเน้นการกระจายบุคลากรสู่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้การบริการสุขภาพครอบคลุมทุกภูมิภาค

 

 

บทเรียนจากประเทศเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การจำกัดชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การสร้างระบบสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน การฝึกอบรม การจัดสรรงาน และการดูแลด้านจิตใจ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างยั่งยืนและรักษาคุณภาพการบริการให้สูงสุด 

 

 

 

 


ความคิดเห็น