“บางบาล” ต้องท่วมทุกปีจริงหรือ? น้ำท่วมธรรมชาติ หรือจัดการน้ำไม่เป็นธรรม | เก็บตกจากวชิรวิทย์

  • ชาวบางบาลต้องเผชิญน้ำท่วมทุกปี ทั้งบ้านเรือน ถนน และชีวิตประจำวัน แม้จะชินแต่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเลือกได้ ชีวิตในทุ่งรับน้ำ ชาวบ้านแบกรับภาระแทนเมืองใหญ่
  • ระบบการระบายน้ำและการเปิด–ปิดประตูน้ำไม่สอดประสาน ส่งผลให้บางพื้นที่ท่วมหนักเกินจำเป็น ชาวบ้านมองว่าเป็นผลจาก “การจัดการ” มากกว่าธรรมชาติ
  • การช่วยเหลือจากรัฐยังล่าช้า ไม่ครอบคลุม และไม่สะท้อนความเสียหายจริง โดยเฉพาะค่าเสียโอกาสด้านอาชีพและการศึกษาของเด็ก ๆ
  • แม้กฎหมายกำหนดให้ สทนช. มีอำนาจกำกับการจัดการน้ำระดับประเทศ แต่กลับปล่อยให้กรมชลประทานแบกรับฝ่ายเดียว ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน
  • การขยายตัวของบ่อทรายและโครงการก่อสร้างในทุ่งบางบาล ลดศักยภาพในการรับน้ำ และสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำเติมเกษตรกร



อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่สังคมไทยรู้จักกันดีในฐานะ “ทุ่งรับน้ำ” แห่งลุ่มเจ้าพระยา ทุกครั้งที่น้ำเหนือไหลบ่า ทุกปีที่พายุฝนสาดซัดลงมา ชาวบ้านในบางบาลแทบจะกลายเป็นด่านแรกที่ต้องน้ำท่วมบ้าน ท่วมถนน ท่วมชีวิต ความจริงที่ว่า “บางบาลท่วมทุกปี” ไม่ใช่เพียงคำบ่น หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างการจัดการน้ำของประเทศที่ยังหาคำตอบที่ยั่งยืนไม่ได้ 


ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางหลวง บางบาล และชุมชนโดยรอบ บางครอบครัวต้องย้ายขึ้นมาอยู่บนเต็นท์พักชั่วคราวริมคันกั้นน้ำ บางครอบครัวเลือกที่จะอยู่เฝ้าบ้าน แม้จะต้องพายเรือเข้าออกทุกวัน ความคุ้นชินกับน้ำท่วมที่ชาวบ้านเอ่ยปากว่า “อยู่กับน้ำจนชิน” ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเต็มใจรับ หากแต่เป็นการยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก




บางบาล “ทุ่งรับน้ำ” ของประเทศ?


นางทองเจือ ไม้อบเชย อายุ 87 ปี ชาวบ้าน ต.บางหลวง อ.บางบาล เล่าว่าปีน้ำเริ่มท่วมตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 และขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปีนี้แม้จะยังไม่หนักเท่าปี 2554 หรือปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูน้ำหลาก สถานการณ์จะรุนแรงกว่านี้หรือไม่


ยายทองเจือ


“ท่วมทุกปี ปีไหนมากปีไหนน้อย แต่ไม่เคยหายไปเลย… ถ้าปล่อยมาเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเมื่อไหร่ น้ำก็จะท่วมหนัก” เธอกล่าว ถึงแม้จะเคยชิน แต่ก็ยังรู้สึกเบื่อ เพราะน้ำท่วมหมายถึงความลำบาก ทั้งการอยู่ การกิน และการซ่อมแซมบ้าน


ยายแสวง


ด้าน นางแสวง จันทรพิทักษ์ อายุ 77 ปี จากชุมชนบางหลวง ที่อาศัยอยู่กับเหลนวัย 6 ขวบ เล่าว่า บ้านของเธอถูกน้ำท่วมมาแล้วกว่า 2 สัปดาห์ บางครั้งต้องพายเรือเข้าออก ส่งหลานไปโรงเรียนซึ่งเพิ่งปิดไปหนึ่งสัปดาห์เพราะน้ำท่วม


“อยุธยาท่วมทุกปี ไม่เคยเว้น…น้ำจะมากจะน้อยก็ท่วมทุกปี” ยายแสวงบอกและตั้งคำถามว่าทำไมปัญหาการจัดการน้ำที่พูดกันมายาวนานจึงยังแก้ไม่ได้เสียที แม้จะอยู่กับน้ำมานานจนชิน แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ท่วมอีก “ไม่ท่วมดีกว่า อยู่สบายกว่าลูกหลานไม่ต้องลำบาก”


ขณะที่เงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วมที่ชาวบ้านได้รับในแต่ละปีได้ไม่เท่ากัน ปีที่แล้วชาวบ้านบอกว่าได้เยอะหลังละ 9,000 บาทเท่ากันทุกหลัง แต่ปีนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด และกว่าจะได้รับเงินก็มักจะล่าช้ามาโดยตลอด จึงมองว่าไม่คุ้ม อยากให้น้ำไม่ท่วมเลยจะดีกว่า


แนวโน้มน้ำท่วมภาคกลางปี 2568


อำเภอบางบาล เป็นหนึ่งใน 6 อำเภอของพระนครศรีอยุธยา ที่ต้องรับน้ำจากตอนบน เพื่อไม่ให้ปริมาณมหาศาลไหลเข้ากรุงเทพฯ บ้านหลายหลังจึงถูกออกแบบยกใต้ถุนสูง หรือ “ดีดบ้าน” ให้พ้นระดับน้ำ แต่ก็ยังไม่สามารถรับมือได้ทั้งหมด หากปีใดน้ำมากเกินไป บ้านเรือนและวิถีชีวิตก็ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




สิ่งที่สะท้อนจากบางบาลจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง ความเคยชินกับน้ำท่วม แต่คือคำถามเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยจะสามารถจัดการน้ำได้จริงหรือไม่ เพื่อให้พื้นที่รับน้ำเช่นนี้ไม่ต้องตกอยู่ในวังวนความเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เพราะ “การอยู่ในพื้นที่รับน้ำ” ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านจะต้องยอมรับสภาพเสมอไป หากรัฐยังไม่มีระบบการชดเชยและเยียวยาที่เพียงพอ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ประชาชนต้องสูญเสีย


ขณะที่ “แนวโน้มสถานการณ์น้ำ” แม้ขณะนี้ฝนจะทิ้งช่วงไปบ้าง 1–2 วัน แต่ต้องเฝ้าจับตาว่าภายในไม่กี่วันข้างหน้ามีโอกาสเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะปัจจัยหลายอย่างยังคงกดดัน โดยเฉพาะน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่กำลังปล่อยน้ำลงมาเติมแม่น้ำเจ้าพระยา


ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เขื่อนภูมิพลมีน้ำราว 70% ระบายวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำเก็บกักอยู่ถึง 80% และระบายวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เขื่อนใหญ่กำลังทำหน้าที่ชะลอและทยอยระบายน้ำเพื่อไม่ให้พื้นที่ลุ่มต่ำได้รับผลกระทบในทันที


อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากร่องมรสุมเคลื่อนผ่านภาคกลางและมีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ระดับน้ำเจ้าพระยาจะยกตัวสูงขึ้น แม้การระบายที่เขื่อนเจ้าพระยาจะอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หากฝนตกหนักเติมน้ำลงมาในพื้นที่อย่างสิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี ระดับน้ำก็อาจควบคุมได้ยาก


ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงกันยายน–ตุลาคมยังเป็นฤดูที่พายุมีโอกาสเข้าสู่ประเทศไทย หากพายุเคลื่อนเข้ามาเสริมกับร่องฝนเหมือนกรณี “วิภา” หรือ “คาจิกิ” ในอดีต จะทำให้ฝนตกหนักเฉลี่ยมากกว่า 100 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ ทั้งตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตซ้ำเติมได้


อีกปัจจัยสำคัญคือ “น้ำทะเลหนุนสูง” ระหว่างวันที่ 18–23 กันยายน 2568 ระดับน้ำทะเลจะดันกลับเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้น้ำสูงตั้งแต่ปากอ่าวขึ้นมาถึงกรุงเทพฯ ปทุมธานี และบางครั้งอาจถึงพื้นที่ริมตลิ่งในอยุธยา หากทั้ง 4 ปัจจัย คือ น้ำเหนือ, ร่องฝน, พายุ และน้ำทะเลหนุน เกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสียหายอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา


แม้จะมีการบริหารจัดการน้ำดีขึ้นกว่าวิกฤตปี 2554 แต่ข้อมูลปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ปีนี้ก็ใกล้เคียงกับสถิติปีนั้น โดยปี 2554 มีน้ำรวมกว่า 22,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปี 2568 อยู่ที่ราว 25,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าไม่ต่างกันมากนัก ต่างเพียง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการรับมือไม่ให้ทั้ง 4 ปัจจัยเข้ามาพร้อมกัน





ศศิน” วอนเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ ไม่เกิน 1,900 ลบ.ม.


ล่าสุดวันที่ 16 กันยายน 2568 กรมชลประทานประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ แต่ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 40–60 เซนติเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะ อ.บางบาล อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางไทร และ อ.บางปะอิน ต้องเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก บ้านเรือนกว่า 25,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ


ทุ่งรับน้ำบางบาลและป่าโมก ซึ่งกรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำและท่อลอดเกือบทั้งหมดแล้ว กลายเป็นจุดรองรับมวลน้ำหลัก โดยมีการทยอยระบายเข้าทุ่งเพื่อควบคุมไม่ให้ท่วมถนนและบ้านเรือนในทุ่งรับน้ำโดยตรง




นายศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระด้านการจัดการน้ำ แสดงความกังวลว่า การระบายน้ำเกินกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กำลังสร้างความเดือดร้อนรุนแรงต่อชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำ เช่น คลองบางหลวง บางบาล และหัวเวียง ที่น้ำเอ่อล้นจนท่วมถึงชั้นสองของบ้าน ทำให้ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ตามปกติ


“หากยังปล่อยเกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาทีต่อไป จะทำให้ชาวบ้านที่ตอนนี้ต้องอาศัยอยู่ชั้นสองของบ้านไม่สามารถอยู่ได้อีก อาจต้องอพยพออกจากพื้นที่” นายศศินกล่าว 


เขาเรียกเรียกร้องให้กรมชลประทานพิจารณาลดอัตราการระบายน้ำลงมาอยู่ที่ 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาทีหรือต่ำกว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านยังคงพอใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตนเองได้


ขณะเดียวกัน การตัดสินใจ “เอาน้ำเข้าทุ่ง” ยังไม่สามารถทำได้ทันที ต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพราะเกี่ยวพันกับปฏิทินการทำนาของเกษตรกร ปีนี้การเกี่ยวข้าวล่าช้ากว่ากำหนด ชาวนาหลายพื้นที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ หากรีบปล่อยน้ำเข้าทุ่งอาจทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงต้องรอจังหวะที่เหมาะสม


ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การจัดการน้ำไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคการระบายน้ำ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร ชุมชน และภาครัฐ 


น้ำท่วมอยุธยา จัดการไม่เป็นระบบ หรือความไม่เป็นธรรม


ผศ.ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อธิบายว่า ในเชิงพื้นที่ อยุธยามี “ทุ่งรับน้ำ” ซึ่งออกแบบไว้เพื่อหน่วงและระบายน้ำ โดยมีคันกั้นน้ำ (ที่ส่วนใหญ่เป็นถนนชลประทาน) แบ่งเขตระหว่างพื้นที่รับน้ำและพื้นที่นอกทุ่งรับน้ำ ปกติแล้วน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจะระบายผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย แต่เมื่อมีปริมาณมาก มักเอ่อล้นเข้าพื้นที่ชุมชนนอกคันกั้นน้ำ


“คำถามคือ ทำไมไม่ระบายเข้าทุ่งรับน้ำที่เตรียมไว้ แต่ปัญหาก็คือเมื่อระบายเข้าไปแล้ว ระบบการเปิด-ปิดประตูน้ำกลับไม่ทำงานตามแผนที่วางไว้ น้ำจึงค้างอยู่และไม่สามารถผ่องถ่ายต่อได้”


ชาวบ้านมองน้ำท่วมไม่ใช่ธรรมชาติ แต่คือการจัดการ


ดร.อาทิตย์ชี้ว่า ชาวบ้านริมน้ำจำนวนมากยอมรับว่าพื้นที่ลุ่มต่ำย่อมท่วมเป็นปกติ หลายครัวเรือนยกบ้านหนีน้ำไว้แล้วตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่ที่สุดตามธรรมชาติ แต่ระดับและระยะเวลาน้ำท่วมปัจจุบันกลับสูงและนานกว่าที่ควรจะเป็น


“ตรงนี้ชาวบ้านสะท้อนชัดว่าเป็นผลจากการจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงธรรมชาติ”


สิ่งที่ประชาชนต้องการ ระบบที่สอดประสานและเยียวยาที่เป็นธรรม


ข้อเรียกร้องหลัก ๆ ที่ชาวบ้านต้องการคือ


1. การเปิด-ปิดประตูน้ำอย่างสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ลงมาถึงอยุธยา เพื่อกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ขังอยู่เฉพาะบางพื้นที่


2. การชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรม ปัจจุบันการช่วยเหลือยังล่าช้า ไม่ครอบคลุม และเน้นเพียงค่าซ่อมบ้านตามระเบียบกระทรวงการคลัง ขณะที่ชาวบ้านเสียโอกาสทั้งในด้านอาชีพและการศึกษา ซึ่งไม่ถูกนับรวม


“รัฐพูดเองว่า น้ำท่วมทุกปี แต่กลับไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า เช่น เต็นท์ เรือ หรือศูนย์อพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง นี่สะท้อนว่าระบบยังไม่พร้อมจริง”


ช่องว่างเชิงนโยบาย “สทนช.” กับอำนาจที่ยังไม่ถูกใช้


ตามกฎหมายทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีอำนาจสั่งการบูรณาการทุกหน่วยงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกปล่อยให้กรมชลประทานรับผิดชอบเกือบฝ่ายเดียว


“จริง ๆ แล้ว สทนช.ขึ้นตรงต่อนายกฯ และควรใช้กลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำเชื่อมโยงการจัดการระดับพื้นที่ แต่ทุกวันนี้เหมือนอำนาจไม่ถูกนำมาใช้จริง”


อีกประเด็นคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ปัจจุบันการทำประชาคมในทุ่งรับน้ำยังจำกัดแค่กลุ่มผู้ใช้น้ำจำนวนหลักร้อย ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จริงมีเป็นหมื่น “นี่คือความไม่สมดุลที่เสี่ยงจะสร้างความขัดแย้ง”


ปัจจุบันมีแผนงานแก้ไขน้ำท่วมทั้งสิ้น 8–9 โครงการ แต่ที่เดินหน้าเพียงโครงการคลองบางไทร หรือ “เจ้าพระยาสายที่ 2” ซึ่งเน้นปกป้องพระนครศรีอยุธยาและนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาทุ่งบางบาลหรือเสนา–ผักไหโดยตรง


“โครงการที่ควรช่วยจริง เช่น โครงการป่าสัก หรือโครงการผันน้ำไปอ่าวไทย กลับยังไม่คืบหน้า”


โมเดลกองทุนแบ่งปันภาระ


มีข้อเสนอจากนักวิชาการบางส่วนว่า ควรตั้ง กองทุนจากภาคเมืองและเอกชนที่ไม่ต้องรับน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายของชุมชนที่ต้องเป็นพื้นที่รับน้ำแทน


อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเองหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ก็ได้ลงทุนสร้างกำแพงและระบบป้องกันน้ำท่วมของตน ทำให้พวกเขามองว่า “ไม่ใช่รัฐจัดการ แต่เป็นความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานที่ป้องกันตนเองได้” จึงยังไม่เข้ามามีส่วนร่วมในกองทุนลักษณะนี้


“การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันยังมุ่งเน้นปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองสำคัญ ขณะที่พื้นที่รับน้ำถูกเพิกเฉยทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ และการเยียวยา ความเป็นธรรมจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง” ดร.อาทิตย์ ทิ้งท้าย


Google Map เผยทุ่งบางบาลพื้นที่เกษตรลด-บ่อทรายเพิ่ม กระทบศักยภาพรับน้ำ


นอกจากปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ อีกประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด คือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ใน ชาวบ้านบอกว่าทุ่งบางบาล เดิมทีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันกลับถูกแทนที่ด้วยธุรกิจบ่อทรายในอัตราที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างก้าวกระโดด โดยหลายบ่อมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง




หากตรวจสอบจากภาพถ่ายทางอากาศ หรือแม้แต่ดูผ่าน Google Map ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่า พื้นที่ทุ่งบางบาลถูกบ่อทรายและโครงการก่อสร้างต่าง ๆ เข้ามาเบียดแทนที่พื้นที่เกษตรกรรมเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขกว่าในอดีต




การขยายตัวของบ่อทรายไม่เพียงทำให้การจัดการน้ำเพื่อเข้าทุ่งบางบาลทำได้ยากขึ้น แต่ยังสร้างปัญหาตามมา ทั้ง ดินเค็ม ดินเสื่อมสภาพ และการแพร่กระจายของตะกอน ไปยังพื้นที่นาข้าวและเกษตรกรรมโดยรอบ ทำให้เกษตรกรเผชิญความเสี่ยงซ้ำซ้อนมากขึ้น


ขณะเดียวกัน ในยุครัฐบาล คสช. ยังมีคำสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา สร้าง บ่อขยะขนาดใหญ่ ในพื้นที่ทุ่งรับน้ำบางบาลอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งลดทอนศักยภาพของทุ่งในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ


คำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ “ปีนี้จะท่วมแค่ไหน”


คำถามใหญ่เวลานี้ จึงไม่ใช่แค่ “ปีนี้จะท่วมแค่ไหน” แต่คือ “เราจะทำให้การจัดการน้ำเป็นธรรมและเท่าเทียมได้หรือไม่” เพราะในขณะที่คนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ได้รับประโยชน์จากการที่พื้นที่ลุ่มน้ำรับภาระแทน แต่ชาวบ้านกลับต้องแบกรับความเสียหาย โดยไม่ได้รับการดูแลที่คุ้มค่า หากจะให้ระบบนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน 


รัฐต้องสร้างความสมดุลระหว่างคนในเมืองกับชุมชนรับน้ำ เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวางนโยบาย และจัดสรรการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมไปพร้อมๆกัน ขณะที่นักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า การชดเชยที่รัฐจัดให้มักไม่ครอบคลุม ทั้งช้าและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะค่าเสียโอกาสในการทำมาหากินและการศึกษาของเด็กๆ ในพื้นที่.

ความคิดเห็น