ป่วยแบบไหน ใช้-ไม่ใช้ “ใบส่งตัว” ลดความสับสนจาก “รักษาทุกที่” | เก็บตกจากวชิรวิทย์

  • ชัดเจนเรื่องใบส่งตัว สปสช. ชี้แจงเมื่อไหร่ต้องใช้และไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ช่วยลดความสับสนของผู้ป่วยและลดการสอบถามซ้ำไปยังสายด่วน 1330
  • กรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย, ผู้ป่วยต่างถิ่น, ผู้ป่วยฉุกเฉิน และผู้ป่วยมะเร็ง สามารถเข้ารับบริการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอใบส่งตัว ช่วยลดเวลาเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิต
  • เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยและการเปิดทางเทเลเมดิซีน ทำให้การรักษาต่อเนื่องมีความแม่นยำ ปลอดภัย และสนับสนุนบริการสุขภาพรูปแบบใหม่ทั่วประเทศ

 


สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาอธิบายหลักเกณฑ์การใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท หลังพบประชาชนยังสับสนเรื่องใบส่งตัว โดยชี้ชัด 4 กรณีไม่ต้องใช้ใบส่งตัว พร้อมย้ำว่ากรณีส่งต่อเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาเฉพาะทางยังคงจำเป็น เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย

 

ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่เรียกว่า “บัตรทอง 30 บาท” ซึ่งครอบคลุมประชากรไทยเกือบทั้งหมด มาตั้งแต่ปี 2545 โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้ารับการรักษาในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แม้ว่าระบบบัตรทองจะพัฒนาไปกว่า 23 ปี แต่ประชาชนยังเกิดความสับสนเกี่ยวกับ “ใบส่งตัว” หรือเอกสารที่ใช้ยืนยันสิทธิเมื่อผู้ป่วยต้องรับบริการต่อเนื่องหรือระดับสูงขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ กทม. หรือเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัดหรือเข้ารับบริการเฉพาะทางในโรงพยาบาลใหญ่

 

 

ทำไมต้องมีใบส่งตัว?

 

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ในฐานะโฆษก สปสช. ชี้แจงรายละเอียดชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาความสับสนนี้ โดยระบุว่า ใบส่งตัว เป็นเอกสารสำคัญที่ยืนยันว่า ผู้ป่วยได้รับการตรวจประเมินเบื้องต้นแล้ว และแพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในระดับที่สูงขึ้น เช่น โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย

 

หลักการคือ ผู้ป่วยบัตรทองต้องเข้ารับการรักษาที่ สถานพยาบาลประจำตัวที่ลงทะเบียนไว้ เป็นอันดับแรก เช่น โรงพยาบาลชุมชน หรือคลินิกชุมชนอบอุ่น แต่หากอาการซับซ้อนหรือจำเป็นต้องวินิจฉัยเฉพาะทาง แพทย์จะออกใบส่งตัวให้

 

ใบส่งตัวช่วยให้หน่วยบริการปลายทางสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติผู้ป่วย การรักษาก่อนหน้านี้ และการวินิจฉัยเบื้องต้น ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยและคุณภาพการรักษา

 

4 กรณีที่ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว

 

ทพ.อรรถพร ระบุว่า สปสช. กำหนด เงื่อนไขพิเศษ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องมีใบส่งตัว ได้แก่

                  1. เจ็บป่วยต่างถิ่น (Non-emergency in another province)

                  • ประชาชนที่เดินทางไปต่างจังหวัดและมีอาการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น ไข้หวัด ปวดท้อง หรือท้องเสีย

                  • สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง คลินิกชุมชนอบอุ่น หรือโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมระบบบัตรทองได้ทันที

                  2. เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (UCEP: Urgent & Critical Emergency)

                  • ครอบคลุม 6 กลุ่มอาการวิกฤติ เช่น หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หรือชักต่อเนื่อง

                  • ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด ทั้งรัฐและเอกชน โดยไม่ต้องมีใบส่งตัว

                  3. 30 บาทรักษาทุกที่ กรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย

                  • ครอบคลุม 32–42 กลุ่มอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย

                  • สามารถเข้ารับบริการปฐมภูมิได้ทันที เช่น คลินิกพยาบาล คลินิกเวชกรรม ร้านยาคุณภาพ แอปพลิเคชันหาหมอออนไลน์ หรือบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ เช่น ทำฟัน กายภาพบำบัด เจาะเลือด ตรวจแล็บตามแพทย์สั่ง

                  4. โรคมะเร็งรักษาทุกที่ (Cancer Anywhere)

                  • ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น โดยใช้เพียง ใบสรุปการรักษา หรือ ใบส่งข้อมูลผู้ป่วยครั้งแรก

                  •  หลังจากนั้นไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการรักษ



ป่วยแบบไหน ใช้-ไม่ใช้ “ใบส่งตัว”

 

ประเภทการเข้ารับบริการ

ต้องใช้ใบส่งตัว

ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว

การเข้ารับบริการตามปกติที่สถานพยาบาลประจำตัว

ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน หรือคลินิกชุมชนอบอุ่น
แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องส่งต่อเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาเฉพาะทาง


การส่งต่อเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาเฉพาะทาง

แพทย์ออกใบส่งตัวให้ผู้ป่วยนำไปยืนยันสิทธิ
ที่โรงพยาบาลศูนย์หรือมหาวิทยาลัย มีศักยภาพสูงกว่า

 


เจ็บป่วยต่างถิ่น (ไม่ฉุกเฉิน)


เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (UCEP)


30 บาทรักษาทุกที่ เจ็บป่วยเล็กน้อย


โรคมะเร็ง รักษาทุกที่ (Cancer Anywhere)


 

 

การชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้สิทธิบัตรทองของ สปสช. ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนหลายด้านอย่างชัดเจนช่วย ลดความสับสน จากนโยบายที่รัฐบาลใช้ชื่อว่า ”รักษาทุกที่“ ซึ่งอันที่จริงแล้ว รักษาทุกที่เฉพาะหน่วยบริการปฐมภูมิ เจ็บป่วยเล็กน้อย ถ้าป่วยหนักโรคยาก ต้องพบแพทย์เฉพาะทางยังต้องใช้ใบส่งตัว

 

การบอกไปตรงๆ ประชาชนจะสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อไหร่ต้องใช้ใบส่งตัว และเมื่อไหร่ไม่จำเป็นต้องใช้ ทำให้ลดความกังวลและลดการสอบถามข้อมูลซ้ำไปยังสายด่วน 1330 

 

ทั้งยังช่วยลดเวลาเดินทาง เพราะผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกลับไปยังสถานพยาบาลประจำเพื่อขอใบส่งตัวในกรณีที่ไม่จำเป็น จึงสามารถเข้ารับบริการได้ทันที เพิ่มความสะดวกและเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ต่างจังหวัดหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องเข้ารับบริการต่อเนื่อง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน เนื่องจากการเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้น ลดความล่าช้าในการวินิจฉัยและรักษา 

 

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้ารับการรักษาต่อเนื่องโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปขอใบส่งตัวซ้ำหลายครั้ง ขณะที่ผู้ป่วยฉุกเฉินก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที ลดความเสี่ยงต่อชีวิต

 

 

เปิดทาง “เทเลเมดิซีน” รองรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 

 

ขณะเดียวกันหน่วยบริการปลายทางจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเฉพาะกรณีที่จำเป็น ซึ่งช่วยลดการตรวจซ้ำและเพิ่มความปลอดภัยในการรักษา  

 

อย่างไรก็ตาม การไม่ต้องใช้ใบส่งตัวในบางกรณียังคงจำเป็นต้องมี ระบบตรวจสอบและประเมินผล เพื่อป้องกันการใช้สิทธิไม่ถูกต้อง และช่วยให้หน่วยบริการสามารถบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ยังหวังให้บริการปฐมภูมิและบริการฉุกเฉินมีความรวดเร็วมากขึ้น ลดความล่าช้าในการเข้ารับการรักษาและลดภาระของผู้ป่วย และยังเป็นการสนับสนุนให้หน่วยบริการสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลผู้ป่วยอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้การรักษาต่อเนื่องมีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น ข้อมูลผู้ป่วยจากสถานพยาบาลต้นทางจะสามารถเข้าถึงได้เมื่อจำเป็น ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

 

น่าสนใจว่าการชี้แจงเรื่องใบส่งตัวครั้งนี้ เปิดโอกาสสนับสนุนนวัตกรรมบริการสุขภาพใหม่ ๆ เช่น การปรึกษาแพทย์ออนไลน์  หรือเทเลเมดิซีน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สธ. ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ที่พึ่งลงนามตั้งอนุกรรมการศึกษาเทเลเมดิซีน ไปเมื่อวันที 21 ส.ค. 2568 เพื่อเดินหน้ายกระดับให้บริการทางการแพทย์ เพิ่มการเข้าถึงด้วยแพทย์ทางไกล โดยให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มกลุ่มโรค ให้บริการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง




 

ต้องยอมรับว่าการสื่อสารที่ชัดเจน จริงใจ และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพ หรือ บัตรทองเพราะจะช่วยให้ผู้ใช้สิทธิได้รับบริการอย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ ลดความสับสน และสร้างความมั่นใจว่าระบบหลักประกันสุขภาพไทยยังคงคุ้มครองประชาชนได้อย่างทั่วถึง แม้จะยังมีคำถามเรื่องงบประมาณที่ตึงตัว ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน และภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ ในระบบที่ไม่เพียงพอ.

 

 


ความคิดเห็น