รพ.รัฐ รองรับประกันสุขภาพเอกชน นำร่อง 35 แห่งทั่วประเทศ | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 


  • กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้านโยบาย “พรีเมียมคลินิก” เปิดบริการสำหรับผู้ถือประกันสุขภาพเอกชนใน 35 โรงพยาบาลนำร่อง เพื่อสร้างรายได้เสริมและแก้วิกฤตการเงินที่รุมเร้า รพ.รัฐ
  • ฝั่งเอกชน เช่น นพ.เหรียญทอง สนับสนุนว่าเป็นการแข่งขันสร้างสรรค์ ไม่ทำให้เกิดเหลื่อมล้ำ แต่ภาคประชาสังคม ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมและหลักการสิทธิเท่าเทียมของระบบบัตรทอง
  • หากเดินหน้าสำเร็จ อาจช่วยลดความแออัด ยกระดับบริการ และรักษาบุคลากรในระบบ แต่ก็เสี่ยงทำให้ระบบสาธารณสุขรัฐเข้าสู่แนวทางพาณิชย์นิยม และอาจขยายความเหลื่อมล้ำหากขาดการกำกับที่รอบคอบ

 

 

กระทรวงสาธารณสุขกำลังเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เรียกว่า “เพิ่มรายรับ สร้างรายได้ ยกระดับบริการ” โดยมีแผนเปิดให้บริการคลินิกพิเศษสำหรับ “ผู้ถือประกันสุขภาพเอกชน” ในโรงพยาบาลของรัฐ 35 แห่งทั่วประเทศเป็นโครงการนำร่อง 

 

นโยบายนี้มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาการขาดทุนของโรงพยาบาลรัฐ แต่ก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข 

 

 

วิกฤตการเงินของโรงพยาบาลรัฐ

 

โรงพยาบาลของรัฐในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่รุนแรง ทั้งจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายในการให้บริการที่สูงขึ้น และงบประมาณจากรัฐที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ สถานการณ์นี้ทำให้หลายโรงพยาบาลต้องประสบกับปัญหากระแสเงินสดและการขาดทุนสะสม

 

นโยบาย “เพิ่มรายรับ สร้างรายได้ ยกระดับบริการ” จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้บริบทนี้ โดยกระทรวงสาธารณสุขมองว่าการเปิดโอกาสให้ผู้ถือประกันสุขภาพเอกชนสามารถเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐได้อย่างเป็นระบบ จะเป็นแหล่งรายได้เสริมที่สำคัญ โดยไม่กระทบสิทธิของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

 

นายแพทย์พงศธร พอกเพิ่มดี รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่านี่ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่คือ “โอกาสใหม่” ของระบบสุขภาพไทยในการก้าวสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คำกล่าวเช่นนี้ก็ยังไม่อาจปัดเป่าข้อกังวลของหลายฝ่ายได้

 

กระทรวงสาธารณสุขได้วางกรอบการดำเนินงานไว้ 5 กลไกหลัก ประกอบด้วย

 

·      การตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติและพื้นที่ 

·      การพัฒนาพื้นที่บริการเฉพาะสำหรับผู้ถือประกันเอกชน 

·      การใช้ระบบลงทะเบียนล่วงหน้าและคิวอิเล็กทรอนิกส์ 

·      การเชื่อมโยงระบบ iClaim กับบริษัทประกันสุขภาพ 

·      การจัดทำแบบฟอร์มมาตรฐานสำหรับการรายงาน

 

กลไกเหล่านี้จะครอบคลุมและมีความเป็นระบบ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความโปร่งใสในการเรียกเก็บค่าบริการ แต่ความสำเร็จของระบบนี้ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะความพร้อมของโรงพยาบาลในการปรับตัวและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

 

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลสนใจเข้าร่วมโครงการนำร่อง 35 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ ซึ่งสะท้อนว่าหลายโรงพยาบาลมองเห็นความจำเป็นและโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติม นอกจาก 3 กองทุนสุขภาพบัตรทอง ประกันสังคม และข้าราชการ

 

ขณะเดียวกัน ร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจัดบริการคลินิกพิเศษประกันสุขภาพภาคสมัครใจ พ.ศ. 2568 ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้มีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจน

 


รายชื่อ เครือข่าย รพ. นำร่อง 35 แห่ง

 

สำหรับ เครือข่าย รพ. นำร่อง 35 แห่งรองรับบริการผู้ป่วยประกันสุขภาพเอกชนผ่าน  iClaim แยกตามเขตสุขภาพ ดังนี้

 

• เขตสุขภาพที่ 1 : รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ / รพ.แม่ปิง / รพ.ฝาง

• เขตสุขภาพที่ 2 : รพ.พุทธชินราช / รพ.สุโขทัย/ รพ.แม่สอด / รพ.หล่มสัก

• เขตสุขภาพที่ 3 : รพ.กำแพงเพชร / รพ.อุทัยธานี / รพ.นครสวรรค์ประชารักษ์

• เขตสุขภาพที่ 4 : รพ.พระนั่งเกล้า / รพ.สระบุรี

• เขตสุขภาพที่ 5 : รพ.นครปฐม / รพ.สมุทรสาคร / รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

• เขตสุขภาพที่ 6  : รพ.ชลบุรี / รพ.ระยอง

• เขตสุขภาพที่ 7 : รพ.ร้อยเอ็ด / รพ.ขอนแก่น / รพ.กาฬสินธุ์ / รพ.มหาสารคาม

• เขตสุขภาพที่ 8 : รพ.หนองคาย / รพ.สกลนคร / รพ.อุดรธานี

• เขตสุขภาพที่ 9  : รพ.ชัยภูมิ / รพ.ปากช่องนานา / รพ.บุรีรัมย์

• เขตสุขภาพที่ 10 : รพ.ศรีสะเกษ / รพ.วารินทร์ชำราบ / รพ.สรรพสิทธิประสงค์ / รพ.อำนาจเจริญ

• เขตสุขภาพที่ 11: รพ.วชิระภูเก็ต / รพ.นครศรีธรรมราช / รพ.สุราษฎร์ธานี / รพ.กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี

• เขตสุขภาพที่ 12 : รพ.หาดใหญ่ / รพ.ตรัง

 

 

โรงพยาบาลเอกชนไม่ค้าน มองแข่งขันสร้างสรรค์

 

ที่น่าสนใจคือมุมมองจากพลตรี นายแพทย์เหรียญทอง หนาแน่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนนโยบายนี้อย่างเต็มที่ เขามองว่าการเปิดพรีเมียมคลินิกในโรงพยาบาลรัฐไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อโรงพยาบาลเอกชน เพราะบริการสุขภาพเป็นการค้าเสรีอยู่แล้ว

 

นายแพทย์เหรียญทองให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า โรงพยาบาลรัฐมีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาการขาดทุนและปัญหากระแสเงินสด การให้ประชาชนที่ต้องการบริการที่สะดวกและรวดเร็วกว่าสามารถเข้าถึงได้ผ่านการร่วมจ่ายถือเป็นทางออกที่สมเหตุสมผล เขายังย้ำว่าการทำเช่นนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะความเหลื่อมล้ำไม่สามารถหายไปจากสังคมได้ แต่สิ่งสำคัญคือการบริหารให้เกิดสมดุล

 

มุมมองนี้สะท้อนปรัชญาที่ว่า ผู้ที่ไม่มีเงินก็ยังคงใช้สิทธิบัตรทองได้เหมือนเดิม ในขณะที่ผู้ที่มีศักยภาพมากกว่าก็สามารถเลือกใช้บริการพรีเมียมได้ สิ่งนี้จะช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงบริการพื้นฐานได้สะดวกขึ้น เพราะความแออัดจะลดลง ขณะเดียวกันโรงพยาบาลก็มีรายได้มาชดเชยส่วนที่ขาดทุน

 

นายแพทย์เหรียญทองยังฝากกำลังใจไปถึงโรงพยาบาลรัฐว่า หากไม่ทำเช่นนี้ โรงพยาบาลรัฐจะยิ่งลำบาก และทุกแห่งควรทำเพื่อความอยู่รอด คำพูดนี้แม้จะมาจากผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชน แต่กลับสะท้อนความเข้าใจในปัญหาโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทยได้เป็นอย่างดี

 

 

ข้อสังเกต-ข้อเสนอ จากคนรักหลักประกันสุขภาพ

 

ในขณะที่ภาคเอกชนให้การสนับสนุน แต่ยังมีข้อสังเกตจากภาคประชาสังคม โดยเฉพาะเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ตั้งคำถามถึงแนวคิดพื้นฐานของนโยบายนี้ว่า หากวัตถุประสงค์คือการลดความแออัดหรือสร้างช่องทางการเข้าถึงบริการมากขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรนำไปสู่การคิดว่าต้องให้ประชาชนร่วมจ่ายตามหลักการที่ว่า ”ใครมีเงินมากกว่าก็มาใช้บริการได้ เพราะบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลนั้นได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนอยู่แล้ว“ 

 

ข้อโต้แย้งนี้น่าสนใจมาก เพราะชี้ไปที่ความขัดแย้งทางหลักการ กล่าวคือ ข้าราชการที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีควรให้บริการประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่สร้างระดับชั้นของการบริการตามกำลังทรัพย์ 

 

นอกจากนี้ นายนิมิตร์ยังชี้ว่าในกฎหมายก็มีข้อห้ามเก็บเงินอยู่แล้ว และประกาศของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้แบ่งว่าบริการนั้นอยู่ในเวลาราชการหรือนอกเวลาราชการ

 

ความเจ็บป่วยของประชาชนไม่ได้เลือกเวลา ดังนั้นระบบสาธารณสุขจึงต้องพร้อมให้บริการตลอดเวลา นี่คือหลักการสำคัญที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าวางรากฐานไว้ และการสร้างระบบที่แบ่งแยกผู้ใช้บริการตามความสามารถในการจ่ายอาจขัดกับหลักการนี้

 

นายนิมิตร์เสนอทางเลือกอื่นที่น่าสนใจ เขามองว่าการเปิดคลินิกพรีเมียมไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงของปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน ทางออกที่ถูกต้องควรเป็นการพัฒนาระบบบริการอย่างเป็นองค์รวม

 

ตัวอย่างเช่น หากต้องการลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ วิธีที่ดีที่สุดคือการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการใกล้บ้านได้ การขยายขีดความสามารถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อให้สามารถจัดการกับผู้ป่วยเบื้องต้นได้มากขึ้น หรือในกรณีของกรุงเทพมหานคร ควรมีโรงพยาบาลรัฐทุกเขต ไม่ใช่มีแค่ศูนย์บริการสาธารณสุขและคลินิกอบอุ่น

 

แนวทางนี้สะท้อนการมองปัญหาในระดับระบบ ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การพัฒนาระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ การกระจายทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยบริการขั้นต้น จะช่วยแก้ปัญหาทั้งความแออัดและปัญหาทางการเงินได้อย่างยั่งยืนกว่า

 

 

พรีเมียมคลินิกทางรอด รพ.รัฐ  ไม่ทำวันนี้ ระบบสุขภาพไทยล่มสลาย? 

 

การเปิดคลินิกพรีเมียมในโรงพยาบาลรัฐอาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในวงกว้าง ทั้งในด้านบวกและลบ ในด้านบวก อาจช่วยให้โรงพยาบาลมีรายได้เสริม ลดความแออัดในบริการปกติ และยกระดับคุณภาพบริการโดยรวม

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านลบ อาจเกิดการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ อาจเกิดความขัดแย้งภายในองค์กร และที่สำคัญคือ อาจสร้างจุดเริ่มต้นของการ “พาณิชย์นิยม” ในระบบสาธารณสุขรัฐที่อาจขยายวงกว้างขึ้นในอนาคต

 

หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ อาจกลายเป็นแรงจูงใจให้มีการขยายผลไปสู่บริการอื่นๆ มากขึ้น จนกระทั่งเส้นแบ่งระหว่างบริการสาธารณะกับบริการเชิงพาณิชย์เริ่มเลือนราง ซึ่งอาจไม่ใช่ทิศทางที่สังคมไทยต้องการหรือไม่ 

 

ขณะเดียวกันอีกมุมคือ โรงพยาบาลรัฐกำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก ขาดทุนสะสม กระแสเงินสดไม่พอ เครื่องมือแพทย์เก่า อาคารทรุดโทรม บุคลากรไหลออกไปเอกชน ถ้าไม่หาทางเพิ่มรายได้ ระบบจะพังจริงๆ

 

การมีพรีเมียมคลินิกเปิดทางให้คนกลุ่มนี้ใช้สิทธิประกันเอกชนหรือร่วมจ่ายตรงกับโรงพยาบาล รพ.ได้เงินมากขึ้นเพื่อพัฒนาบริการ ขณะที่คิวของผู้ใช้บัตรทองก็ลดลง ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่ “ความเท่าเทียมแบบลำบากพร้อมกัน” อย่างที่เป็นอยู่

 

รายได้จากพรีเมียมคลินิกไม่ได้เข้ากระเป๋าใคร แต่กลับไปซื้อเครื่อง CT ใหม่ ปรับปรุงห้องผ่าตัด จ้างพยาบาลเพิ่ม และรักษาบุคลากรคุณภาพให้อยู่ในระบบ ไม่ต่างจากโมเดลในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือสิงคโปร์ ที่ต่างมีบริการคู่ขนานโดยไม่ทำให้ระบบพัง ตรงกันข้ามกลับสร้างสมดุลให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการที่เหมาะกับกำลังของตน และทำให้ระบบโดยรวมยั่งยืนยิ่งขึ้น 

 

ทั้งนี้ ระบบสาธารณสุขเป็นของประชาชนทุกคน ทุกเสียงควรได้รับการรับฟัง ทุกมุมมองควรได้รับการพิจารณา และทุกการตัดสินใจควรมีผลประโยชน์ของประชาชนทุกระดับเป็นศูนย์กลาง อาจไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบ แต่ระบบที่ดีที่สุดคือระบบที่ยอมรับข้อจำกัด และรับฟังกันให้มากที่สุด.

 

ความคิดเห็น