กลับบ้าน แต่ความกังวลข้ามชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่สิ้นสุด | เก็บตกจากวชิรวิทย์
ปลายเดือนกรกฎาคม 2568 พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาต้องเผชิญเหตุปะทะอย่างต่อเนื่อง
ชาวบ้านหลายพันคนจากหมู่บ้านชายแดนในสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน เสียงปืน เสียงระเบิด และข่าวลือถึงความไม่ปลอดภัย กลายเป็นภาพคุ้นตาและเสียงคุ้นหูของผู้คนที่นี่ แต่ครั้งนี้ ความรุนแรงและความยืดเยื้อทำให้หลายคนรู้สึกว่า “ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา”
แม้ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ทยอยกลับบ้านแล้ว แต่บรรยากาศในหมู่บ้านยังไม่กลับสู่ความปกติ ความกลัวว่ากระสุนจะดังขึ้นอีกเมื่อไรก็ไม่รู้ ทำให้หลายครอบครัวเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบ “ไป–กลับ” ระหว่างบ้านกับจุดพักพิง บางบ้านยังเก็บเสื้อผ้าและของจำเป็นไว้ในรถ เผื่อมีเหตุให้ต้องหนีออกมาอีกครั้ง
จากบ้านสู่ศูนย์อพยพ ความสูญเสียที่มากกว่าแค่ทรัพย์สิน
คุณยายยอด พาจุจันทโร วัย 75 ปี จากตำบลบักได อ.พนมดงรัก ต้องละทิ้งบ้านเพราะอยู่ห่างจากจุดปะทะเพียง 2 กิโลเมตร “ใครจะอยากอยู่อย่างนี้” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่หนักแน่น แม้เจ้าหน้าที่จะดูแลผู้พักพิงอย่างดี แต่ความคิดถึงบ้านและความไม่มั่นใจในความปลอดภัยทำให้เธอไม่กล้ากลับถาวร
![]() |
| ยายยอด พาจุจันทโร |
เช่นเดียวกับ นางลาย ตีเงิน วัย 55 ปี จากหมู่บ้านเดียวกันบอกว่าการอพยพครั้งนี้ทำให้การทำนาและไร่มันสำปะหลังหยุดชะงัก เงินลงทุนจาก ธ.ก.ส. กลายเป็นภาระหนี้ที่ต้องทบไปอีกปี “ไม่ได้ใส่ปุ๋ย ไม่ได้ดูน้ำ ข้าวก็คงได้ครึ่งเดียว” เธอกล่าว
ปัญหาไม่ได้หยุดแค่การเกษตร แต่ยังลามถึงสุขภาพในศูนย์พักพิง โรคทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารเริ่มแพร่ระบาดจากการใช้พื้นที่แออัดร่วมกัน
กลับบ้านได้…แต่ไม่ใช่ความปกติ
นายวิษณุกร ขันโมลี เจ้าของร้านขายของชำเล็ก ๆ ในตำบลโคกกลาง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทน์ แม้จะได้กลับบ้านแล้ว แต่ร้านของเขายัง “เปิด ๆ ปิด ๆ” เพราะคนไม่ออกจากบ้าน “บางวันก็ขายได้ บางวันก็ไม่ได้ คนก็ยังกลัวกันอยู่” เขายอมรับว่ารายได้จากการขายของลดลงมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ขาดรายได้จากการกรีดยาง
![]() |
| วิษณุกร ขันโมลี |
ส่วน นส.กิ่งกมล ตาลหอม วัย 49 ปี ชาวบ้านตำบลเสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า แม้จะเข้าไปดูวัวและนาข้าวได้ในตอนกลางวัน แต่ยังไม่สามารถนอนค้างบ้านได้ เพราะเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดไม่เสร็จ “คิดฮอดบ้าน มันบอกบ่ถืก แต่ก็กลัวว่ากลับไปแล้วจะต้องหนีอีก”
ชรบ. “แนวหน้าไม่มีเงินเดือน” ในวันที่ชายแดนไม่สงบ
ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากต้องละทิ้งบ้านเรือน กลับมี “คนกลุ่มหนึ่ง” ที่ยังคงยืนหยัดอยู่กลางไฟสงคราม นั่นคือ “ชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน” หรือ ชรบ. ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นแนวหน้าที่ไร้ค่าตอบแทน
หมู่บ้านทุ่งสมเด็จ ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบชัดเจน ตั้งอยู่ห่างจากจุดปะทะบริเวณเนิน 745 และสามเหลี่ยมมรกตเพียง 10-15 กิโลเมตร แม้จะไม่ใช่จุดที่มีการปะทะโดยตรง แต่ก็อยู่ในพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
![]() |
| นายบุญทัน พรมโครต |
นายบุญทัน พรมโคตร ผู้ใหญ่บ้านบ้านทุ่งสมเด็จ เล่าว่า ชรบ.ราว 30 นาย และอาสาสมัครอีกเกือบ 70 คน ยังคงทำหน้าที่ตรวจตรา สกัดคนแปลกหน้า ดูแลทรัพย์สิน และ “อยู่เป็นเพื่อนบ้าน” ให้กับหมู่บ้านที่ว่างเปล่า แม้จะไร้ค่าตอบแทนและไม่มีหลักประกันชีวิต พวกเขายังต้องเสี่ยงกับการเฝ้าระวังภัยกลางคืน ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิดที่อาจดังขึ้นได้ทุกเมื่อ
ความหวังและทางออกในสายตาชาวบ้าน
เสียงสะท้อนจากชาวบ้านแทบทุกคนตรงกันว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดไม่ใช่เพียงการได้กลับบ้าน แต่คือ “ความสงบ” และความมั่นใจว่าจะไม่ต้องหนีกันอีก ยายทรัพย์ จำพันธ์ วัย 70 ปี บอกว่า อยากให้ทั้งสองประเทศ “เลิกยิงกัน อยู่กันได้เหมือนเพื่อนบ้าน ค้าขายกันได้เหมือนเมื่อก่อน”
![]() |
| ยายทรัพย์ จำพันธ์ |
จากมุมมองของคนชายแดน ความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องการเมืองใหญ่โต แต่คือการพึ่งพากันในชีวิตประจำวัน การหยุดยิงและการพูดคุยอย่างจริงใจระหว่างผู้นำสองฝั่ง จึงเป็นทางออกที่ชาวบ้านเชื่อว่าจะทำให้พวกเขาได้กลับไปใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง
วันนี้ แม้เสียงปืนจะเงียบลง แต่ความกลัวและความไม่มั่นใจยังคงอยู่ บางคนกลับบ้านแล้ว บางคนยังคงไป–กลับ และเก็บกระเป๋าเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะบทเรียนจากปลายเดือนกรกฎาคมทำให้พวกเขารู้ว่า “ความสงบที่แท้จริง” ยังไม่กลับมาจริง ๆ และตราบใดที่มันยังไม่กลับมา ชีวิตที่หยุดชะงักในศูนย์อพยพ ก็ยังตามหลอกหลอนอยู่แม้จะกลับถึงบ้านแล้วก็ตาม










ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น