ถ้าชายแดนไร้ความมั่นคง การค้าก็ไม่เดิน | เก็บตกจากวชิรวิทย์
หอการค้าศรีสะเกษเร่งรัฐสื่อสารชัด สร้างความมั่นใจนักลงทุน “คลุมเครือทำให้วางแผนไม่ได้” เอกชนศรีสะเกษร้องขอความชัดเจนจากรัฐ แนะ BOI พิเศษ-พักหนี้-ลดภาษี ดันฟื้นเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตชายแดน
มิติทางเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างสันติภาพชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินเคียงข้างกันอย่างจังหวัดศรีสะเกษ เขตพรมแดนที่อ่อนไหวทั้งทางยุทธศาสตร์และปากท้อง
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ ขอสวมบทเป็น #นักข่าวเศรษฐกิจ สัมภาษณ์พิเศษประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ถึงผลกระทบของเหตุปะทะบริเวณใกล้เขาพระวิหาร ต่อเศรษฐกิจชายแดน การค้ารายย่อย และทิศทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่ พร้อมประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจศรีสะเกษในวันที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของภาคธุรกิจ
นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้หอการค้าจะมักถูกมองว่ากังวลเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าใจดีว่า “เศรษฐกิจเดินไม่ได้ หากประเทศไม่มั่นคง”
“เวลามีคนมาสัมภาษณ์หอการค้า มักจะเน้นเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจว่าเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่ภาพที่ออกไปกลับไม่สะท้อนว่า เอกชนเองก็ห่วงเรื่องความมั่นคง เพราะมันคือฐานสำคัญของเศรษฐกิจเช่นกัน” นายรัฐวิทย์กล่าว
ศรีสะเกษ พรมแดนยุทธศาสตร์กับกัมพูชา
พื้นที่ชายแดนที่สำคัญของศรีสะเกษมี 2 แห่ง ได้แก่
• ด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ เป็นด่านถาวรที่ใช้ในการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำผลไม้ สบู่ ยาสีฟัน และเครื่องจักรทางการเกษตร มูลค่าการค้าชายแดนที่ด่านแห่งนี้อยู่ระหว่าง 1,500 – 1,900 ล้านบาทต่อปี
• บริเวณผามออีแดง ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร และจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่หลังจากเหตุพิพาทเมื่อปี 2554 ทางขึ้นปราสาทถูกปิดจนถึงปัจจุบัน
ล่าสุด แม้เหตุการณ์ปะทะจะเกิดขึ้นบริเวณใกล้เขาพระวิหาร แต่ ด่านช่องสะงำ ซึ่งเป็นจุดผ่านสินค้า ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทว่าเนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่แน่นอน ทำให้มีการสั่งระงับการสัญจรชั่วคราว
“แม้ด่านจะยังปลอดภัย ไม่มีการปะทะโดยตรง แต่ความไม่แน่นอนทำให้ไม่สามารถดำเนินการค้าชายแดนได้ตามปกติ สินค้าหลายประเภทเป็นสเปกเฉพาะของตลาดกัมพูชา พอรู้ว่าตลาดฝั่งโน้นมีปัญหา ผู้ประกอบการก็เริ่มชะลอการสั่งซื้อ” นายรัฐวิทย์กล่าว
ผู้ประกอบการปรับตัว แต่รายย่อยเริ่มได้รับผลกระทบ
ผู้ประกอบการค้าส่งรายใหญ่ ที่เคยส่งสินค้าในปริมาณมากไปยังกัมพูชา เริ่มหันกลับมาโฟกัสตลาดภายในประเทศ ขณะที่กลุ่มผู้ค้ารายย่อยบริเวณแนวชายแดน ซึ่งมักค้าขายกับชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาซื้อของในตลาดไทย กำลังเผชิญปัญหารายได้หดตัว
“กลุ่มค้าส่งบางรายยังไม่ขยายไปตลาดอื่น รอดูสถานการณ์ก่อน ส่วนรายย่อยที่ขายของตามแนวชายแดน เราพยายามช่วยเหลือ โดยเปิดพื้นที่ตลาดถนนคนเดินในตัวจังหวัดให้เขาเข้ามาขายของแทนชั่วคราว” ประธานหอการค้ากล่าว
นอกจากนี้ หอการค้ายังได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อหาตลาดทดแทนให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบสามารถนำสินค้าไปจำหน่ายในพื้นที่อื่นได้
เกษตรกรยังไม่กระทบ ราคามันสำปะหลังขยับขึ้น
แม้การค้าชายแดนจะสะดุด แต่สถานการณ์ในกลุ่มเกษตรกรฝั่งไทยยังไม่วิกฤต เนื่องจากช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชาเพื่อเข้าสู่โรงงานแปรรูป ขณะเดียวกัน ราคาผลผลิตในพื้นที่ศรีสะเกษเองกลับเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน
“ตอนนี้เกษตรกรในพื้นที่ยังพอใจ เพราะราคามันสำปะหลังในศรีสะเกษปรับตัวขึ้น ส่วนกลุ่มรับซื้อที่เคยไปตั้งจุดรับซื้อมันในฝั่งกัมพูชา ยังไม่เจอปัญหา เพราะเป็นช่วง off-season” นายรัฐวิทย์อธิบาย
ศรีสะเกษไม่ใช่จังหวัดการค้าขนาดใหญ่ แต่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ชายแดน
แม้มูลค่าการค้าชายแดนของศรีสะเกษอาจไม่สูงเท่าจังหวัดอื่น เช่น มุกดาหาร หรือสระแก้ว แต่การเปลี่ยนแปลงบริเวณชายแดนส่งผลต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะที่ด่านปิดหลายแห่งพร้อมกัน ผู้ประกอบการจึงต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด
“สิ่งสำคัญคือรัฐควรมองปัญหานี้ในหลายมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขการค้า เพราะในพื้นที่ เรารู้ดีว่าเศรษฐกิจต้องยืนอยู่บนความมั่นคง การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่เรายินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายรัฐวิทย์กล่าวในตอนท้าย
จี้รัฐเร่งสร้างความมั่นใจ วางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน
นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ชี้ว่า รัฐบาลควรเร่งลงมาดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง ทั้งในแง่ของการเยียวยาผู้ประกอบการ และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่ หลังเหตุปะทะบริเวณใกล้เขาพระวิหารสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น
“สิ่งแรกที่รัฐควรทำคือ แสดงความใส่ใจอย่างจริงจังกับผู้ประกอบการ ปัจจุบันนี้เอกชนดูแลกันเองแทบทั้งหมด ทั้งหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม แต่เรายังไม่เห็นแอ็กชันที่ชัดเจนจากรัฐมากนัก”
มาตรการช่วยเหลือที่รออยู่ จากดอกเบี้ยจนถึง BOI
ในเบื้องต้น ภาครัฐควรพิจารณามาตรการเร่งด่วน เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย การพักชำระหนี้ และการออกมาตรการทางภาษี ทั้งภาษีที่ดิน ภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงการพิจารณาเขตส่งเสริมการลงทุน (BOI) แบบพิเศษ
“ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แค่ธนาคารของรัฐ แต่ใช้ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปด้วย รัฐควรประสานมาตรการกับภาคธนาคารเอกชนด้วย เพื่อให้คนที่กำลังลำบากจริงๆ เข้าถึงได้ทันที”
“และในระยะยาว เราอยากเห็น BOI ที่เข้าถึงง่ายขึ้น แรงจูงใจชัดเจนมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่”
การสื่อสารที่คลุมเครือ ทำลายความเชื่อมั่น
แม้จะเกิดเหตุปะทะในพื้นที่แนวชายแดน แต่ในความเป็นจริง เมืองหลักและอำเภออื่นๆ ของศรีสะเกษยังคงมีความปลอดภัย และสามารถเดินทาง ท่องเที่ยว หรือใช้ชีวิตตามปกติได้ อย่างไรก็ตาม การสื่อสารของภาครัฐที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำให้ภาพลักษณ์จังหวัดเสียหาย
“พื้นที่ที่เกิดเหตุคืออำเภอแนวชายแดน ไม่ใช่ทั้งจังหวัด แต่ประชาชนภายนอกกลับไม่มั่นใจ ไม่กล้ามาเที่ยว ไม่กล้ามาลงทุน รัฐควรสร้างความเชื่อมั่น เช่น จัดกิจกรรมอีเวนต์ใหญ่ๆ ดึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนกลับมา”
อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปคืออนาคต
หอการค้าศรีสะเกษยืนยันว่า จังหวัดไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่การค้าชายแดนกับกัมพูชาเท่านั้น แต่วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานของความยั่งยืนระยะยาว โดยเฉพาะในด้านการเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
“ที่ผ่านมาเราชัดเจนว่า ไม่ได้ฝากความหวังไว้กับฝั่งกัมพูชาทั้งหมด แต่แน่นอน ถ้ามีตลาดตรงนั้นด้วย เศรษฐกิจก็โตเร็วขึ้น แต่เราไม่อยากพึ่งพิงสิ่งที่เสี่ยงจนเกินไป เราอยากดึงนักลงทุนมาลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพราะพื้นที่ของเรามีทรัพยากรพร้อม”
“อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ ก็เป็นอีกหนึ่งทิศทางที่เรากำลังผลักดัน เพราะไม่ต้องพึ่งชายแดน และมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดีในพื้นที่ของเรา”
ต้องการ “ความชัดเจน” ไม่ใช่ “ความไม่แน่นอน”
นายรัฐวิทย์ย้ำว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือทางการเงิน แต่คือความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะเดินหน้าในทิศทางใด หากจะปิดด่านชายแดน ก็ต้องแจ้งให้ชัด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับแผนได้
“ถ้าจะเจ็บ ก็ขอให้เจ็บครั้งเดียว แล้วจบ ไม่ใช่อยู่กับความไม่แน่นอนไปเรื่อยๆ เพราะความคลุมเครือทำให้เอกชนวางแผนไม่ได้เลย”
“ค้าขายได้ แต่ประเทศไทยต้องไม่ถูกเอาเปรียบ”
เมื่อถูกถามว่าอยากเห็นสถานการณ์จบลงอย่างไร นายรัฐวิทย์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ภาคเอกชนพร้อมเปิดค้าขายกับกัมพูชา แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน
“เรายินดีค้าขายกับกัมพูชา แต่ประเทศไทยต้องไม่ถูกเอาเปรียบ เราหวังว่าความขัดแย้งจะยุติลงโดยไม่ใช้ความรุนแรง และวันหนึ่งจะกลับมาหันหน้าเจรจากันได้ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ที่พึ่งพาและเติบโตไปด้วยกัน”.



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น