“สนามการค้า” ต้องไม่กลายเป็น “สนามรบ” | เก็บตกจากวชิรวิทย์

หอการค้า จ.สุรินทร์ แนะ ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน สร้างเสถียรภาพ–ลดปะทะซ้ำซาก ชี้หากพื้นที่ชายแดนเติบโตทางเศรษฐกิจ ความรุนแรงจะถูกลดทอน เพราะทุกฝ่ายมีสิ่งที่ต้องรักษาไว้ร่วมกัน 



นอกเหนือจากนโยบายด้านความมั่นคงแล้ว การใช้มิติทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพระหว่างประเทศก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ ขอสวมบทเป็น #นักข่าวเศรษฐกิจ สัมภาษณ์พิเศษ​ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์ ในมิติผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจากเหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชา ครั้งล่าสุด และหนักที่สุด และประเมินฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ว่าจะต้องปรับตัว และไปต่ออย่างไร 


นายวิรัตน์ เศรษฐวิพัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ เล่าถึงบรรยากาศการค้าขายชายแดนไทย–กัมพูชาในอดีต โดยเฉพาะในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจชายแดนคึกคักอย่างมาก

 

“ก่อนโควิด ชายแดนสุรินทร์ โดยเฉพาะบริเวณด่านช่องจอม มีรถทะเบียนกัมพูชาเข้ามาจำนวนมาก คนจากฝั่งโน้นเดินทางเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาล ซื้อสินค้า และท่องเที่ยว ภาคบริการฝั่งไทยเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งโรงพยาบาล คลินิกทันตกรรม ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า รวมถึงธุรกิจอพาร์ตเมนต์ที่ผุดขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าต่างชาติ”

 

การจับจ่ายใช้สอยของชาวกัมพูชาไม่เพียงจำกัดแค่สินค้าทั่วไป แต่ยังรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้า มีการติดป้ายภาษากัมพูชาในหลายร้านค้า และว่าจ้างแรงงานจากฝั่งกัมพูชามาช่วยให้บริการ รองรับลูกค้าชาวต่างชาติอย่างจริงจัง

 

“ขับรถไปตามถนนก็เห็นทะเบียนกัมพูชาเต็มไปหมด สินค้าจากฝั่งไทย ไม่ว่าจะเป็นของใช้หรืออาหารสด ต่างก็ได้รับความนิยมมาก”

 

 จากโควิดถึงความตึงเครียดชายแดน จากคึกคักสู่เงียบงัน

 

ภายหลังการระบาดของโควิด-19 นายวิรัตน์ระบุว่า แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่การค้าชายแดนก็ยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่

 

“หลังโควิด จำนวนลูกค้าชาวกัมพูชากลับมาแค่ประมาณ 50–60% ของช่วงก่อนหน้านั้น ยังไม่ฟื้นเต็มร้อย”

 

กระทั่งเกิดเหตุความตึงเครียดบริเวณชายแดนในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการค้าขายที่เริ่มฟื้นตัวก็ค่อยๆ เงียบลงอีกครั้ง

 

“รอบนี้หนักเลยครับ หายไปเกือบ 100% ทั้งกลุ่มลูกค้าและรถขนส่ง ทุกอย่างหยุดหมดแบบกะทันหัน”

 

ผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวส่งตรงมายังภาคธุรกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการในเขตด่านชายแดน เช่น ตำบลด่าน ช่องจอม และอำเภอกาบเชิง ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดน

 

“กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือผู้ประกอบการที่ขายส่งสินค้าอุปโภคบริโภคไปกัมพูชา กับกลุ่มเกษตรกรที่ส่งออกไก่สด – ซึ่งปกติสุรินทร์ส่งไก่ไปฝั่งโน้นถึงเดือนละ 700,000 ตัว แต่ตอนนี้ทุกอย่างหยุดหมด”

 

 สุรินทร์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนในกลุ่ม 4 จังหวัด

 

นายวิรัตน์ย้ำว่า หากเปรียบเทียบระหว่าง 4 จังหวัดชายแดนภาคอีสานตอนล่าง ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จังหวัดสุรินทร์ถือว่ามีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุด

 

“เรามีศักยภาพสูงสุดในด้านการค้าชายแดน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะรายย่อยหรือรายใหญ่ก็ได้รับผลกระทบ เพียงแต่อาจต่างกันในระดับความรุนแรง รายใหญ่พอจะประคองได้บ้าง แต่รายย่อยจำนวนมากได้รับผลเต็ม ๆ”

 

 ย้อนอดีตนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”

 

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงที่มีนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” นายวิรัตน์บอกว่า เป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจชายแดนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการยกระดับด่านช่องจอมจากด่านชั่วคราวเป็นด่านถาวร พร้อมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ

 

“เมื่อก่อนทางเข้าช่องจอมเป็นถนนลูกรัง เข้าออกลำบาก แต่พอเปิดด่านถาวร มีการสร้างถนนเชื่อมต่อ ระบบโลจิสติกส์ก็ดีขึ้นมาก ทำให้ค้าขายคล่องตัว ผู้คนเดินทางสะดวก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เอื้อต่อเศรษฐกิจโดยตรง”

 

สินค้าไทยเป็นที่นิยมในกัมพูชา ทั้งในแง่คุณภาพและความเชื่อมั่น ส่งผลให้เศรษฐกิจในตัวเมืองสุรินทร์เติบโตตามมาอย่างต่อเนื่อง

 

 “อยากให้กลับมาเหมือนเดิม”

 

ท้ายที่สุด นายวิรัตน์สะท้อนว่า ในฐานะผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่มานาน เขาอยากเห็นสถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเลขเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพราะ “เศรษฐกิจชายแดน” คือหัวใจของคนในพื้นที่จำนวนมาก

 

“จังหวัดที่มีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมมีความได้เปรียบทางการค้า แต่ถ้าด่านปิด หรือความตึงเครียดยืดเยื้อ มันไม่ใช่แค่ค้าขายหยุด แต่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งจังหวัดเลยครับ”

 

เมื่อถามถึงความแตกต่างของสถานการณ์ชายแดนในอดีต เช่นช่วงกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร นายวิรัตน์ระบุว่า แม้จะมีความตึงเครียดอยู่บ้างในช่วงนั้น แต่สถานการณ์ไม่หนักเท่าครั้งนี้ และไม่ได้ส่งผลกระทบชัดเจนต่อกิจกรรมการค้าชายแดนเท่ากับปัจจุบัน

 

“ตอนเขาพระวิหารเป็นคนละบริบทครับ ความไม่มั่นคงตอนนั้นอยู่ฝั่งศรีสะเกษ และการค้าก็ยังดำเนินได้บ้าง แต่รอบนี้ เหมือนทุกอย่างหยุดหมด ภาคเอกชนก็ได้แต่หวังว่าจะคลี่คลายโดยเร็ว เพราะถ้ายิ่งนาน จะยิ่งกระทบลึกและกว้างขึ้นไปอีก”

 

 แนะพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ลดความรุนแรง-ผลกระทบไม่คุ้มค่า

 

“ถ้าเทียบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในปี 2554 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สุรินทร์ ตอนนั้นเหตุการณ์จบลงภายในเวลาไม่กี่สิบวัน มีการลงนามบันทึกข้อตกลง MOU 43 ทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้ความรุนแรงและผลกระทบดูเหมือนจะลากยาวและกว้างขวางกว่าเดิมมาก” นายวิรัตน์กล่าว

 

โดยเฉพาะการสู้รบที่ขยายวงจากชายแดนสู่เขตตัวอำเภอและตัวเมืองสุรินทร์ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตระหนกอย่างมาก มีข่าวลือเกี่ยวกับการยิงจรวดเข้าเมืองซึ่งยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวในชุมชน

 

“ผมคาดเดาไม่ได้ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการเจรจาอย่างสันติวิธี ที่ไม่ทำให้เราเสียเปรียบและสามารถกลับมาดำเนินชีวิต ทำมาค้าขายกันได้ตามปกติ” เขากล่าว

 

นายวิรัตน์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของเศรษฐกิจชายแดนที่สุรินทร์พึ่งพาอยู่มาก หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะทำให้ตลาดการค้าชายแดนซบเซา สินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งออกไปยังฝั่งกัมพูชาจะสูญเสียช่องทางตลาด และหากคู่ค้าเปลี่ยนไปพึ่งพาประเทศอื่น เช่น ลาว หรือเวียดนาม เศรษฐกิจชายแดนของสุรินทร์ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก

 

เมื่อถูกถามถึงความคุ้มค่าของการแลกเปลี่ยนระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางชายแดน นายวิรัตน์กล่าวว่า

 

“สำหรับผมแล้ว มันคือเรื่องของความมั่นคงของชาติ เราไม่สามารถยอมเสียดินแดนหรือความมั่นคงไปได้ แม้ว่าจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ต้องแลกก็ตาม การปิดชายแดนถาวร หรือสร้างกำแพงกั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็มีต้นทุนและผลกระทบตามมา รัฐบาลจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ชัดเจน หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น”

 

เขายังฝากข้อคิดถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนในระยะยาวว่า ถ้าสุรินทร์สามารถพัฒนาการค้าชายแดนจนกลายเป็นเมืองชายแดนที่มีความเจริญเติบโตสูง จะช่วยลดความรุนแรงและความขัดแย้งได้มากขึ้น เพราะเมื่อมูลค่าการค้าสูงขึ้น ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องก็จะมากตาม และฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรง

 

“ดูอย่างแม่สอดเป็นตัวอย่าง ถ้าเมืองชายแดนเจริญมาก คนมาอยู่รวมกันหนาแน่น การสู้รบจะเกิดขึ้นยาก เพราะความเสียหายจะมากและไม่คุ้มค่า แต่พื้นที่อย่างสุรินทร์ยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่ จึงยังเกิดความขัดแย้งง่ายกว่า”

 

นายวิรัตน์สรุปว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะท้าทาย แต่หากรัฐบาลและภาคธุรกิจท้องถิ่นร่วมมือกันพัฒนาและเชื่อมโยงการค้าชายแดนอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงของความขัดแย้งในอนาคตได้อย่างยั่งยืน.

ความคิดเห็น