4 เรื่องจริงที่สะท้อนวิกฤติระบบจัดซื้อจัดจ้างไทย | เก็บตกจากวชิรวิทย์
“ระเบียบราชการ” ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้การใช้งบประมาณภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความซับซ้อนของระเบียบได้กลายเป็น “กับดัก” ที่ย้อนกลับมาทำร้ายคนทำงานที่เจตนาดี โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติในแนวหน้า ทั้งแพทย์ ครู และทหาร
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ ชวนมอง 4 เรื่องที่เกิดขึ้นจริงในปี 2568 ที่สะท้อนวิกฤติระบบจัดซื้อจัดจ้างไทย
1. นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบท ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการ กรณีจัดหา ATK สมัยโควิด
2. ครูมัท ครูสาววัย 39 ปี ที่จบชีวิตตนเองเพราะความกดดันจากงานการเงินโรงเรียน
3. ครูหญิงวัย 53 ปี ที่ถูกไล่ออกจากราชการ กรณีใช้เงินอาหารกลางวันเด็กไปซ่อมห้องน้ำตามคำสั่งผู้อำนวยการ
4. กรณีทหารกองทัพภาคที่ 2 ต้องขอรับบริจาคลวดหนาม แม้งบประมาณมี แต่ไม่สามารถใช้ได้ทันเวลา
ทั้ง 4 กรณีเกิดขึ้นในบริบทต่างกัน แต่ล้วนสะท้อนปัญหาเดียวกันคือ ความแข็งทื่อของระเบียบจัดซื้อจัดจ้างไทย ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพจริงและความเร่งด่วนของงานราชการ
หมอสุภัทร ช่วยวิกฤตโรคระบาดเมืองกรุง แต่ผิดระเบียบ
วันที่ 15 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีมติให้ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ออกจากราชการ เนื่องจากการจัดซื้อชุดตรวจโควิด (ATK) ปี 2564
ในช่วงเวลาที่โควิดกำลังแพร่ระบาด ชุดตรวจคืออาวุธสำคัญ การรอขั้นตอนจัดซื้อราชการตามปกติอาจใช้เวลานานเกินไป นพ.สุภัทรจึงตัดสินใจหาทางลัดเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงชุดตรวจโดยเร็ว แม้ไม่สอดคล้องตามระเบียบทุกข้อ
แต่สิ่งที่หมอคิดว่าเป็น “การทำเพื่อชีวิตประชาชน” กลับถูกตีความเป็น “ความผิดวินัยร้ายแรง”
ภาคประชาสังคมอย่าง นายนิมิตร์ เทียนอุดม ออกมาปกป้อง โดยย้ำว่า นพ.สุภัทรทำด้วยเจตนาดี แต่ระบบราชการกลับไม่สามารถยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้
กรณีนี้คือ ภาพสะท้อนตรงที่สุด ของความย้อนแย้งระหว่าง ความถูกต้องตามระเบียบ และ ความจำเป็นด้านสาธารณสุข
ครูมัท ความกดดันที่ฆ่าชีวิต
วันที่ 17 มิถุนายน 2568 ครูมัท ครูสอนภาษาอังกฤษและครูการเงินโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ วัยเพียง 39 ปี ตัดสินใจผูกคอตัวเองเสียชีวิต ทิ้งจดหมายบอกเล่าความเครียดจากการทำงานด้านการเงินและการจัดซื้อจัดจ้างโรงเรียน
กรณีนี้ทำให้สังคมตระหนักว่า ครูจำนวนมากในระบบการศึกษาไทย ไม่เพียงต้องสอนหนังสือ แต่ยังถูกบังคับให้ทำหน้าที่การเงิน–ธุรการ ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้โดยตรง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยอมรับว่าครูจำนวนมากถูกกดดันเกินกำลัง เพราะระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่ซับซ้อน ขณะที่เจ้าหน้าที่ธุรการมีไม่เพียงพอ
ความตายของครูมัทไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็น สัญญาณเตือนครั้งใหญ่ ว่า ระเบียบราชการสามารถทำลายทั้งสุขภาพจิตและชีวิตของคนทำงานได้
ครูถูกไล่ออก คดีเงินอาหารกลางวันเด็ก
16 สิงหาคม 2568 ครูหญิงวัย 53 ปี จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกไล่ออกจากราชการ ฐาน “ทุจริตเงินอาหารกลางวันเด็ก”
ที่มาของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อปี 2564 ช่วงโควิด โรงเรียนได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการให้หักเงินอาหารกลางวันบางส่วนไปซ่อมห้องน้ำ เพื่อความสะอาดและสุขอนามัยของเด็ก ๆ ครูคนนี้ปฏิบัติตาม แต่เมื่อ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบ กลับตีความว่าเป็น “การเบิกจ่ายผิดวัตถุประสงค์”
สุดท้าย คนที่ทำตามคำสั่งเพื่อประโยชน์เด็ก ๆ ต้องถูกลงโทษขั้นสูงสุด สูญเสียอาชีพ ขณะที่ผู้สั่งการจริงกลับไม่ถูกลงโทษ
นี่คือ ความไม่เป็นธรรมในระบบสอบสวนทางวินัยราชการ ที่ไม่ได้แยกแยะเจตนาและผลลัพธ์
ทหารต้องขอบริจาค งบมีแต่ใช้ไม่ได้
13 สิงหาคม 2568 กองทัพบกถูกวิจารณ์หนัก หลัง กองทัพภาคที่ 2 ต้องออกมาขอรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” จากประชาชน เพื่อเสริมแนวป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา
ทั้งที่จริงแล้วงบประมาณกองทัพมีเพียงพอ แต่ติดขัดที่ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน อีกทั้งลวดหนามแบบที่ต้องการไม่ขายทั่วไป ต้องสั่งผลิตเป็นพิเศษ
ดังนั้น แม้มีงบประมาณ แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้ จึงต้องอาศัยการบริจาคจากสังคมแทน
นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างไทย ไม่ยืดหยุ่นต่อภารกิจเร่งด่วนด้านความมั่นคง
ถึงเวลาที่ระบบราชการ ต้องเปลี่ยน ?
เมื่อมองทั้งสี่กรณีนี้ร่วมกัน จะพบจุดร่วมสำคัญ คือ 1.ทุกกรณีล้วนเกี่ยวข้องกับระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่ซับซ้อน 2.ผู้ปฏิบัติล้วนมีเจตนาดีในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อประชาชนและหน่วยงาน และ 3.ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความสูญเสียอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียตำแหน่งหน้าที่ การสูญเสียอาชีพ การสูญเสียศักดิ์ศรี หรือแม้กระทั่งการสูญเสียชีวิต
สิ่งนี้ชี้ให้เห็นวิกฤติในเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างถูกสร้างมาเพื่อป้องกันทุจริต แต่เมื่อถูกนำมาใช้โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานและการตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติมักถูกทิ้งให้อยู่ลำพังท่ามกลางกฎระเบียบที่แข็งทื่อ โดยไม่มีระบบสนับสนุนหรือเจ้าหน้าที่มืออาชีพด้านการเงิน–ธุรการมาช่วยเหลือ
ที่น่ากังวลคือระบบสอบสวนทางวินัยยังคงตีความแบบตรงไปตรงมา มองเพียงว่าผิดระเบียบหรือไม่ โดยไม่ได้พิจารณาเจตนาว่าทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ผลลัพธ์คือคนทำงานที่เจตนาดีกลับถูกลงโทษ ขณะที่คนที่สั่งการหรือคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าอาจหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ
จากจำเลยของระบบสู่ผู้สร้างนวัตกรรม
ท่ามกลางปัญหานี้ ได้มีการเสนอแนวคิดใหม่เพื่อหาทางออก เช่น Law of Efficiency หรือ “กฎหมายเพื่อประสิทธิภาพ” ที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำมาอธิบาย แนวคิดนี้ชี้ว่าการพิจารณาการทำงานของข้าราชการไม่ควรดูเพียงตัวบทระเบียบ แต่ควรดูผลลัพธ์ว่าการกระทำนั้นสร้างประโยชน์และความคุ้มค่าต่อส่วนรวมจริงหรือไม่ หากแนวคิดนี้ถูกบังคับใช้จริง กรณีหมอสุภัทรอาจถูกมองต่างออกไป เพราะแม้ไม่เดินตามระเบียบทุกข้อ แต่ผลลัพธ์คือประชาชนได้รับการตรวจโควิดอย่างรวดเร็วและช่วยควบคุมการระบาด
อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือทฤษฎี Positive Deviance หรือ “การเบี่ยงเบนเชิงบวก” ที่ รศ.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ เสนอว่า การละเมิดกฎไม่จำเป็นต้องเท่ากับเจตนาร้าย ต้องแยกให้ออกระหว่างการเบี่ยงเบนเพื่อหาทางแก้ปัญหาใหม่ กับการเบี่ยงเบนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หากผู้ปฏิบัติทำไปเพื่อหานวัตกรรมและสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม เขาไม่ควรถูกลงโทษโดยอัตโนมัติ แต่ควรได้รับการสนับสนุนและปรับปรุงระเบียบให้ทันสมัยแทน
ทั้งสองแนวคิดนี้สะท้อนสิ่งเดียวกัน คือถึงเวลาที่สังคมไทยต้องกล้าตั้งคำถามว่า ระเบียบราชการที่เราใช้อยู่นั้นยังสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ และควรปฏิรูปอย่างไรเพื่อให้เกิดทั้งความโปร่งใสและความยืดหยุ่นพร้อมกัน
4 กรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือสัญญาณเตือนว่าระบบราชการไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ หากไม่รีบแก้ไข ระเบียบที่ตั้งใจทำให้โปร่งใสจะกลายเป็นกับดักที่พรากทั้งชีวิต ศักดิ์ศรี และความเชื่อมั่นในระบบราชการไปทีละน้อย
จากระเบียบที่แท้จริงควรเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนทำงานสามารถทำเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องตกเป็นจำเลยของระบบ การปฏิรูปจึงไม่ใช่เพียงความจำเป็น แต่คือเงื่อนไขของการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทำงานในระบบราชการไทย




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น