“กัญชา” สุดวุ่น! ทั้งการเมือง ผลประโยชน์ และความปลอดภัย | เก็บตกจากวชิรวิทย์


การรวมตัวของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 หน้ากระทรวงสาธารณสุข เกิดขึ้นหลังการถอนตัวของพรรคภูมิใจไทยจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่งแรงกระเพื่อมต่อต่อทิศทางนโยบายกัญชาในประเทศ ที่อาจจะเข้มงวดขึ้นภายใต้การนำของรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน จากพรรคเพื่อไทย 


เครือข่ายผู้สนับสนุนกัญชาได้เสนอข้อเรียกร้องที่ชัดเจน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การคงสถานะกัญชาในฐานะพืชสมุนไพร การรอพระราชบัญญัติกัญชาฉบับเฉพาะ การจัดทำประกาศกระทรวงสาธารณสุขเป็นมาตรการควบคุมชั่วคราว และการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อประเมินผลกระทบ


ประเด็นที่น่าสนใจคือการโต้แย้งของ “ประสิทธิชัย หนูนวล” เลขาธิการเครือข่ายฯ ที่ตั้งคำถามถึงความไม่สอดคล้องของนโยบายในแต่ละยุคของรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นคงของนโยบายสาธารณะที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามผู้บริหารแต่ละชุด


◤ ​​ข้อวิตกเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิการใช้กัญชาส่วนบุคคล 


ประสิทธิชัย ยกตัวอย่างการเปรียบเทียบกับสารเสพติดอื่น เช่น แอลกอฮอล์และบุหรี่ ที่ไม่ควบคุมเข้มงวด สะท้อนถึงความไม่สอดคล้องในการควบคุมสารที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะการกำหนดให้กัญชาต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ขณะที่แอลกอฮอล์และบุหรี่ไม่ต้องใช้ เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย


และย้ำถึงข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ผ่านการกำหนดมาตรฐานช่อดอก ที่มาที่ไป ที่ต้องได้ใบรับรอง GACP ซึ่งกำหนดให้การปลูกกัญชาต้องลงทุนสูง อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรรายย่อยและผู้ใช้กัญชาเพื่อการรักษาที่มีฐานะทางเศรษฐกิจจำกัด 


ทว่า นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะตัวแทนนายสมศักดิ์ รมว.สธ.​ ที่มาพบปะกับเครือข่ายฯ ชี้แจงถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการควบคุมความเสี่ยง รัฐมีความจำเป็นต้องควบคุมมาตรฐานช่อดอกกัญชา โดยเฉพาะที่วางขายในร้านค้า ซึ่งบางครั้งพบสารตกค้างอันตราย เช่น ยาฆ่าแมลง หรือเชื้อรา ส่วนการลักลอบซื้อขายใบสั่งจ่ายจากบุคคลที่อ้างตัวเป็นแพทย์ ทั้งที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพจะรับไปตรวจสอบ 


ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีวาระดันกัญชากลับเป็นยาเสพติดในขณะนี้ อาจช่วยบรรเทาความกังวลระยะสั้น  อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าว่า “หากจัดระเบียบไม่ได้ อาจต้องพิจารณานำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติด” ก็ยังแสดงถึงการใช้นโยบายเป็นเครื่องมือบีบบังคับที่อาจสร้างความไม่มั่นคงให้กับผู้ใช้และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกัญชา 


◤ ​​ข้อมูลสนับสนุนการใช้กัญชา-ความท้าทายและข้อจำกัด


เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชา ยังการอ้างอิงถึงงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่พบว่าการใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมายช่วยลดการใช้สารเสพติดอื่น ขณะที่ นายธนกฤต ในฐานตัวแทนจาก สธ. ก็ยอมรับว่าคณะกรรมการอาหารและยาที่อนุมัติผลิตภัณฑ์กัญชามากกว่า 600 รายการ เป็นข้อมูลที่สนับสนุนศักยภาพของกัญชาในการนำไปใช้ประโยชน์


แต่ปัญหาความปลอดภัยที่รัฐหยิบยกมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เช่น กรณีเด็กอายุ 2 ขวบกินเยลลี่กัญชาจนหมดสติ เป็นปัญหาจริงที่ต้องมีมาตรการป้องกัน อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากการขาดความรู้และการควบคุมที่เหมาะสม มากกว่าการห้ามใช้โดยสิ้นเชิง


ความขัดแย้งในนโยบายกัญชาสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายเฉพาะที่ชัดเจนและครอบคลุม การออกพระราชบัญญัติกัญชาฉบับเฉพาะจะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมและผู้ใช้ แต่ รมว.สธ. ยืนยันว่า พ.ร.บ.กัญชา จะไม่เสร็จทันในสภาชุดนี้อย่างแน่นอน 


ขณะที่ เครือข่ายหนุนกัญชา ยังหวังว่าอย่างน้อยที่สุดจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อประเมินผลกระทบรอบด้าน เป็นข้อเสนอที่สมเหตุสมผล เนื่องจากจะช่วยให้การกำหนดนโยบายอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุม มากกว่าการตัดสินใจแบบเร่งด่วนหรือตามอารมณ์ทางการเมือง


ปัญหานโยบายกัญชาไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการควบคุมความเสี่ยง การหาทางออกที่ยั่งยืนควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเคารพสิทธิประชาชนในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล


ความไม่มั่นคงของนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปตามผู้บริหารแต่ละชุด เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขผ่านการสร้างกฎหมายที่มีความชัดเจนและการสร้างฉันทามติในสังคม


ในท้ายที่สุด นโยบายกัญชาที่ดีควรเป็นนโยบายที่ปกป้องสุขภาพประชาชน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และไม่สร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

ความคิดเห็น