ความรุนแรงในสังคมสะท้อนปัญหาสุขภาพจิตคนไทย | เก็บตกจากวชิรวิทย์

หลังโควิด 19 เสียงสะท้อนจากผู้คนจำนวนไม่น้อย ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “โรคทางกายหายแล้ว แต่บาดแผลทางใจยังไม่จาง” ซึ่งกำลังแปรเปลี่ยนเป็น ความรุนแรงในครอบครัวและสังคม ที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่าวิตก




รายงานล่าสุดจาก กรมสุขภาพจิต ระบุว่า ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ถูกกระทำความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย หรือมากกว่า 15,000 รายต่อปี โดยในจำนวนนี้ เกือบ 5,000 ราย เป็นความรุนแรงภายในครอบครัว ซึ่งพบว่าสาเหตุหลักเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิต และพฤติกรรมเสพติด


◤ โควิด-19 จุดเริ่มต้นของความเครียดสะสม?


การระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงทิ้งบาดแผลทางเศรษฐกิจและชีวิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลลึกลงไปถึงระดับจิตใจ ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO)ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 970 ล้านคน หรือราว 1 ใน 8 ของประชากรโลก โดยปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลังโควิด-19


ประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน หลายครอบครัวต้องแบกรับภาวะเศรษฐกิจถดถอย การตกงาน รายได้ไม่พอใช้ และความสูญเสียในครอบครัว ส่งผลให้คนจำนวนมากเผชิญกับความเครียด ซึมเศร้า และในบางกรณีก็แสดงออกผ่าน “ความรุนแรง” ต่อคนใกล้ตัว



◤ “เศรษฐกิจไม่ฟื้น ใจยิ่งบอบช้ำ” ปัจจัยที่ซ้ำเติม


ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตมองว่า วิกฤตสุขภาพจิตในขณะนี้ไม่ได้เกิดจากโรคระบาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยหลายประการที่ซ้อนทับกัน

ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ – หลังโควิด หลายครัวเรือนสูญเสียรายได้หลัก ส่งผลให้เกิดความเครียดเรื้อรัง

การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังจำกัด – โดยเฉพาะในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลที่ขาดบุคลากรเฉพาะทาง

ค่านิยม “อายที่จะพูด” – หลายคนยังมองว่าการไปพบจิตแพทย์คือการยอมรับว่า “เป็นบ้า” จึงเลือกเก็บไว้กับตัวจนปัญหาบานปลาย

ขาดทักษะรับมืออารมณ์ในกลุ่มเยาวชน – เยาวชนจำนวนมากเผชิญความกดดันจากทั้งครอบครัวและโรงเรียน โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้พูดคุย



◤ สร้างสังคมอ่อนโยน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


ในเวทีประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 24 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั้งในและต่างประเทศเสนอแนวทางเชิงรุกที่หลากหลาย เพื่อยกระดับการดูแลปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


1. ขยายเครือข่ายบริการจิตวิทยาชุมชน เพิ่มนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจิตในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

2. เร่งใช้ Telemedicine ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล ลดภาระเดินทางและค่าใช้จ่าย

3. จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการตีตรา ส่งเสริมให้คนเข้าใจว่าการดูแลสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่าอาย

4. บรรจุวิชาพื้นฐานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้น

5. ฝึกอบรมครู-พ่อแม่เป็นเสาหลักทางใจ  เสริมทักษะในการรับฟังและดูแลสุขภาพจิตของบุตรหลานและลูกศิษย์


แม้รัฐจะประกาศให้ “เดือนพฤษภาคม” เป็น “เดือนแห่งสุขภาพจิต” และมีแผนยุทธศาสตร์สุขภาพจิตแห่งชาติระยะ 5 ปี (2566-2570) มุ่งสร้างสังคมอ่อนโยน ไร้ความรุนแรง แต่ความท้าทายสำคัญคือ การปฏิบัติจริง สิ่งที่ยังขาดไม่ใช่แผนงาน แต่จะทำกันจริงจังแค่ไหน 


เพราะสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ “เรื่องของเรา” ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการดูแลและมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดถึงความทุกข์ใจของตนเอง การเปลี่ยนผ่านจาก “สังคมที่อดทนเงียบ” ไปสู่ “สังคมที่อ่อนโยนและไม่ตีตรา” จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน ครอบครัว และประชาชน

ความคิดเห็น