นับคาร์บทะลุเป้า…แต่สุขภาพดีขึ้นจริงหรือ? | เก็บตกจากวชิรวิทย์

เมื่อระบบปฐมภูมิลุยลด NCDs ผ่านตัวเลข แต่เสียงจากพื้นที่สะท้อนอีกมุมของความสำเร็จ





โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases - NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ยังคงเป็นตัวการหลักที่ค่อยๆ กัดกินระบบสุขภาพไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่รุนแรงเฉียบพลัน แต่ความถี่ในการเจ็บป่วยซ้ำซาก และต้นทุนด้านยารักษา ทำให้ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุขต้องแบกรับภาระมากขึ้นทุกปี


การขยับตัวครั้งใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อวางระบบ “ปฐมภูมิ” ให้แข็งแรงจึงไม่ใช่แค่การขยายบริการ แต่คือการสกัด NCDs ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะผ่านกลไกระดับพื้นที่อย่าง รพ.สต. และ อสม. ซึ่งเป็นคนหน้าด่านที่รู้จักชุมชนดีที่สุด


นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า

“อสม. กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ขับเคลื่อนงานเชิงรุกจนทำให้ประชาชน 37 ล้านคน ได้รับการสอนนับคาร์บแล้วจากเป้าหมาย 40 ล้านคน ภายในเดือนสิงหาคม 2568”


ข้อมูล ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ระบุว่า มีประชาชน 37,314,158 คน หรือคิดเป็น 93.29% ของเป้าหมาย ได้รับการสอน “นับคาร์บ” เพื่อจัดการอาหารของตนเอง ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในเขตสุขภาพที่ 5, 4, 12 และ 6 มีอัตราครอบคลุมทะลุ 100% ไปแล้ว โดยบางเขตทำได้ถึง 148.79% ของเป้า


ตัวเลขสำคัญ:

ผู้ป่วย NCDs ที่รักษาหาย: 20,700 ราย

หยุดยาได้: 14,700 ราย

ลดการใช้ยา: 23,600 ราย

ประหยัดค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพกว่า 600 ล้านบาท/ปี


สถิติเหล่านี้น่าชื่นชม แต่คำถามคือ…

“เราจะทำให้ความสำเร็จเหล่านี้ยั่งยืนได้อย่างไร?”






เสียงจากหมออนามัย “กราฟทะลุเป้า แต่คนคีย์ใกล้ทะลุโรงบาล”


เบื้องหลังกราฟสวยงามบน Dashboard ระดับเขตสุขภาพ คือหมออนามัยใน รพ.สต. ที่กำลังทำงานหนักเกินกำลัง


“เปิดกราฟเช้าๆ เห็นยอดพุ่ง 140-150% ก็ดีใจค่ะ แต่ดีใจได้แป๊บเดียว เพราะเมื่อคืนก็นั่งคีย์ข้อมูลนับคาร์บจนตีสองอีกแล้ว” — เพจหมออนามัยขี้เม้าท์ 


การ “นับคาร์บ” ซึ่งควรเป็นกระบวนการสร้างความรู้เพื่อให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน กลับกลายเป็น “เป้าตัวเลข” ที่ต้องบรรลุ ทำให้การปฏิบัติในพื้นที่บางแห่งมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลให้ครบตามเป้า มากกว่าการทำความเข้าใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมจริงๆ


“เราคีย์ทุกวัน วิ่งตามลุงป้าน้าอาไปถึงหน้าวัด ขอข้อมูลนับคาร์บ ส่วนใหญ่ก็จะงงๆ ว่า ‘ข้าวเหนียว 3 กระติ๊บกับไก่ย่างครึ่งตัว มันนับเป็นกี่คาร์บ’ แล้วสุดท้ายเราก็กรอกให้เขาแทน เพราะต้องส่งยอด” — เพจหมออนามัยขี้เม้าท์ 



​​การจัดการเชิงระบบต้องลึกกว่า Dashboard


แม้ระบบจะมีการขับเคลื่อนศูนย์ “คนไทยห่างไกล NCDs” ในระดับตำบลและอำเภอ และเปิดตัวศูนย์ NCDs Prevention Center ที่ออกแบบให้เป็นจุดคัดกรอง ป้องกัน และให้ความรู้ แต่การขาด “ระบบสนับสนุนภาคสนาม” เช่น โปรแกรมคีย์ข้อมูลที่สะดวก หรือกำลังคนที่เพียงพอ กลับทำให้บุคลากรปฐมภูมิเผชิญความเหนื่อยล้าอย่างหนัก


แทนที่ระบบจะใช้ “ข้อมูล” เพื่อพัฒนาการดูแลในระยะยาว กลับกลายเป็นว่า “ข้อมูล” ถูกเร่งให้เสร็จ เพื่อใช้รายงานเชิงปริมาณต่อผู้บริหาร



​​จาก “รักษา” สู่ “เปลี่ยนพฤติกรรม”


โจทย์ยากของระบบสุขภาพไทย! การแก้ปัญหา NCDs ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่แค่คนหยุดยาได้หรือรักษาหาย แต่คือการที่คนในชุมชนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของตนเองได้อย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย หรือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง


ซึ่งสิ่งนี้ต้องอาศัย 3 ปัจจัยร่วม

1. ระบบชุมชนที่เข้มแข็ง — อสม. และผู้นำชุมชนที่เข้าใจวัฒนธรรมในพื้นที่

2. เครื่องมือที่เหมาะสม — โปรแกรมบันทึกข้อมูลที่ใช้งานง่าย ระบบติดตามผลที่ไม่ซับซ้อน

3. แรงจูงใจที่ไม่ใช่ตัวเลข — เช่น การเห็นผลลัพธ์ในสุขภาพของคนรอบตัว ไม่ใช่รางวัลจากการส่งยอดเกินเป้า



ในวันที่นโยบายสุขภาพถูกเร่งให้ “เห็นผล” ผ่าน Dashboard และตัวเลขเป้า กลุ่มหมออนามัยซึ่งเป็นด่านหน้าทำงานที่อยู่ รพ.สต. อยากจะถามกลับว่า ทำไมต้องแข่งกัน “คีย์” จนเกิน 100%? เป้าหมายคือคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือ “ตัวเลขบนรายงาน”? แล้วใครจะดูแลคนทำงานหน้าด่าน ที่นั่งคีย์จนตาลึกโหล?


นโยบายลดโรค NCDs จะได้ผลจริง ก็ต่อเมื่อ ระบบสนับสนุนภาคสนามแข็งแรง ข้อมูลสะท้อนความจริง และคนในชุมชนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เพราะโดนขอให้กรอกแบบฟอร์ม เพราะในขณะที่กราฟทะลุเป้า เจ้าหน้าที่ก็ใกล้หมดแรง และประชาชนก็ยังถามว่า


“ข้าวเหนียว 3 กระติ๊บ กับไก่ย่างครึ่งตัว นับคาร์บยังไง?”


 

หมายเหตุ


NCDs (Non-Communicable Diseases) ได้แก่ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ มะเร็ง ฯลฯ


การ “นับคาร์บ” คือการนับคาร์โบไฮเดรตในอาหาร เพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข 

ความคิดเห็น