“มรดกกัญชาเสรี” บนสนามการเมือง หลัง “ภูมิใจไทย” ถอนตัวจากรัฐบาล | เก็บตกจากวชิรวิทย์
- การปลดล็อกกัญชาโดยไม่มี พ.ร.บ. ควบคุมเฉพาะ นำไปสู่ปัญหาการเข้าถึงที่ไร้ขอบเขต โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและธุรกิจค้ากัญชา ที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเปิดร้านค้าเกลื่อนเมือง
- พรรคภูมิใจไทยกล่าวหาว่าเพื่อไทยละเลยการออกกฎหมายควบคุม แต่เพื่อไทยตอบโต้ว่า “มรดกกัญชาเสรี” เป็นผลจากการดำเนินนโยบายผิดพลาดของภูมิใจไทยตั้งแต่ต้น พร้อมยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนกัญชาเสรี
- ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งออกกฎหมายควบคุมกัญชาให้ชัดเจน พร้อมกำหนดบทบาทรัฐ การใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น และจัดการผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลจากนโยบายที่คลุมเครือ
“นโยบายกัญชา” ซึ่งเคยเป็นจุดขายเด่นของพรรคภูมิใจไทย กลับกลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนแรงในตอนนี้ เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์ข้อความเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. ควบคุมกัญชา โดยพาดพิงว่ากระทรวงสาธารณสุขยุคพรรคเพื่อไทย “ปล่อยปละละเลย” จนปัญหากัญชาเสรีบานปลาย กลายเป็น “คาเฟ่สายเขียวทั่วเมือง”
ขณะที่ฝั่งพรรคเพื่อไทย โดย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ออกมาตอบโต้ทันควันว่า ปัญหานี้คือ “มรดกจากภูมิใจไทย” ที่เปิดประตูโดยไร้รั้วควบคุมตั้งแต่ต้น
สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความขัดแย้งในนโยบายสาธารณะ แต่ยังเปิดเผยความร้าวลึกในความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล (ที่เคยร่วม) และกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองหลัง “ภูมิใจไทย” ถอนตัวสู่การเป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบ
จุดเริ่มต้นของ “กัญชาเสรี” ความฝัน หรือความผิดพลาดเชิงนโยบาย?
หากย้อนกลับไปในปี 2562 พรรคภูมิใจไทยประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะผลักดันให้ “กัญชาเพื่อการแพทย์” ถูกปลดล็อกจากบัญชียาเสพติด โดยอ้างว่าเป็นทางเลือกใหม่ทางเศรษฐกิจ และการรักษา โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่เข้าถึงการรักษาแบบดั้งเดิมได้น้อย
ในปี 2564 ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทรวงสาธารณสุขที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรี ได้ออกประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด โดยไม่มีการตรากฎหมายเฉพาะควบคุมควบคู่กัน ทำให้เกิด “สุญญากาศทางกฎหมาย” ที่เปิดช่องให้ภาคเอกชนแห่เปิดร้านค้ากัญชาทั่วเมือง
แม้พรรคภูมิใจไทยจะเสนอร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็เผชิญกับการต่อต้านจากพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ก่อนที่ร่างจะตกไปเพราะการยุบสภาในปี 2566
การปล่อยให้เกิด “กัญชาเสรีโดยพฤตินัย” โดยไม่มีกรอบควบคุมทางกฎหมายอย่างเข้มงวด ถูกนักวิชาการและภาคประชาชนตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าเป็นความผิดพลาดเชิงนโยบายที่เร่งรีบเกินไปหรือไม่
มุมกลับเมื่อพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นฝ่ายค้าน
หลังการเลือกตั้งในปี 2566 พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล ในยุค รัฐบาลเศรษฐา 1 เพื่อไทยพยายามนำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติด แต่ล้มเหลว เมื่อเจอแรงต้านอย่างหนักจากพรรคร่วมฯ อย่างภูมิใจไทย จนนำไปสู่การชะลอท่าทีของพรรคเพื่อไทย
ปี 2568 การแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกอบกับเหตุการณ์คลิปหลุดการสนทนาเจรจาระหว่าง น.ส.แพรทองทาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับ สมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา จนนำมาสู่การถอนตัวร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ออกไปเป็นฝ่ายค้าน อาจทำให้นโยบายเรือธงอย่าง “กัญชาฯ” ของพรรคภูมิใจไทยสั่นคลอนไปด้วย เพราะเป็นนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์สองด้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “กัญชาเสรี” ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเยาวชน
แต่ นายศุภชัย ปฏิเสธว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์ “กัญชาเสรี” โดยออกมาเคลื่อนไหวโจมตีว่า เป็นเพราะพรรคเพื่อไทย ซึ่งดูแลกระทรวงสาธารณสุข ปล่อยให้ร้านค้ากัญชาผิดกฎหมายแพร่ขยาย และยังไม่เร่งผลักดันกฎหมายควบคุม ทั้งที่ตนเองเคยเสนอร่าง พ.ร.บ.มาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนยุบสภา
การเรียกร้องครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “ตีตื้นกระแสนโยบาย” เพื่อชิงพื้นที่สื่อ และฟื้นบทบาทของพรรคภูมิใจไทยในฐานะ “เจ้าของนโยบายกัญชา” ในขณะที่กำลังสูญเสียฐานเสียงบางส่วนจากผลกระทบของนโยบายเดิม
เพื่อไทยตอบโต้ใครกันแน่ “เปิดประตูโดยไร้รั้ว”?
แต่คำตอบโต้จากฝั่งพรรคเพื่อไทย โดย น.ส.ลิณธิภรณ์ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ย้อนแย้งกับคำกล่าวหาของนายศุภชัย กล่าวคือ พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เริ่มกระบวนการปลดล็อกกัญชา โดยไม่วางโครงสร้างควบคุมที่เข้มงวด จนเกิดช่องว่างให้เกิด “คาเฟ่สายเขียว” และการเข้าถึงของเยาวชน
เธอย้ำว่า พรรคเพื่อไทย “ไม่เคยสนับสนุนกัญชาเสรี” และแสดงจุดยืนสนับสนุนเฉพาะการใช้ทางการแพทย์มาโดยตลอด รัฐบาลในปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างการเร่งร่าง พ.ร.บ. ควบคุมกัญชาอย่างรัดกุม เพื่ออุดช่องว่างที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาลเดิม
คำตอบโต้นี้มีนัยสำคัญ เพราะมันชี้ให้เห็นว่าฝ่ายนโยบายเอง “ไม่ลืมอดีต” และใช้สิ่งที่ภูมิใจไทยเคยทำ เป็นหลักฐานว่าไม่สามารถโทษรัฐบาลชุดนี้ได้ทั้งหมด
ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำไมถึงยังไม่มีกฎหมายควบคุม?
แม้จะมีร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่เสนอเข้าสภาฯ หลายครั้ง แต่กระบวนการตรากฎหมายกลับสะดุดทุกครั้ง ทั้งจากแรงเสียดทานทางการเมือง การตีตกโดยกรรมาธิการ หรือการยุบสภา
ระหว่างที่ไม่มี พ.ร.บ. ควบคุมเฉพาะ กระทรวงสาธารณสุขใช้กฎหมายเก่าหลายฉบับมาควบคุมเฉพาะบางด้าน เช่น การออกใบอนุญาตโดยกรมแพทย์แผนไทย การควบคุมอาหาร-ยาโดย อย. ซึ่งทำให้เกิดความซ้ำซ้อน แยกส่วน และไร้เอกภาพ
ผลลัพธ์คือร้านค้าจำนวนมากอ้างสิทธิ์ทางกฎหมายในการจำหน่ายโดยอาศัยช่องว่าง ขณะที่ผู้ตรวจสอบไม่มีอำนาจเต็มที่ตามกฎหมายเฉพาะ บางกรณีพบว่าใบอนุญาตถูกซื้อขายหรือออกโดยไม่มีมาตรฐานกลาง
เห็นด้วย 59% คุม “ช่อดอกกัญชา” ห่วงกระทบร้านค้า สิทธิเสรีภาพ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. … ซึ่งเสนอให้ “ช่อดอกกัญชา” ถูกจัดเป็นสมุนไพรควบคุม หลังเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (LAW) ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2568 และขยายเวลาจนถึง 15 มิถุนายน รวม 25 วันเต็ม
ผลการรับฟังพบว่า ประชาชนเห็นด้วย 59% และ ไม่เห็นด้วย 41% โดยกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระทบต่อร้านค้าและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง และยังมีความกังวลเรื่องสิทธิเสรีภาพในการใช้กัญชา
ขณะนี้ ร่างประกาศฯ ดังกล่าวได้ถูกเสนอให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาและลงนามแล้ว แต่ยังไม่เริ่มบังคับใช้ในทันที เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดกรอบเวลาให้ผู้ประกอบการมีช่วงปรับตัว พร้อมกันนี้มีข้อเสนอให้ เพิ่มโทษกับร้านค้าที่ลักลอบจำหน่ายช่อดอกกัญชาโดยไม่มีใบอนุญาต อย่างเข้มงวด
ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ย้ำว่า ร่างประกาศฉบับนี้อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ไม่ได้เป็นการแทนที่ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับหลัก ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เสียงจากประชาชนและภาคสังคม ผลกระทบที่ไม่อาจปฏิเสธ
จากข้อมูลของเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรแพทย์ และกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง ได้แสดงความกังวลว่า เด็กและเยาวชนเข้าถึงกัญชาได้ง่ายขึ้นหลังการปลดล็อก
มีการสำรวจว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดจากผลของการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15-25 ปี สะท้อนผลกระทบของ “การเสรีก่อนควบคุม” อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่เคยเข้าร่วมระบบปลูกกัญชากับรัฐช่วงปี 2564-2565 กลับประสบปัญหาตลาดล่ม ขาดความแน่นอนในกฎหมาย ทำให้ต้องเลิกกิจการ กลับไปปลูกพืชเดิม
ทางเลือกในอนาคต จะไปทางไหนกับกัญชาไทย?
การจะเดินหน้าต่อกับนโยบายกัญชาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญ 3 ประการ คือ 1. จะใช้กัญชาในฐานะ “ยา” หรือ “สินค้า”? หากรัฐเห็นว่ากัญชาเป็นยา การควบคุมควรอยู่ภายใต้ระบบเภสัชกรรมที่เข้มงวด หากเห็นว่าเป็นสินค้า ก็ควรเข้าสู่ระบบภาษี การค้าระหว่างประเทศ และมาตรฐานความปลอดภัย
2. ใครเป็นผู้กำกับดูแลหลัก? ปัจจุบันการกระจายอำนาจการควบคุมกัญชาอยู่หลายหน่วยงาน ควรมีองค์กรกลางที่มีอำนาจเฉพาะ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและ 3. จะเยียวยาผลกระทบจากนโยบายเดิมอย่างไร? ต้องมีมาตรการรองรับเกษตรกรที่ลงทุนไปแล้ว ร้านค้าที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในช่วงสุญญากาศ และผู้ป่วยที่ใช้กัญชาในการรักษา ต้องไม่ถูกทอดทิ้งจากการ “เปลี่ยนท่าที” ทางนโยบาย
กัญชาไม่ใช่แค่พืช แต่คือนโยบายที่ต้องมี “ความรับผิดชอบ”
กรณีของกัญชาในประเทศไทยคือบทเรียนที่ชัดเจนของการเดินหน้านโยบายโดยขาดความรอบคอบทางกฎหมายและโครงสร้างรองรับ ผลลัพธ์คือความเสียหายทางสังคม และความขัดแย้งทางการเมืองที่ลุกลามมาถึงปัจจุบัน
แม้พรรคภูมิใจไทยจะเป็นผู้จุดประกายแนวคิดนี้ แต่พรรคเพื่อไทยในฐานะรัฐบาลปัจจุบัน ก็มีภาระหน้าที่ในการปิดช่องว่าง และสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการคุ้มครองสาธารณสุข
เมื่อการเมืองกลายเป็นเวทีโยนความผิด กัญชาก็ยังเป็นเพียง “เหยื่อ” ในสงครามแห่งอำนาจ หากยังไม่มีใครลุกขึ้นมาสร้างความชัดเจนอย่างแท้จริง กัญชาจะยังเป็น “พืชไร้กฎหมาย” และประเทศไทยจะยังติดอยู่ในวงจร “เสรีโดยไม่รับผิดชอบ” ต่อไป
#นักข่าวสาธารณสุข #เก็บตกจากวชิรวิทย์





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น