ฟ้าทะลายโจร – จุดตัดระหว่าง “หลักฐานเชิงประจักษ์” กับ “ความเชื่อทางการแพทย์” ท่ามกลางโควิดที่ยังไม่จบ | เก็บตกจากวชิรวิทย



แม้การระบาดของโควิด-19 จะผ่านจุดพีกไปแล้ว แต่กระแสความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ “ฟ้าทะลายโจร” เพื่อรักษาอาการติดเชื้อยังคงดำเนินอยู่ โดยเฉพาะหลังจากที่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมแพทย์ต่าง ๆ ออกแนวทางเวชปฏิบัติฉบับปี 2568 ชัดเจนว่า “ไม่แนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจร” ในผู้ติดเชื้อโควิดไม่ว่ากรณีใด ๆ ข้อแนะนำนี้เป็นผลจากการทบทวนงานวิจัยล่าสุด ซึ่งพบว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าฟ้าทะลายโจรช่วยลดอาการหรือความรุนแรงของโรคได้จริง


อย่างไรก็ตาม การตอบโต้จาก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ออกมาในวันที่ 19 มิถุนายน กลับสะท้อนทิศทางคนละขั้ว กรมการแพทย์ยืนยันว่า “ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์” ที่รองรับการใช้ฟ้าทะลายโจร โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง พร้อมผลักดันการใช้สมุนไพรไทยในระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นทางการ และพัฒนา “คู่มือการใช้ยาสมุนไพรในเวชปฏิบัติ” เพื่อให้แพทย์แผนปัจจุบันใช้ร่วมกับแนวทางมาตรฐานได้อย่างมั่นใจ


◤ ข้อเท็จจริงเชิงขัดแย้ง: หลักฐานที่มี กับหลักฐานที่ “พอ”


จุดที่น่าสนใจของประเด็นนี้อยู่ที่ “หลักฐานเชิงประจักษ์” ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างอิง แต่ตีความไม่เหมือนกัน

 • ฝ่ายราชวิทยาลัยฯ มองว่า งานวิจัยที่ผ่านมายังไม่ “ชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงพอ” โดยเฉพาะในแง่การลดอาการหรือความรุนแรงของโควิด

 • ฝ่ายกรมการแพทย์ กลับเห็นว่ามี “หลักฐานเพียงพอในระดับหนึ่ง” โดยเฉพาะสำหรับการใช้เสริมในรายที่มีอาการไม่รุนแรง


ความแตกต่างนี้สะท้อนจุดเปราะบางของระบบสุขภาพไทย ที่บางครั้ง ต้องบริหารระหว่างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กับความเชื่อของสังคมและนโยบายสาธารณะ


◤ สมุนไพรไทยในระบบสุขภาพ ปรัชญาความมั่นคงทางยา หรือความเสี่ยงเชิงคลินิก?


ความพยายามของรัฐในการผลักดันสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงโควิด ตั้งแต่การบรรจุ ฟ้าทะลายโจร ลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2566 จนถึงการออกคู่มือใช้สมุนไพรไทยในเวชปฏิบัติ โดยแบ่งกลุ่มอาการออกเป็น 6 กลุ่มโรค เช่น ทางเดินหายใจ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ฯลฯ


แนวทางนี้สะท้อนความตั้งใจในการ “ลดพึ่งพายานำเข้า” และ “สร้างความมั่นคงทางยาภายในประเทศ” แต่ก็สร้างความกังวลในมุมของแพทย์แผนปัจจุบันไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อ ข้อมูลคลินิกที่มีอยู่ยังมีความหลากหลาย และยังไม่มีงานวิจัย RCT (Randomized Controlled Trial) ที่น่าเชื่อถือเพียงพอในบริบทของโควิด


◤ ผู้ป่วยยังมากกว่า 7,000 รายต่อวัน ทำไมฟ้าทะลายโจรจึงยังถูกหยิบมาใช้?


ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ถึง 7,047 ราย แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่สูงลิ่วแบบช่วงพีก แต่ก็สะท้อนว่าการระบาดยังไม่จบจริง และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐยังต้องมี “เครื่องมือทางเลือก” อย่างฟ้าทะลายโจร อยู่ในระบบบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเข้าถึงยาใหม่ เช่น Molnupiravir อาจยังจำกัด


ที่สำคัญคือ แม้ยา Molnupiravir ซึ่งเคยถูกแนะนำอย่างกว้างขวาง จะถูกลดระดับคำแนะนำลงเหลือ Grade C (แปลว่า ทำหรือไม่ทำก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท) แต่ ฟ้าทะลายโจรกลับถูกขีดเส้นแดงว่า “ไม่แนะนำให้ใช้” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แนวทางการแพทย์กล้าระบุชัดเจนขนาดนี้


◤ ทางสองแพร่งของการแพทย์ไทย


ประเด็นฟ้าทะลายโจรไม่ใช่แค่เรื่องยา แต่คือบทพิสูจน์ของ การอยู่ร่วมกันระหว่าง “แพทย์แผนไทย” และ “แพทย์แผนปัจจุบัน” ท่ามกลางระบบสุขภาพที่ยังต้องการความเชื่อมั่นจากประชาชน


ในทางหนึ่ง รัฐต้องการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและลดการพึ่งพายานอก แต่ในอีกทางหนึ่ง เสียงจากวงการแพทย์ก็เตือนว่า “การใช้ยาใด ๆ ต้องยืนอยู่บนฐานหลักฐาน ไม่ใช่แค่ความหวังหรือกระแสนิยม”


เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่า “เรามีหลักฐาน” — คำถามจึงไม่ใช่ว่า ฟ้าทะลายโจรดีหรือไม่ดี แต่คือ


“เรากำลังตัดสินใจโดยอิงจากหลักฐานใด และมีระบบตรวจสอบวิธีคิดนั้นมากพอหรือไม่?”


หมายเหตุ: การติดตามสถานการณ์และประเมินผลการใช้ยาฟ้าทะลายโจรในกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิดอาการไม่รุนแรงอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการจัดเก็บข้อมูลผลข้างเคียง อาจเป็นหนทางกลางที่จะสร้างสมดุลระหว่างสองมุมมองได้ในอนาคต

ความคิดเห็น