ถ่ายโอน รพ.สต.ปี 69 ทำไมลดลง? | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 


  • ปี 2569 มี รพ.สต. ถ่ายโอนเพียง 22 แห่ง จาก 263 แห่งในปีก่อนหน้า ลดลงกว่า 90%
  • รัฐบาลและคณะอนุกรรมการถ่ายโอนฯ หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” แทน “ปริมาณ” โดยเน้นให้ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปแล้วสามารถบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน มีคณะทำงาน 7 ชุดลงไปแก้ปัญหาเชิงระบบ ทั้งเรื่องคน-เงิน-ของ
  • หลาย อบจ. ที่ถ่ายโอน รพ.สต. แล้ว เช่น สงขลา ระยอง ปราจีนบุรี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดนวัตกรรมสุขภาพปฐมภูมิที่ตอบโจทย์ชุมชน

 

การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถือเป็นหนึ่งในนโยบายระดับชาติที่เปลี่ยนโฉมหน้าระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยอย่างชัดเจนในรอบทศวรรษ การปฏิรูปนี้ถูกผลักดันภายใต้หลักการ “สุขภาพเพื่อท้องถิ่น โดยท้องถิ่น เพื่อประชาชน” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การบริการสุขภาพใกล้บ้านใกล้ใจ และตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

 

แต่ว่าถึงแม้จะมีการถ่ายโอน รพ.สต. จำนวนหลายพันแห่งไปแล้วในช่วงปี 2566–2568 แต่ปี 2569 กลับมีการถ่ายโอนเพียง 22 แห่ง เท่านั้น ซึ่งนับว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายจังหวัดแสดงความพร้อมและขับเคลื่อนเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Thai PBS Policy Watch สำรวจข้อมูลเชิงลึก วิเคราะห์แนวโน้ม และสะท้อนเสียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อหาคำตอบว่า “การถ่ายโอนดีอย่างไร” และ “เหตุใด ปี 2569 จึงถ่ายโอนน้อย?”

 

 

ภาพรวมการถ่ายโอน รพ.สต. ตลอด 4 ปี

 

ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมาการกระจายอำนาจด้านสุขภาพจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นคืบหน้าไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปี 2566–2567 ที่นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ

 

ปีงบประมาณ

จำนวน รพ.สต./สอน. ที่ถ่ายโอน

จำนวนบุคลากรที่ถ่ายโอน

จำนวน อบจ. ที่รับถ่ายโอน

2566

3,263 แห่ง

21,779 คน

49 จังหวัด

2567

913 แห่ง

7,425 คน

57 จังหวัด

2568

263 แห่ง

2,122 คน

51 จังหวัด

2569

22 แห่ง

540 คน

9 จังหวัด (จาก 35 อบจ.)

 

ปัจจุบัน มี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั้งสิ้น 9,836 แห่ง ปีงบประมาณ 2566–2569) มีการถ่ายโอน รพ.สต. และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกันแล้ว ประมาณ 4,457 แห่ง คิดเป็นราว 45.3% บุคลากรราว 31,800 คน แต่น่าสังเกตว่าปี 2569 กลับมีจำนวน รพ.สต.ที่สมัครใจถ่ายโอน ลดฮวบเหลือเพียง 22 แห่ง นับว่าลดลงมากกว่า 90% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

 


ระบบสุขภาพปฐมภูมิไม่ใช่แค่ “การรักษา”

 

การถ่ายโอน รพ.สต. ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผู้มีอำนาจกำกับดูแล แต่เป็นการ “เปลี่ยนวิธีคิด” ในการพัฒนาระบบสุขภาพ การนำพลังของท้องถิ่นมาเชื่อมโยงกับวิชาการ แปรเปลี่ยนจากการรอรับนโยบายจากส่วนกลางเป็นการออกแบบแนวทางดูแลสุขภาพแบบ “เฉพาะพื้นที่” ที่สะท้อนความต้องการจริงของประชาชน

 

พื้นที่ต้นแบบอย่าง อบจ.สงขลา ได้พลิกแนวคิดจากการ “จัดบริการ” มาเป็นการ “สร้างสุขภาวะ” ผ่านระบบ IMED@HOME ที่ทำงานร่วมกับแผนสุขภาพรายบุคคล รองรับสังคมสูงวัยได้อย่างเป็นระบบ ขณะที่ รพ.สต.บ่อเงิน จ.ปทุมธานี จัดตั้งข้อตกลงส่งต่อผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ขึ้นกับสายบังคับบัญชาที่เคยมีข้อจำกัดในอดีต

 

ในอีกมุมหนึ่ง อบจ.ระยอง ซึ่งรับถ่ายโอน รพ.สต. แบบเต็มรูปแบบ 95 แห่ง ได้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมสุขภาพไม่ได้จำกัดแค่เครื่องมือหรืออุปกรณ์ แต่คือกระบวนการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ การจัดตั้งคณะทำงานสุขภาพช่องปาก คณะกรรมการเวชศาสตร์ครอบครัว และการใช้ระบบข้อมูล Health Dashboard เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างๆ แสดงให้เห็นว่าท้องถิ่นสามารถเป็น “ศูนย์กลาง” ของการจัดการสุขภาพได้จริง

 

ส่วนในพื้นที่ที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่กว่า เช่น อบจ.ปราจีนบุรี ที่ถ่ายโอน รพ.สต. มากถึง 94 แห่ง ยังสามารถออกแบบโมเดลดูแลผู้ป่วยไต ผ่านกองทุน “ส่งใจถึงไต” ด้วยการระดมทรัพยากรจากชุมชน และพัฒนากลไกสนับสนุนให้เกิด “พยาบาลประจำชุมชน” เพื่อเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงศักยภาพเชิงระบบที่ถูกปลดล็อกจากการถ่ายโอน หากมีการออกแบบกลไกการทำงานที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

 

 

แล้วอะไรทำให้การถ่ายโอนปี 2569 สะดุด?

 

แม้ผลลัพธ์เชิงคุณภาพจะบ่งชี้ถึงความสำเร็จในหลายพื้นที่ แต่เมื่อมองย้อนกลับมาที่ปี 2569 คำถามสำคัญก็คือ เหตุใดการถ่ายโอนจึงชะลอลง?

 

คำตอบแรกที่พบได้ในรายงานการประชุม คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2568 คือ การปรับเกณฑ์การประเมินความพร้อมของ อบจ. ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านงบประมาณ ระบบบุคลากร และโครงสร้างการบริหาร ความพร้อมไม่ได้วัดเพียงแค่ “เอกสารครบ” แต่หมายถึง “ทำได้จริง” ซึ่งหลาย อบจ. ยังต้องใช้เวลาในการปรับระบบให้เท่าทันความคาดหวังนี้

 

นอกจากนั้น ยังมีข้อเท็จจริงที่ไม่อาจมองข้าม คือ การถ่ายโอนทรัพยากร เช่น ที่ดิน วัสดุ ครุภัณฑ์ ยังไม่ราบรื่นในหลายพื้นที่ ทำให้หน่วยบริการที่ถ่ายโอนแล้วไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน บุคลากรจำนวนไม่น้อยยังคงลังเลต่อการถ่ายโอน ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางอาชีพและสวัสดิการที่ยังเปรียบเทียบกับระบบเดิมได้ไม่เต็มที่

 

มีความเห็นหนึ่งจาก อบจ.สงขลา ที่ระบุว่าการสื่อสารคือหัวใจสำคัญของการถ่ายโอน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่าน หากไม่มีการพูดคุยที่เพียงพอ ความร่วมมือจะกลายเป็นแรงต้านในทันที นี่คือข้อสะท้อนที่ชี้ว่า การปฏิรูปไม่ได้เกิดจากนโยบาย หากแต่ต้อง “ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์”

 


“คน-เงิน-ของ” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของท้องถิ่น

 

ในที่ประชุม ก.ก.ถ. ล่าสุด มีการหยิบยกประเด็นอุปสรรคจากหน้างานขึ้นมาแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็น “สามเส้า” อย่าง คน เงิน ของ ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การถ่ายโอนสะดุด

 

แม้หลาย อบจ. จะมีศักยภาพในการจัดบริการสุขภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แต่การรับถ่ายโอน รพ.สต. มายังต้องเจอกับข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่ไม่ได้เพิ่มตามภาระงาน และขาดกลไกกลางช่วยประสานการจัดการทรัพย์สินและครุภัณฑ์จากเดิมที่อยู่ภายใต้ สธ. ส่งผลให้การบริหารจัดการหลังการถ่ายโอน “ค้างคา” และยังไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้เต็มกำลัง

 

 

เปลี่ยนจาก “เร่งถ่ายโอน” สู่ “ปรับฐาน”

 

เมื่อพิจารณาแนวโน้มโดยรวม การชะลอการถ่ายโอนในปี 2569 อาจไม่ใช่เพียงผลจากข้อจำกัดเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความพยายามในการ “ปรับฐาน” และวางโครงสร้างให้มั่นคงมากกว่าการเร่งปริมาณ

 

ในรายงานของคณะอนุกรรมการถ่ายโอนฯ ระบุว่า ได้ตั้งคณะทำงานถึง 7 ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาทุกมิติของการถ่ายโอน ตั้งแต่ข้อกฎหมาย งบประมาณ ไปจนถึงระบบข้อมูลและการบริหารบุคลากร ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปแล้วสามารถ “ยืนได้ด้วยตนเอง” ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนสังกัดโดยไม่มีพัฒนาการ

 

แม้จะมี รพ.สต. เพียง 22 แห่งที่ถ่ายโอนในปี 2569 แต่ตัวเลขนี้วิเคระห์กันว่า อาจเป็นสัญญาณการพัฒนาเข้าสู่ “ระยะคุณภาพ” กำลังเริ่มต้น การมีเพียง 9 จังหวัดที่ผ่านการประเมินอาจดูน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ก็เป็นจังหวัดที่แสดงความพร้อมชัดเจนในการปรับโครงสร้างระบบบริการสาธารณสุขให้เชื่อมโยงกันในทุกระดับ

 

 

จาก “การถ่ายโอน” สู่ “การถักทอระบบสุขภาพ”

 

สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืม คือ เป้าหมายของการถ่ายโอนไม่ใช่เพื่อให้มี รพ.สต. ภายใต้ อบจ. มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เพื่อให้เกิดระบบบริการสุขภาพที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ดีที่สุด

 

การถ่ายโอนจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคหรือการจัดการงบประมาณเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการถักทอระบบสุขภาพปฐมภูมิที่แท้จริง ให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระบบประเทศ

 

การชะลอตัวในปี 2569 อาจเป็นจังหวะพักเพื่อขยับอย่างมั่นคง การเดินหน้าทบทวนเกณฑ์ มองผลลัพธ์ มากกว่าปริมาณ คือทิศทางที่ควรสนับสนุน

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมควรจับตาไม่ใช่เพียงว่า “มี รพ.สต. ถ่ายโอนอีกกี่แห่ง” แต่ควรถามว่า “ประชาชนสุขภาพดีขึ้นจริงหรือไม่?” เพราะนั่นคือปลายทางที่แท้จริงของการปฏิรูปที่เรากำลังเดินร่วมกัน.

 


 

 

 


ความคิดเห็น