ฝายดักตะกอน ดักพิษสารหนู? | เก็บตกจากวชิรวิทย์

วิกฤตสารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกก ยังไม่จบง่าย ๆ แม้รัฐบาลเริ่มออกมาตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้แก้ปัญหา เสนอให้สร้าง “ฝายดักตะกอน” หวังเป็นทางออก


แต่ชาวบ้านและนักวิชาการ ยังเกิดคำถามว่า เพียงพอจริงหรือ ? และกระบวนการฟื้นฟูด้วยวิธีแบบนี้ จะทำให้ชีวิตผู้คนปลอดภัยขึ้น และทำให้สิ่งแวดล้อมกลับมาจากการปนเปื้อนได้แค่ไหน ?


รายการ Flash Talk ทางเพจ The Active และ ThaiPBS เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทัศน์-วชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย ชวนเจาะลึกข้อเสนอทางวิศวกรรม ควบคู่ข้อเท็จจริงจากภาคประชาชน กับ “รศ.ธนพล เพ็ญรัตน์” คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.นเรศวร และ “สืบสกุล กิจนุกร” จากสำนักนวัตกรรมสังคม ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมตั้งคำถามต่อภาครัฐว่า ฝายดักตะกอน และแนวทางของภาครัฐเวลานี้ คือ ทางแก้จริง ๆ  หรือแค่ทางผ่านของปัญหาเท่านั้น


ชมย้อนหลัง 




ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แสดงความเห็นต่อความเคลื่อนไหวของรัฐบาลต่อการแก้ปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อน โดยตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการของรัฐบาลหลายประเด็นยังเป็นเพียง “งานประจำ” ที่หน่วยงานรัฐควรดำเนินการอยู่แล้ว และยังไม่มีสิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงระบบ


“สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอเมื่อไม่กี่วันก่อน จริง ๆ แล้วเป็นผลสรุปจากการประชุมเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่มีรองนายกฯ ประเสริฐเป็นประธาน ซึ่งมีข้อสั่งการออกมา 6 ข้อ แต่ผ่านมาเกือบเดือน ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า มีเพียงการทบทวนสิ่งเดิม” อ.สืบสกุลกล่าว


โดยเฉพาะในประเด็นการจัดตั้ง “อนุกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ” ซึ่งรัฐบาลเพิ่งประกาศจะมีการประชุมวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นมติเดิมที่เคยแถลงมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงสะท้อนถึงความล่าช้าในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย


อ.สืบสกุล


สร้างฝาย “ง่ายแต่หลอกตา” – นักวิชาการชี้อาจเป็นเพียงวาทกรรม


สำหรับข้อเสนอการสร้างฝายดักตะกอนซึ่งกลายเป็นมาตรการที่รัฐบาลผลักดันอย่างแข็งขันนั้น อ.สืบสกุลมองว่าอาจเป็นแนวทางที่ “ดูเหมือน” แก้ปัญหาได้ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงหนึ่งในสี่แนวทาง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและจับต้องได้ที่สุด จึงมักถูกหยิบมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการบางอย่าง


“เวลาจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือภัยพิบัติ มักมี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูด้วยระบบนิเวศ การใช้ความรู้ท้องถิ่น และการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ซึ่งแนวทางที่ง่ายที่สุดคือการสร้างโครงสร้าง เช่น ฝาย หรือขุดลอกแม่น้ำ มันเป็นสิ่งที่สื่อสารกับประชาชนได้ง่ายที่สุด” เขาอธิบาย


อย่างไรก็ตาม อ.สืบสกุลเตือนว่าแนวทางที่ “ดูง่าย” นี้ อาจเป็นเพียงเครื่องมือทางวาทกรรมทางการเมือง ให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังแก้ปัญหา แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดด้านวิศวกรรมแล้ว การสร้างฝายในพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของมลพิษที่มีต้นทางจากประเทศเพื่อนบ้าน


แนะเปิดพื้นที่ท้องถิ่น – มองข้ามพรมแดน


นักวิชาการรายนี้ยังชี้ว่า การจัดการมลพิษสารหนูในแม่น้ำกกควรพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการสร้างกลไกข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ก่อมลพิษในกรณีนี้ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ แต่เป็น “non-state actor” หรือผู้กระทำการที่ไม่ใช่รัฐ ทำให้การเจรจาและควบคุมเป็นเรื่องยากกว่าปกติ


“การใช้แนวทางแบบระบบนิเวศ หรือเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม แม้จะยากกว่า แต่เป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า และควรได้รับความสนใจมากกว่านี้ ไม่ใช่เน้นแต่ฝายที่ดูเหมือนเป็นคำตอบแต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ” เขากล่าวทิ้งท้าย


นักวิศวกรรมชี้ “ฝายดักตะกอน” ต้องออกแบบอย่างรอบคอบ


ด้าน รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.นเรศวร  บอกว่า การแก้ปัญหาน้ำแม่น้ำกกปนเปื้อนสารหนูต้องมองให้ครบวงจร ไม่เพียงเร่งสร้าง “ฝายดักตะกอน” แต่ต้องประเมินความเสี่ยง ปรับเป้าในการฟื้นฟูน้ำให้ชัดเจน และควบคู่กับการเจรจาหยุดแหล่งกำเนิดมลพิษจากต่างประเทศ




อาจารย์ธนพลให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการฝายดักตะกอนถือเป็นแนวทางทางวิศวกรรมที่มีศักยภาพในการลดสารปนเปื้อน แต่เน้นว่าการออกแบบจะต้องมีความถูกต้อง มีรายการคำนวณรองรับ และสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ประชาชนกำลังเผชิญ


“ประเด็นคือ ต้องชัดเจนก่อนว่าเราจะลดความเสี่ยงขนาดไหน น้ำต้องสะอาดแค่ไหน แล้วค่อยตอบว่าเราต้องสร้างฝายกี่ฝาย ฝายขนาดไหน จึงจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้” อาจารย์ธนพลกล่าว


ทั้งนี้ ฝายดักตะกอนต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอและออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของอนุภาคสารหนูที่มักมาในรูปของสารแขวนลอยขนาดเล็ก ซึ่งตกตะกอนได้ยาก โดยเฉพาะในแม่น้ำที่มีความเร็วของน้ำไหลค่อนข้างสูงอย่างแม่น้ำกก จึงต่างจากกรณีลำห้วยที่น้ำไหลช้า เช่น คลองในพื้นที่เหมืองแร่คริตตี้ จังหวัดกาญจนบุรี


“หลายคนพอพูดถึงฝายดักตะกอน ก็นึกถึงกรณีคลิตี้ ซึ่งไม่ได้ผล เพราะฝายนั้นไม่ได้ออกแบบมาดักตะกอนขนาดเล็กที่มีสารตะกั่วหรือแร่หนัก มันแค่ลดการตื้นเขินทั่วไป แต่ไม่ได้ดักตะกอนแขวนลอยที่ไหลผ่านน้ำได้” เขากล่าว พร้อมระบุว่าครั้งนี้รัฐต้องออกแบบใหม่ ไม่ใช่นำโมเดลเดิมมาใช้ซ้ำ 


อาจารย์ธนพลยังชี้ว่า ในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบ “final filter” หรือระบบกรองสุดท้าย ที่สามารถดักสารแขวนลอยได้บางส่วน แต่ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมในบริบทของลำน้ำกกที่มีอัตราการไหลแรงและพื้นที่จำกัด


ที่สำคัญคือ การสร้างฝายไม่ใช่ทางออกระยะสั้น เพราะการออกแบบที่ถูกต้องอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ และการก่อสร้างอาจกินเวลาอีกหลายสัปดาห์ ดังนั้น การสร้างฝายควรทำควบคู่กับมาตรการหยุดแหล่งกำเนิดมลพิษ


“ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านหยุดปล่อยหรือไม่ ดังนั้น แม้เราจะบำบัดที่ปลายทาง ถ้าต้นทางยังปล่อยอยู่ ก็ไม่ยั่งยืน” เขากล่าว


สำหรับลักษณะของฝายดักตะกอน อาจารย์ธนพลอธิบายว่าไม่ใช่ระบบกรองน้ำโดยตรง แต่คล้ายกับ “ถังตกตะกอน” ขนาดใหญ่ที่อาศัยหลักการให้น้ำไหลช้าและนิ่งพอที่อนุภาคตะกอนจะตกลงก่อนน้ำจะไหลผ่านไป แต่หากอนุภาคมีขนาดเล็กมาก เช่น น้อยกว่า 1 ไมครอน ก็จะไม่สามารถตกตะกอนได้


เขาย้ำว่าเทคโนโลยีทางวิศวกรรมมีข้อจำกัด หากรัฐต้องการใช้เป็นทางออก ต้องกำหนดเป้าหมายฟื้นฟูที่ชัดเจน ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และควบคู่กับการเจรจาระดับรัฐเพื่อหยุดแหล่งกำเนิดมลพิษให้ได้


ขณะที่ ดร.สืบสกุล ให้มุมมองด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ชุมชน กังวลต่อข้อเสนอการสร้างฝายบนแม่น้ำสายเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน โดยชี้ว่าแนวทางนี้อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน และอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ตามมาอีกหลายด้าน


“แม่น้ำกกยาวกว่า 185 กิโลเมตร แม่น้ำสายก็อีกกว่า 100 กิโลเมตร การจะควบคุมการไหลของสารปนเปื้อนได้จริง ต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะจุด” อ.สืบสกุลกล่าว พร้อมยกตัวอย่างกรณีห้วยคลิตี้ ซึ่งต้องจัดการกับตะกอนปนเปื้อนนับแสนตัน และการเคลื่อนย้ายตะกอนเหล่านี้มักเผชิญการต่อต้านจากชุมชน 


เขาเน้นว่า หากเหมืองต้นน้ำยังคงดำเนินการอยู่ การปนเปื้อนจะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มาตรการใด ๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง “การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มจากการปิดเหมืองก่อน มิฉะนั้นต่อให้มีฝายหรือตั้งระบบใดขึ้นมา ก็ไม่สามารถหยุดการไหลของสารโลหะหนักได้” เขาระบุ


แนะหยุดแหล่งปล่อยมลพิษก่อน เสนอใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์หาต้นตอ


รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ระบุต่อว่า การเร่งสร้างฝายกั้นสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก และแม่น้ำสาย อาจยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน หากยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนและไม่สามารถหยุดต้นตอของการปล่อยสารพิษจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้


“ประชาชนเองก็อยากเห็นแผนแบบครบกระบวนการ ไม่ใช่แค่ทำฝายแล้วจบ เพราะมันไม่จบแน่ ๆ สารก็จะยังไหลมาอยู่เรื่อย ๆ” อ.ธนพลกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า การดูดตะกอนแล้วจะเอาไปทิ้งที่ไหน? “เรากำลังยอมรับของเสียจากต่างประเทศ แล้วเอามาฝังไว้ในบ้านเราเอง”


เขาระบุว่า ในทางเทคนิคการจัดการปัญหามี 3 แนวทางหลัก ได้แก่

1. ธรรมชาติบำบัด (ซึ่งช้ามาก),

2. การดักและดูดตะกอนออก และ

3. การกักเก็บตะกอนในพื้นที่ (Settling basin หรือ Sedimentation cell)

แต่ไม่ว่าเลือกแนวทางใด การ “หยุดแหล่งกำเนิด” ต้องมาก่อนทุกขั้นตอน


“ถ้าวันที่ 27 พ.ค. จะเคาะแผนอะไร ก็ควรเคาะทั้งระบบว่าจะเจรจาอย่างไร ใช้ข้อมูลอะไร มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อะไรบ้างที่ยืนยันแหล่งที่มา” เขาเสนอให้ใช้ “ลายนิ้วมือทางสิ่งแวดล้อม” เพื่อพิสูจน์ว่าสารปนเปื้อนมาจากพื้นที่ต้นน้ำจริง ซึ่งสามารถทำได้ง่ายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์


เตือนอย่าเร่งสร้างฝายโดยไม่มีข้อมูล


อ.ธนพล กล่าวว่า หากจะสร้างฝาย ควรมีการศึกษาทางเลือกอย่างรอบด้านก่อน เช่น เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างการสร้างฝายกับการใช้ settling cell พร้อมประเมินว่า ฝายจะดักได้จริงแค่ไหน โดยเฉพาะในกรณีที่สารปนเปื้อนมาในรูปของแขวนลอย


“ถ้าเป็นแขวนลอยแล้วไปตกในที่ที่ไม่อันตราย ฝายอาจไม่จำเป็นก็ได้ ต้องศึกษามากกว่านี้ อย่าทำก่อนเจรจา ต้องเน้นที่การหยุดปล่อยของเสียก่อน”


เปิดข้อมูลเหมืองในพม่า – ห้วยหายทั้งสายเพราะสารพิษ


อ.ธนพลเผยว่าเคยลงพื้นที่เหมืองหลายแห่งในเมียนมา พบหลายพื้นที่มีการทิ้งหางแร่อย่างรุนแรง จนทำให้ “ห้วยหายไปทั้งสาย” จากการทิ้งซากหินจำนวนมาก


“บางพื้นที่เดินเข้าไปเจอแต่กองหิน พื้นที่ที่เคยเป็นห้วยก็ไม่มีแล้ว นี่แสดงให้เห็นว่าเหมืองที่ไม่มีมาตรฐานสามารถสร้างผลกระทบรุนแรงได้แค่ไหน”


เขายังเปรียบเทียบกับกรณี “ห้วยคลิตี้” ที่มีค่าปนเปื้อนแคดเมียมสูงถึง 200,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานโลกหลายเท่า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม่น้ำสายอาจไม่รุนแรงเท่ากัน เพราะสารปนเปื้อนอาจอยู่ในรูปแขวนลอย และถูกเจือจางตามระยะทาง




เตือน “เหมืองแร่หายาก” เสี่ยงกว่าทองคำ


เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวว่าอาจเป็นเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) แทนที่จะเป็นเหมืองทองคำ อ.ธนพลระบุว่า “มีความเป็นไปได้สูง และอาจอันตรายมากกว่า” เพราะ rare earth มักพบร่วมกับแร่กัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม หรือธอเรียม ซึ่งมีศักยภาพในการปนเปื้อนที่รุนแรงกว่า


“ผมเคยเก็บตัวอย่างจากเหมือง rare earth ที่พม่า พบว่ามีค่ากัมมันตรังสีสูง และมีลักษณะเฉพาะที่สามารถใช้เป็น ‘ลายนิ้วมือ’ ทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ เพื่อใช้พิสูจน์ว่าแหล่งปนเปื้อนมาจากเหมืองไหน”


เขาแนะนำว่า หน่วยงานไทยควรตรวจวัดระดับสารหายากและกัมมันตรังสีในน้ำ หากพบว่าสูงผิดปกติ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานเจรจาเรียกร้องให้หยุดการปล่อยของเสียได้


“สุดท้าย ไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างฝาย แต่คือการพิสูจน์ให้ได้ว่าใครต้องรับผิดชอบ และหยุดการปล่อยของเสียต้นทางให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”



“รัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ


ในช่วงท้ายของรายการ อาจารย์สืบสกุล บอกว่าหากสถานการณ์การเจรจาระหว่างประเทศยังไร้ผล ไทยจำเป็นต้องเร่งแสดงความมุ่งมั่นและยกระดับการดำเนินการในทุกมิติ เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม


“ก่อนจะไปถึงจุดที่เหมืองต้องหยุดแล้วค่อยสร้างระบบจัดการน้ำเสีย ผมคิดว่าเราต้องเห็นภาพความตั้งใจของรัฐบาลก่อนครับ” อ.สืบสกุลกล่าว


เขาเสนอว่า รัฐบาลไทยควรดำเนินการ 5 ขั้นตอนหลักเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การเจรจาระหว่างประเทศ ได้แก่


1. เปิดเผยข้อมูลเหมืองแร่ – รัฐบาลควรระบุให้ชัดเจนว่า ปัจจุบันมีเหมืองแร่กี่แห่งในพื้นที่ชายแดนฝั่งเมียนมา แต่ละแห่งขุดแร่ประเภทใด และมีบริษัทใดบ้างที่ได้สัมปทาน โดยเฉพาะบริษัทเอกชนจีน หรือบริษัทที่มีส่วนร่วมของฝ่ายไทย

2. ติดตามห่วงโซ่อุปทานแร่ – ต้องสืบหาต้นทาง-ปลายทางของแร่ เช่น ตะกั่วและแมงกานีส ที่ผ่านด่านศุลกากรแม่สาย ว่าแร่เหล่านี้ส่งไปที่ใด บริษัทใดเป็นผู้นำเข้า และแร่จะใช้ในประเทศไทย จีน หรือประเทศที่สาม

3. ใช้ข้อมูลต่อรองกับต่างประเทศ – ข้อมูลทั้งหมดควรใช้เป็นฐานในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา จีน หรือแม้แต่บริษัทผู้นำเข้า หากพบว่าแหล่งแร่ต้นทางก่อให้เกิดมลพิษ รัฐบาลไทยควรเรียกร้องให้บริษัทเหล่านั้นระงับการนำเข้า

4. เปิดวงเจรจาหลายฝ่ายในไทย – รัฐบาลควรเชิญผู้แทนจากรัฐบาลเมียนมา จีน รวมถึงกองกำลังสหรัฐว้า ซึ่งควบคุมพื้นที่เหมืองในรัฐฉาน เข้ามาพูดคุยในประเทศไทย เพื่อหาทางออกโดยตรง

         5. ผลักดันเวทีระหว่างประเทศ – หากการเจรจาไม่คืบหน้า ยังสามารถอาศัยเวทีข้ามชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) หรืออาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเมียนมาแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเสนอปัญหาเข้าสู่วาระการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยไทยควรผลักดันให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น


“ตอนนี้เราไม่เห็นความพยายามเหล่านี้ชัดเจน รัฐบาลยังใช้แค่เทคโนโลยีพื้นฐานกับโครงสร้างแบบง่ายๆ ทั้งที่ปัญหานี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับหลายประเทศ” อ.สืบสกุลกล่าวย้ำ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงบทบาทนำในเวทีภูมิภาคอย่างจริงจัง


“ประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ” รับมือพิษสารโล ชี้อาจไม่ต้องสร้างฝายหากจัดการตรงจุด


ท่ามกลางความกังวลของชาวบ้านริมแม่น้ำกกต่อปัญหาปลาติดโรคและสารปนเปื้อนจากเหมืองฝั่งเมียนมา รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ เสนอแนวทาง “ประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ” เป็นหัวใจของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พร้อมเผยผลการศึกษาล่าสุดชี้ “สารตะกั่วในปลา” น่ากังวลกว่าสารหนู และการสร้างฝายอาจไม่ใช่คำตอบเดียว


“หัวใจของการฟื้นฟูไม่ใช่แค่การตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่คือการจัดการความเสี่ยงอย่างมีระบบ” 


รศ.ดร.ธนพล ชี้ว่าความเสี่ยงต่อระบบนิเวศเริ่มมีข้อมูลชัดเจนแล้ว ข้อมูลจากคณะกรรมการลุ่มน้ำบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงที่ปลาจะติดโรคในแม่น้ำกกมีสูงกว่าแม่น้ำอื่นในภาคเหนือถึง 3-6 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะน้ำและมลพิษที่ตรวจพบ


สำหรับสารหนูซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในขณะนี้ รศ.ดร.ธนพลอธิบายว่า เมื่อปลาได้รับสารหนูในรูปแบบอนินทรีย์ (inorganic arsenic) ซึ่งมีพิษสูง มันจะเปลี่ยนให้กลายเป็นสารหนูในรูปแบบออร์แกนิก (arsenobetaine) ซึ่งพิษต่ำมากและร่างกายมนุษย์ดูดซึมได้น้อยมาก จึงอาจไม่ใช่ความเสี่ยงหลักต่อมนุษย์หากรับประทานปลาที่ปนเปื้อน


“สิ่งที่น่ากังวลจริง ๆ คือการได้รับสารพิษจากน้ำโดยตรง เช่น การใช้น้ำรดพืชผัก หรือการดื่มน้ำโดยไม่ผ่านการบำบัด เพราะพืชสามารถดูดซึมโลหะหนักจากตะกอนในน้ำได้โดยตรง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของธาตุอาหารในพืช ซึ่งสุดท้ายก็เข้าสู่ร่างกายมนุษย์” เขาอธิบาย


รศ.ดร.ธนพลเสนอว่า หากมีการประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียดแล้วพบจุดที่สามารถจัดการได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องสร้างฝายเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ เพราะสามารถใช้มาตรการทางเทคนิคอื่น ๆ ที่เหมาะสม เช่น การสร้างบ่อตกตะกอนเพื่อดักจับโลหะหนัก ก่อนนำน้ำไปใช้ในภาคเกษตร


อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าขณะนี้ยังขาดข้อมูลครบถ้วน โดยเฉพาะเส้นทางการรับสัมผัสของมนุษย์ ทั้งผ่านการบริโภคน้ำและอาหาร ตลอดจนสารโลหะหนักอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ เช่น ตะกั่ว ซึ่งหากพบในปลา ก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อสุขภาพมนุษย์


“สารหนูในปลาน่าจะไม่ใช่ตัวการหลักของโรคที่พบในปลา แต่น่ากังวลคือมีตะกั่วหรือไม่ เพราะถ้ามี ตะกั่วจะเข้าไปสะสมในปลาและอันตรายกว่ามาก” เขากล่าว พร้อมย้ำว่า “เราจำเป็นต้องทำ risk assessment และ risk characterization อย่างเป็นระบบ แล้วออกแบบมาตรการให้ตรงจุด ซึ่งตอนนี้เรายังไม่เห็นรัฐบาลทำสิ่งนี้อย่างชัดเจน


เขายังเปิดเผยด้วยว่า รายงานประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นจากข้อมูลที่มีอยู่เดิมจะแล้วเสร็จภายในวันจันทร์นี้ และจะมีการเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยข้อมูลเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทางเลือกในการจัดการปัญหาในระยะยาว




ความคิดเห็น