“มติพักใบอนุญาตแพทย์ราชทัณฑ์-ตร.” กระบวนการยุติธรรมปะทะจริยธรรมเวชกรรม | เก็บตกจากวชิรวิทย์

  • แม้คณะกรรมการแพทยสภาจะมีมติลงโทษแพทย์ 3 คนแล้ว แต่ยังไม่ถือว่ามีผลเด็ดขาดจนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจาก สภานายกพิเศษ ซึ่งหมายถึง สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา
  • การ “พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม” คือ การลงโทษทางวินัยจริยธรรมในระดับรุนแรงกว่าการว่ากล่าวตักเตือนหรือภาคทัณฑ์ 
  • หากมีการวินิจฉัยอาการผู้ต้องขังว่า “วิกฤต” ทั้งที่ไม่เป็นจริง อาจถูกมองว่าเป็นการ “อ้างเหตุทางการแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบต่อความเชื่อมั่นในวิชาชีพ




การประชุมคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 มีมติสำคัญที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนความเข้าใจของสังคมต่อ “จริยธรรมทางการแพทย์” ในบริบทของอำนาจรัฐ เมื่อแพทย์ 3 รายที่เกี่ยวข้องกับกรณีผู้ต้องขัง “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับการวินิจฉัยอาการไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ถูกชี้มูลความผิดด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยมี 2 รายได้รับโทษ “พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ”


มติดังกล่าวแม้ยังไม่ถือว่ามีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ เพราะต้องรอความเห็นชอบจาก “สภานายกพิเศษ” (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ทว่า การที่แพทยสภาใช้ถ้อยคำชัดเจนว่า “ให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง” ได้ส่งแรงสะเทือนต่อทั้งวงการแพทย์ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และสังคมโดยรวม



 “พักใบอนุญาตฯ” บทลงโทษขั้นรุนแรงเพื่อคงมาตรฐานวิชาชีพ


แหล่งข่าวในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุข บอกกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์  ว่า การพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่ใช่โทษเบา หากแต่เป็นมาตรการลงโทษระดับร้ายแรงในหมวดจริยธรรม โดยจะทำให้ผู้ถูกลงโทษไม่สามารถประกอบอาชีพแพทย์ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งต่างจากการเพิกถอนใบอนุญาตที่เป็นการตัดสิทธิ์ถาวร


การลงโทษรูปแบบนี้มักเกิดขึ้นในกรณีที่แพทย์กระทำผิดโดยมีผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วย หรือระบบยุติธรรม เช่น การให้ข้อมูลทางการแพทย์เท็จ การปลอมแปลงเวชระเบียน การละเมิดสิทธิผู้ป่วย หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความชอบธรรมจนเกิดผลเสียร้ายแรง


ในกรณีนี้ การให้ข้อมูลที่ “ไม่ตรงกับความเป็นจริง” จึงสะท้อนถึงการใช้วิชาชีพแพทย์ไปในทางที่อาจส่งผลต่อการคุมขัง หรือกระบวนการพิจารณาคดี นำไปสู่ความเสียหายต่อสิทธิของบุคคล และความศรัทธาต่อวิชาชีพในภาพรวม



“อาการวิกฤต” ที่อาจไม่วิกฤต ถ้อยคำทางการแพทย์ในสนามการเมือง-กฎหมาย


สิ่งที่น่าสนใจคือคำว่า “อาการวิกฤต” ซึ่งหากใช้ในทางการแพทย์ หมายถึง ภาวะอันตรายถึงชีวิต ต้องใช้เครื่องมือพิเศษหรือเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดใน ICU แต่หากถ้อยคำนี้ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น วินิจฉัยผู้ต้องขังว่ามีอาการวิกฤตเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งตัวไปศาลหรือสถานที่คุมขัง อาจกลายเป็นการ “แสวงหาผลประโยชน์โดยใช้วิชาชีพแพทย์เป็นเครื่องมือ”


ตรงนี้เองที่จุดเปราะบางของระบบถูกสะท้อนอย่างชัดเจน—เพราะการวินิจฉัยอาการของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ประเด็นทางเทคนิค หากแต่เป็น “อำนาจตีความ” ที่มีผลต่อเส้นแบ่งระหว่างความยุติธรรมและความไม่ยุติธรรม


 เส้นทางต่อจากนี้ ความรับผิดชอบของ รมว.สาธารณสุข


แม้มติของแพทยสภาจะชี้ชัดถึงความผิด แต่การดำเนินการจริงยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจต้องเผชิญแรงกดดันทั้งจากฝ่ายการเมือง ตลอดจนความคาดหวังจากประชาชน


หากรัฐมนตรีสมศักดิ์เห็นชอบ โทษพักใบอนุญาตจะมีผลโดยสมบูรณ์ และถือเป็นหมุดหมายของการยืนยันว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือจริยธรรมวิชาชีพ” แต่หากนายสมศักดิ์ ชะลอหรือปฏิเสธ อาจนำไปสู่แรงสั่นสะเทือนใหม่ทั้งในวงการแพทย์และสังคม 



 จุดทดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของวิชาชีพ


ในโลกที่วิชาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ มักได้รับอภิสิทธิ์เหนือความเข้าใจของสาธารณชน กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดว่า ความเชี่ยวชาญไม่อาจแยกจากความรับผิดชอบต่อสังคม 


มติของแพทยสภาจึงไม่ใช่แค่บทลงโทษ หากแต่เป็น “คำประกาศ” ต่อสังคมว่า วิชาชีพแพทย์ไม่ใช่เกราะกำบังจากความผิด แต่คือความไว้วางใจที่ต้องรักษาไว้ ด้วยจริยธรรมและความจริงเท่านั้น 


อย่างที่ ศ.นพ.ประสิทธิ วัฒนนาภา ได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของการแถลงข่าวว่า “แพทยสภายึดความถูกต้อง ยึดหลักฐานต่างๆ เราไม่ได้อิงกับปัจจัยภายนอก ถ้าว่าไปแล้วไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าคนไข้นี้คือใคร เพราะฉะนั้นข้อมูลที่มีอย่างนี้ เราสรุปแบบนี้ 


“ผมคิดว่าแพทย์สภามีศักดิ์ศรี แพทย์ทุกคนมีศักดิ์และสิทธิ์ของตนเอง ในการที่จะดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมให้กับสังคม” ศ.นพ.ประสิทธิ กล่าว 


#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข 

ความคิดเห็น