ชำแหละร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต ฉบับใหม่ | เก็บตกจากวชิรวิทย์

 


  • การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. สุขภาพจิตฉบับใหม่เป็นการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยจิตเวชที่รุนแรงขึ้น โดยทำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองประชาชน และคุ้มครองผู้ป่วยจิตเวช
  • สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต ฉบับนี้คือการตั้ง “กองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติ” เพื่อหางบประมาณมาสนับสนุนงานด้านสุขภาพจิตในทุกมิติ รวมทั้งการปรับนิยามให้ครอบคลุมผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด
  • ร่างกฎหมายฉบับนี้ อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 24 ก.ค. – 8 ส.ค. 2567 ขั้นตอนต่อไปคือนำเข้าสู่การพิจารณา ของคณะกรรมการสุขภาพจิต


ท่ามกลางปัญหาสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรง จนมีผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุง “กฎหมายสุขภาพจิต” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองประชาชน และคุ้มครองผู้ป่วยจิตเวช กำหนดแนวทางส่งเสริมและป้องกันปัจจัยคุกคามสุขภาพจิตคนไทย


สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต ฉบับนี้คือการตั้ง “กองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติ” เพื่อหางบประมาณมาสนับสนุนงานด้านสุขภาพจิตในทุกมิติ รวมทั้งการปรับนิยามให้ครอบคลุมผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 24 ก.ค. – 8 ส.ค. 2567


ประเทศไทยมี พ.ร.บ.สุขภาพจิต ฉบับแรก พ.ศ. 2551 มีมาตราที่เกี่ยวข้องสำหรับคนที่ไปทำความเดือดร้อนต่อสังคม โดยให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มาตรา 24 ระบุให้ตำรวจหรือฝ่ายปกครอง นำตัวบุคคลนั้น เข้าสู่การบำบัดในสถานพยาบาลได้เลย โดยไม่รอช้า เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัย และประเมินเบื้องต้น

 

ต่อมาปี 2562 กรมสุขภาพจิตมีโอกาสที่จะปรับปรุง พ.ร.บ.สุขภาพจิต แต่ก็ยังมีจุดอ่อนเรื่อง “กองทุนสุขภาพจิตฯ” ซึ่งยังไม่เคยทำได้สำเร็จ

 

นพ.พงษ์เกษม ไข่มุกด์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยกับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่าย้อนไปปี 2551 ตนก็อยู่ในเหตุการณ์ อีกสองวันสภาฯ จะครบวาระ การผลักดัน พ.ร.บ.สุขภาพจิตในครั้งนั้นจึงไม่ขอเป็นกฎหมายการเงิน เพื่อให้กฎหมายใหญ่ผ่านได้  มาปี 2562 ก็ไม่เคยได้แก้ไข พอมาปีนี้ในฉบับล่าสุด จึงมีการเพิ่มเติมเรื่องกองทุนไปด้วย รวมทั้งปรับนิยาม “อาการผิดปกติทางจิต” ให้รวมไปถึงอาการผิดปกติที่เกิดจากสุรา ยาเสพติดและสารอื่นที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทด้วย ซึ่ง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 ยังไม่ครอบคลุมเรื่องยาเสพติด

 

กองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติ ทำอะไรบ้าง 

หลังประมวลกฎหมายยาเสพติดบังคับใช้มา 2 ปี มีเงินที่ได้จากการยึดทรัพย์เข้ามาที่ ป.ป.ส.เกือบหมื่นล้านบาทแล้ว “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บอกว่าเงินพวกนี้ควรเข้ามาดูแลผู้ป่วยจิตเวช จะได้ไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินมากจนเกินไป

 

ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. …​ ได้ระบุแหล่งที่มาของกองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติไว้ดังนี้

(1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

(2) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค มอบหรืออุทิศให้

(3) เงินและทรัพย์สินที่ได้จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือหน่วยงาน

องค์การที่บริหารจัดการกองทุนอื่นใด

(4) เงินและทรัพย์สินที่ได้จากภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ

(5) เงินและทรัพย์สินที่ได้จากรัฐบาลต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ

(6) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมาย

(7) เงินค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบตามมาตรา 53/2

(8) เงินรายได้จากการออกสลากหรือการจัดกิจกรรม

(9) ค่าตอบแทน ค่าบริการ รายได้จากการดำเนินกิจการ หรือการหาประโยชน์จากเงินและทรัพย์สินของกองทุน

(10) ดอกผล ผลประโยชน์ หรือรายได้อื่นที่เกิดจากเงินและทรัพย์สินของกองทุน

 

ส่วนเงินจากกองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติจะเอาทำอะไรบ้าง ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. ….  กำหนดไว้กว้าง ๆ ดังนี้

 

(1) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทั้งระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน ภาคประชาสังคม ภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและร่วมเป็นเครือข่ายในการดำเนินงานสุขภาพจิต

(2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษา วิจัย ทดสอบ ทดลอง ฝึกอบรม ประชุม หรือสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสุขภาพจิต

(3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ฝึกอบรม ประชุม หรือสัมมนาเกี่ยวกับการดำเนินงานสุขภาพจิต

(4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีระบบการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาพัฒนาการที่ไม่สามารถกลับคืนสู่สุขภาวะหรือกลับคืนสู่สังคม เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเพื่อความปลอดภัยต่อสังคม

(5) ส่งเสริมและสนับสนุนการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดำเนินงานสุขภาพจิต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

(6) สร้างมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต และผู้ปฏิบัติงานทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและอาสาสมัครในการปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสุขภาพจิต

(7) กิจการอื่นที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

 

อย่างไรก็ตาม นพ.พงษ์เกษม ไข่มุกด์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายลงไปในรายละเอียดว่า เงินในกองทุนฯ มีกรมบัญชีกลางดูแล ที่สำคัญคือต้องไม่ซ้ำซ้อน กับกองทุนฯ อื่น เช่น ถ้ามีกองทุนบัตรทองทำอยู่แล้ว กองทุนนี้ต้องไม่ซ้ำซ้อน

 

ขณะเดียวกัน นพ.พงษ์เกษม ก็ได้ยกตัวอย่างการใช้เงินจากกองทุน เช่น กรณีผู้ป่วยจิตเวชที่รักษาไม่หาย กลับเข้าบ้านไม่ได้ คนในชุมชนหวาดกลัว แต่รักษาที่โรงพยาบาลจบแล้ว เขาต้องกลับบ้าน หรือกรณีคนที่ถูกจองจำในราชทัณฑ์พ้นโทษถึงเวลาต้องออกมาใช้ชีวิต แต่พ่อแม่ยังลำบาก เดือดร้อนในการดูแล ชุมชนหวาดกลัว เราจะหาจุดสักจุดไหมที่จะทำแผนคล้าย ๆ นิคมดูแลคนกลุ่มที่สมองไม่ดีจริง ๆ อย่างน้อยเอาเงินจากกองทุนนี้มาช่วยดูแล ก็จะเกิดประโยชน์กับ ประชาชน

 

เมื่อถามว่า “มินิธัญญารักษ์” หรือ “ชุมชน CBTx” ที่ดำเนินการอยู่จะสามารถใช้เงินจากกองทุนฯ ได้หรือไม่ นพ.พงษ์เกษมบอกว่า มินิธัญญารักษ์ ดำเนินงานโดยโรงพยาบาลชุมชน สังกัด สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีความพร้อมให้การดูแลทางการแพทย์ แต่พอพ้นไปเป็นชุมชน  CBTx มองดูเป็นทางการแพทย์ควรจะเปลี่ยนชื่อเป็นชุมชนฟื้นฟู ผู้ป่วยไม่ว่ากลุ่มไหน ออกมาจากโรงพยาบาลต้องเลิกระยะยาว

 

ถามต่อว่า เรื่องการซื้อยาเพื่อผู้ป่วยจิตเวช ใช้เงินจากกองทุนได้หรือไม่ นพ.พงษ์เกษมบอกว่า ต้องดูความซ้ำซ้อน ตีความกฎหมาย เพราะ สปสช.จัดซื้อเป็นสิทธิพื้นฐานอยู่แล้ว ในกรณีที่ไม่ใช้ยาบัญชีหลัก แต่เป็นเป็นทางเลือกเพื่อช่วยคนที่ว่าใช้ยาพื้นฐานไม่ได้ ยากินก็ไม่ได้ ยาฉีดก็ไม่ได้ ต้องเป็นยาที่ผลข้างเคียงน้อย เป็นยาฉีดเดือนละครั้ง แต่ค่าใช้จ่ายสูง ครั้งละ 5,000 บาท อันนี้ต้องตีความว่าซ้ำซ้อนหรือเปล่า เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย

 

ใช้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต จัดการเฟคนิวส์ ?


นอกจากการตั้งกองทุนสุขภาพจิตฯ​แล้ว ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ…ไม่ใช่ว่ารักษาฟื้นฟูอย่างเดียว แต่อธิบดีกรมสุขภาพจิตบอกว่าจะต้องปกป้องสังคมจากเฟคนิวส์ ข่าวต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบกระเทือนจิตใจที่ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวั่นไหว จะเป็นโรคจิต โรคเพี้ยนไปด้วย

ที่ผ่านมายังไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง ถ้ากฎหมายให้ดูแลได้ ควบคุมข่าวที่ออกมาเพี้ยน ๆ คนจิตใจไม่ค่อยดีก็จะลดลงโดยปริยาย ปัจจุบันนี้กรมสุขภาพจิตทำงานบูรณาการกับ กสทช. แต่ถ้ามีกฎหมายนี้จะบังคับควบคุมได้ มีบทลงโทษได้

 

“เนื่องจากว่าเป็นกฎมายที่ริดรอนสิทธิ์ คำว่า กฎหมาย คือลิดรอนสิทธิอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ดี ทำให้สังคมปลอดภัย คนก็เชียร์อยู่แล้ว ว่าต้องทำ มีกติกากฎเกณฑ์เพื่อสร้างความเป็นระเบียบต่อสังคม เพราะเมื่อก่อน กรมสุขภาพจิต มีเรื่อง เราก็ตาม ตามไปเรื่อย ๆ เราก็ตามไม่ทัน ต้องทำงานเชิงรุก” อธิบดีกรมสุขภาพจิตใจ 

 

อีกประเด็นคือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ว่าใครที่สามารถช่วยได้ เพราะอาจมีผู้ร้องขอความเหลือช่วยจำนวนมาก แต่กำลังคนไม่พอ ภาคประชาสังคมก็จะได้ออกช่วยเหลือประชาชนอย่างถูกกฎหมาย เพราะโดยปกติเวลาเกิดเหตุพบผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มสีแดง ตำรวจ ฝ่ายปกครอง สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้ แต่ต้องได้รับการร้องขอ กฎหมายใหม่ก็อาจต้องให้สิทธิพนักงานเจ้าหน้าที่ มีไกด์ไลน์ว่าต้องทำอะไร สามารถเข้าไปดูแลความปลอดภัยประชาชนได้ ก็มอบอำนาจหน้าที่ให้มากขึ้น

 


สำรวจความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิตฉบับใหม่ มีอะไรบ้าง

 

  1. นิยาม “ความผิดปกติทางจิต”

 

มีการขยายและชี้แจงนิยามของ “ความผิดปกติทางจิต” คืออาการผิดปกติของจิตใจที่แสดงออกทางพฤติกรรม, อารมณ์, ความคิด, ความจำ, สติปัญญา และประสาทการรับรู้ รวมไปถึง อาการผิดปกติที่เกิดจากการใช้สุรา, ยาเสพติด หรือสารอื่นที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทด้วย

 

  1. เจ้าหน้าที่ที่สามารถนำส่งผู้ป่วยจิตเวช 

 

นอกจากตำรวจ ฝ่ายปกครอง แพทย์และพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด นักวิชาการสาธารณสุขในสังกัดหน่วยงานรัฐ ยังรวมไปถึง รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมด้วย การขยายบทบาทนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

  1. การจัดตั้งกองทุนสุขภาพจิต

 

มีการเสนอการจัดตั้งกองทุนสุขภาพจิต ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาบริการสุขภาพจิตและการวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยในพระราชบัญญัติฉบับก่อนหน้านี้ไม่มีการจัดตั้งกองทุนนี้

 

  1. การควบคุมเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารที่คุกคามสุขภาพจิต

ในร่างกฎหมายให้อำนาจอธิบดีกรมสุขภาพจิตในการดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับเนื้อหา ที่  ่คุกคามสุขภาพจิต’  ในมาตรา 20/4  ระบุว่า ในกรณีที่อธิบดีเห็นว่าการเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 20/3  ให้อธิบดีมีอำนาจออกคำสั่งให้ 1 แก้ไขข้อความหรือวิธีการในการเผยแพร่ข้อมูล  2 ห้ามการใช้ข้อความบางอย่างที่ปรากฏในการเผยแพร่ข้อมูล 3 ระงับการเผยแพร่ข้อมูลหรือห้ามใช้วิธีการนั้นในการเผยแพร่ข้อมูล 4 ให้เผยแพร่ข้อมูลเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้อื่นที่อาจเกิดขึ้น  ( มาตรา 20/3 ระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ทางสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่ออื่นใดต้องไม่เป็นปัจจัยที่คุกคามสุขภาพจิต การเผยแพร่ข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด)

 

โดยหลังครบกำหนดรับฟังความคิดเห็น 15 วัน (24 ก.ค. –  8 ส.ค.2567) จะส่งร่างกฎหมายนี้ เข้าสู่การพิจารณา ต่อคณะกรรมการสุขภาพจิต ต่อไป

ความคิดเห็น