300 กว่าปีจาก “คอคอดกระ” สู่ “แลนด์บริดจ์” ที่ยังไม่รู้จะจบยังไง | เก็บตกจากวชิรวิทย์

ถ้าจะมีโครงการสักโครงการที่อยู่คู่กับความฝันของคนไทยมาช้านานก็น่าจะเป็นโครงการขุดคอคอดกระ “เชื่อมทะเลอ่าวไทยกับอันดามัน” เป้าหมายเพื่อลดระยะทางการเดินเรือ



ความจริงโครงการขุดคอคอดกระนั้นมีมาแต่สมัย “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” กรุงศรีอยุธยา และตลอดระยะเวลา 300 กว่าปีที่ผ่านมา แนวคิดหรือโครงการเชื่อม 2 ฝั่งทะเลก็ผุบๆ โผล่ๆ ขึ้นมาเป็นระยะ 


ล่าสุดเปลี่ยนจากการขุดคลองเชื่อมเป็นสะพานบกแทน หรือที่เรียกว่า “แลนด์บริดจ์” ด้วยความเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวพลิกโฉมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าทางเรือเหมือนเช่นช่องแคบมะละกาของ สิงคโปร์ในทุกวันนี้ 


ในยุคของ “นายกฯ เศรษฐา” ที่ประกาศตัวเป็นเซลล์แมนประเทศ ดึงนักลงทุนต่างชาติ หนึ่งในโครงการที่ถูกนำไปโรดโชว์ก็คือ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมทะเลอ่าวไทยกับอันดามัน ท่ามกลางคำถามว่าโครงการลงทุนมูลค่าสูง ถึง 1 ล้านล้านบาทจะคุ้มค่าหรือไม่ ใครจะมาใช้บริการ และใครจะมาลงทุน 


เส้นทางแลนด์บริจด์ ตั้งเป้าเปิดโครงการปี 2573


การเยือนประเทศจีนของ เศรษฐา เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2566 นายกฯไทยวาดรูปอธิบายโครงการแลนด์บริดจ์ง่ายๆ เพื่อสื่อสารกับนักลงทุน นับเป็นการจุดประเด็นในสังคมให้หันมาสนใจโครงการนี้เป็นเรื่องเป็นราว  


แต่มีข้อสังเกตว่าทำไมนายกฯ ไม่เตรียมตัวให้ดีกว่านี้ ทำไมถึงใช้การวาดด้วยมือแทนที่โครงการขนาดใหญ่ควรจะมี PowerPoint หรือรายละเอียดในการเชิญชวน หรือว่าจริงๆแล้วยังไม่ได้ศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง 


เดือนพฤศจิกายน 2566 นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตั้ง ”คณะกรรมการโรดโชว์โครงการแลนด์บริดจ์“ เพื่อชวนชวนชวนเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันเกิดกระแสตื่นตัวของคนในพื้นที่ที่จะก่อสร้างทั้งฝั่งของจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง รวมถึงพื้นที่ที่โครงการผ่านข้ามฝั่ง นำโดยเครือข่ายประมงพื้นบ้านที่ออกมาคัดค้านเนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่อาจจะต้องมีการถมทะเลถึง 7,000 ไร่ 


สำหรับปี 2567 ตลอดทั้งปี รัฐบาลก็จะจัดทำกฎหมายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ และการสร้างเขตเศรษฐกิจในพื้นที่ดังกล่าว 


ด้านของความเคลื่อนไหวทางการเมือง วันที่ 12 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา 4 สส.พรรคก้าวไกล ลาออกจากคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ระบุขาดความชัดเจน หลังจากลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เมื่อวันที่ 6 มกราคม รวมทั้ง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล อภิปรายห่วงแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า ในระหว่างการพิจารณางบประมาณปี 67 เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2567 


แม้ยังเกิดความขัดแย้งทั้งในสภาและนอกสภา ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านรวมทั้งภาคประชาชนในพื้นที่ที่คัดค้านโครงการ แต่ถ้าพิจารณาไทม์ไลน์หรือเป้าหมายของโครงการตั้งเป้าพบว่าจะต้องตั้ง ”คณะกรรมการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้“ หรือ SEC ในปลายปี 2567 หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ. SEC ประกาศในราชกิจจานุเบกษา


จากนั้นช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนมิถุนายน 2568 จะคัดเลือกเอกชนร่วมทุนก่อสร้างโครงการไปพร้อมๆ กับการเวนคืนที่ดิน ก่อนลงนามสัญญาร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนในช่วงเดือนก.ค. - ส.ค.ปี 2568 โดยอย่างเร็วที่สุดจะเริ่มก่อสร้างจริงในเดือนกันยายน 2568 และจะใช้เวลาระยะเวลาสร้าง 5 ปี คาดว่าจะเปิดโครงการในเดือนตุลาคม 2573


สายเกินไปแล้ว ที่จะลงมือสร้าง คลองไทย-แลนด์บริจด์ 


การทำทางเชื่อมทะเลอ่างไทย - อันดามัน อาจจะช้าไปเกินไป น่าจะทำก่อนหน้านี้ให้สำเร็จมานานแล้ว มาทำตอนนี้อาจจะสายเกินไป เพราะเทคโนโลยียุคใหม่ อาจช่วยให้เรือสินค้าย่นระยะเวลาผ่านช่องแคบมะละกาเพียงวันเดียว 


นี่คือความเห็นจาก ”ภูมินทร์ หะรินสุต“ เจ้าของเรือใหญ่ที่อยู่ในเส้นทางการค้าทางทะเล มายาวนาน ให้สัมภาษณ์กับ #เก็บตกจากวชิรวิทย์ ไว้เมื่อครั้งไปทำข่าวแนวคิดขุดคลองไทย เมื่อปี 2560 เขาอธิบายต่อว่า “ช่องแคบมะละกา”เป็นน่านน้ำสากลไม่ต้องผ่านพิธีศุลกากร และเป็นตลาดแลกสินค้าขนาดใหญ่ เรือสินค้าใช้ที่นี่เป็นจุดขนถ่าย รับสินค้าไปขายต่อ แต่หากลัดมาไทย อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่มีกำไร มีพิธีเข้าออกเรือ 


เหตุผลในฐานะผู้ใช้ แม้จะเป็นคำให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งถามถึงแนวคิดคลองไทย แต่มาถึงยุคที่เปลี่ยนจากการขุดคลองเชื่อมทะเล 2 ฝั่งเป็นสะพานบกไม่ได้ต่างกันนัก 


ดั้งนั้นอาจกล่าวได้ว่า หัวใจของเส้นทางลัดการเดินเรือใหม่ ที่จะสร้าง

 “แลนด์บริดจ์” ที่จะทำให้เกิดการลงทุนได้จริงมี 3 อย่าง คือ

1.ย่นระยะทาง 2.ย่นเวลา และ 3.ลดค่าใช้จ่าย


แต่ความจริงของแลนด์บริดจ์ไทยที่ยังกลายเป็นคำถาม

ก็คือ


  1. อาจจะยุ่นระยะทางจริง แต่ทุกเส้นทางหรือไม่เพราะเส้นทางที่จะผ่านแลนด์บริดจ์ไทย แล้วใกล้กว่ามะละกาไม่ใช่ทุกเส้นทางเดินเรือ
  2. อาจจะย่นระยะทางจริง แต่ย่นเวลาด้วยหรือไม่ เพราะต้อง ถ่ายสินค้าขึ้น-ลง 2 รอบ
  3. อาจจะย่นระยะทาง หรืออาจจะย่นเวลาด้วย แต่ลดค่าใช้จ่ายหรือไม่ เพราะต้องขนสินค้าขึ้น-ลงเรือ และมีการขนโดยรถหรือรถไฟผ่านแลนด์บริดจ์ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย


หากไม่ตอบโจทย์ทั้ง 3 ข้อ ก็จะไม่มีคนมาใช้ เมื่อไม่มีคนใช้ ก็จะไม่มีคนมาลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วโครงการนี้จะสำเร็จได้อย่างไร หรือทำได้แค่โรดโชว์


ขณะที่ข้อสังเกตในทางการเมือง ถ้าแลนด์บริจด์ไปต่อไม่ได้ ก็เท่ากับว่า 3 นโยบายหาเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทยทำท่าจะล้มเหลว ทั้งหมด ในห้วงเวลา 5 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล 1.ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เพื่อไปแตะ 600 บาทในปี 2570 ยังทำไม่ได้ 2.ดิจิทัลวอลเล็ต จะถูกเลื่อนออกไป ไม่รู้จะได้แจกไหม  และ 3.แลนด์บริดจ์ ยังตอบคำถามสำคัญไม่ได้ และยังหานักลงทุนใจถึงไม่เจอ 


นี่ยังเป็นเพียง บทใหม่ของแนวคิดเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน เท่านั้น ถ้ามีโอกาสในตอนหน้าอยากเสนอเป้าหมายของแลนด์บริจด์ที่มากกว่าเส้นทางลัดการเดินเรือ คืออะไร ทำไมยังมุ่งมั่นที่ยังจะต้องทำต่อ … 

ความคิดเห็น