รอบตัวเราจะมีคนรู้จักมากกว่า 1 คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า | เก็บตกจากวชิรวิทย์
“มันเริ่มหนักขึ้น หนักขึ้น จนอีกนิดเดียวผมจะฆ่าตัวตายแล้ว ตอนนั้นมันอาจจะสติเพียวเสี่ยววินาทีว่า..ไม่ได้แล้วต้องหาคนช่วย”
นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า “กฤตธีพัฒน์ โชติฐานิตสกุล“ หรือ “จิมมี่” เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จึงตัดสินใจเริ่มเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลเอกชนเป็นครั้งแรก เมื่อ 3 ปีก่อน
“ผมโทรไปเป็นสิบโรงพยาบาลของรัฐคิวเต็มรอข้ามเดือน เรารู้สึกว่ารอขนาดนั้นเราอาจตายก่อน จึงไปที่โรงพยาบาลเอกชนก่อน คือเขาแค่ได้พบหมอ รับยาเพื่อชะลอเวลา จนกว่าได้คิวจากโรงพยาบาลรัฐ”
หลังได้คุยกับจิตแพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งนานกว่า 30 นาที จิมมีก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง และป่วยมานานแล้วตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นแต่ไม่ได้รับการรักษา
![]() |
จิมมี่ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่ยอมเปิดเผยเรื่องราว |
เขาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายขณะรักษากับโรงพยาบาลเอกชนสูงเกือบเดือนละ 4,000 บาท จนเมื่อได้คิวจากโรงพยาบาลรัฐ ทำให้สามารถเบิกค่ารักษาตามสิทธิบัตรทอง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่กว่าจะได้รับการรักษากับโรงพยาบาลรัฐนั้นไม่ง่ายเลย เพราะต้องรอคิวพบจิตแพทย์นานกว่า 1 เดือน
ระบบสาธารณสุขที่ยังไม่รองรับกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งในปัญหาที่ “จิมมี่” สะท้อนออกมาในฐานะผู้รับบริการ ขณะที่อีกปัญหาสำคัญคือ “ยารักษาโรคซึมเศร้า” ที่อยู่ในบัญชียาหลัก ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นแต่ก็ไม่ทำให้แย่ลง
“เรารู้ว่ายารักษาโรคซึมเศร้าที่อยู่ในบัญชียาหลัก ที่เบิกได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่ยาที่ดีนัก มันเหมือนแค่ช่วยให้อาการทรงตัว แต่มันไม่หายขาด แต่ตอนที่ไปใช้ยานอกบัญชีกับโรงพยาบาลเอกชน ช่วงนั้นไม่มีอาการเศร้าเลย ไม่เครียดไม่กังวล”
ความหวังของผู้ป่วยทุกคน คือต้องการหายขาดจากโรคที่เป็นอยู่ ขณะที่ตัวยาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอยู่นอกบัญชียาหลักมีราคาสูง ปัจจุบัน “จิมมี่” ยังอยู่ระหว่างการรักษาโรคซึมเศร้า เขาหวังว่าการที่ออกมาเป็นตัวแทนของผู้ป่วยซึมเศร้าสะท้อนเรื่องราวเหล่านี้ จะช่วยระบบสาธารณสุขตอบสนองต่อผู้ป่วยซึมเศร้าได้ดีขึ้น
ราคาที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต้องจ่าย
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบ ระบุว่า ปี 2565 ไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสะสม ในประเทศกว่า 1.5 ล้านคน เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต 4,000 คน ต่อปี และพยายามคิดสั้นถึง 53,000 คนต่อปี
ก่อนหน้านี้ต้องยอมรับว่าสังคมมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามองว่าเป็นภาวะของอารมณ์ที่สามารถจัดการได้ และเป็นเรื่องส่วนบุคคล ต่อมาในภายหลังถูกอธิบายว่าอาการดังกล่าว เป็นอาการของโรค ที่เจ็บป่วยและสามารถใช้ยาในการรักษาให้หายได้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโรคซึมเศร้าเป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายในสังคมมากขึ้นผู้ป่วยมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และกล้าพบแพทย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม“ล็อกเกตมีเดีย” สำรวจพบว่าสัดส่วนการใช้สิทธิ์รักษาสุขภาพของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากที่สุดคือชำระเอง รองลงมาเป็นบัตรทอง หลักประกันสุขภาพแห่งชาติและประกันสังคมตามลำดับ
คำถามก็คือ ทำไมผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จึงเลือกที่จะจ่ายเงินในการรักษาเอง ซึ่งอย่างต่ำต้องจ่าย 2,000 บาทสูงสุด 10,000 บาทในการพบจิตแพทย์ในแต่ละครั้ง นอกจากนี้ ยังสำรวจพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่เคยหยุดการรักษากลางคันถึง 46% โดยหนึ่งในสาเหตุที่หยุดการรักษาก็คือ ค่าใช้จ่ายสูง19.2% และหยุดรักษาเพราะผลข้างเคียงจากยา 6.3%
ขณะที่สิ่งที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ต้องการเป็น 5 อันดับแรก อันดับ 1 เลยก็คือราคายาที่ถูกลง การทำงานที่ยืดหยุ่น ทำประกันส่วนบุคคลได้ มีช่องทางพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการบำบัดเร่งด่วน และสามารถใช้สิทธิ์การรักษาพยาบาลในการพบจิตแพทย์นักจิตวิทยาได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
จิตแพทย์เผยผู้ป่วยซึมเศร้า 20% ไม่ตอบสนองยาในบัญชียาหลัก
จากผลการสำรวจดังกล่าว พบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเกินครึ่งเลือกที่จะรักษาโรคนี้ด้วยการจ่ายเงินเอง คำถามก็คือ การใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะสิทธิ์บัตรทองเพื่อการในการรักษาโรคซึมเศร้ายังมีข้อขาดตกบกพร่องหรือไม่
“นพ.พนม เกตุมาน” ที่ปรึกษาภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าที่อยู่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ว่าจะมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีกลุ่มนี้ราว 20% ขณะที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 70-80% ตอบสนองต่อยาในบัญชียาหลักได้ดี
แต่การจ่ายยาของแพทย์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และสามารถพิจารณาจ่ายยานอกบัญชีได้ตามรายกรณี ซึ่งหากแพทย์ระบุลงความเห็นไปก็จะสามารถเบิกตามสิทธิบัตรได้เช่นกัน แต่โดยหลักแล้วแพทย์ จะใช้ยาที่เบิกได้ตามบัญชียาหลักเป็นอันดับแรกก่อน
ถ้าฟังจากจิตแพทย์ท่านนี้ก็จะพบว่าจะมี 20% ของผู้ป่วยที่ไม่สามารถตอบสนองกับยาในบัญชียาหลักได้ แล้วก็ไม่แน่ว่าผู้ป่วยในถึง 80% ที่ตอบสนองต่อยาเหล่านี้ จะรักษาได้หายขาดหรือไม่ และหากมีผลข้างเคียงก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยหยุดตัดสินใจหยุดการรักษาไปกลางคัน
เปิดรายชื่อ 4 ยาซึมเศร้า กรมสุขภาพจิตเสนอขึ้นบัญชียาหลัก
เราไปสอบถามเรื่องนี้กับ “นพ.ธิติ แสวงธรรม” รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่อยู่ระหว่างผลักดันบัญชียาซึมเศร้าบางชนิดให้ขึ้นสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ บอกว่าปัจจุบันก็มีตัวยารุ่นใหม่ๆ อย่างเช่น เซอทารีน ฟูออกซิตีน หรือโปแซค 2 ตัวนี้ ก็อยู่ใน บัญชียาหลักอยู่แล้วสามารถจะสั่งจ่ายได้
อย่างไรก็ตามยาในบัญชียาหลักบางตัว ก็ยังมีเรื่องผลข้างเคียง เช่น ระบบทางเดินอาหาร อาเจียน เบื่ออาหาร ประกอบกับมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยที่มีโรคหลายโรค เช่น โรคเบาหวาน ลมชัก โรคไต อาจจะใช้ยาเหล่านี้ไม่ได้
รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่าขณะนี้มีรายชื่อยารักษาโรคซึมเศร้าที่อยู่นอกบัญชียาหลัก 4 ตัวที่จะเสนอขึ้นบัญชียาหลักให้สามารถเบิกได้ตามสิทธิบัตรทอง ได้แก่
- โอแลนซาปี
- อะริพิพราโซล
- เวนลาฟาซีน
- เมทิลเฟนิเดต
ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ไม่ขัดข้องหากแพทย์จะจ่ายยานอกบัญชีหากมีความเห็นแพทย์ที่เพียงพอ ในส่วนของการขึ้นทะเบียนยาหลัก ซึ่งจะทำคณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติยังรอคอยข้อมูลเชิงวิชาการที่กองนโยบายแห่งชาติด้านยา ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย. จะเสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ทางออกระบบสาธารณสุข รับมือกับคลื่นผู้ป่วยซึมเศร้า ควรเป็นอย่างไร?
ดูเหมือนว่าโรคซึมเศร้าจะกลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งในระบบสาธารณสุขหลังจากที่แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปี 2556 ประเทศไทยสำรวจผู้ป่วยโรคซึมเศร้าขณะนั้นพบว่ามีเพียง 4 พันกว่าคนและทำการสำรวจเชิงรุกต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2560 พบว่าผู้ป่วยซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 2 แสนคน
จนกระทั่งในปีนี้ พบผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสะสมถึง 1.5 ล้านคน แต่ภาพรวมทั้งประเทศมีจิตแพทย์อยู่ทั้งหมด 845 คนคิดเป็นอัตราส่วน 1.28 คนต่ออัดต่อประชากร 1 แสนคนเท่านั้น ซึ่งต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ที่มีจิตแพทย์ 7.9 คนต่อประชากร 1 แสนคน
จิตแพทย์มองว่า แนวทางในการลดจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ด้วยหลักการป้องกันและควบคุมโรค ที่เริ่มต้นจากความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว การเลี้ยงดูเด็กและเยาวชน ยังเป็นสิ่งที่ต้องรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงเชิงสังคมที่ต้องทำควบคู่กันไป
ขณะที่การเพิ่มจำนวนจิตแพทย์ ยังมีข้อจำกัดไม่สามารถเพิ่มได้จำนวนมากๆเหมือนแพทย์สาขาอื่นๆ เนื่องจาก กระบวนการผลิตจิตแพทย์ที่ทำได้ยากและใช้เวลานาน ต้องรอจนกว่าแพทย์เรียนจบหลักสูตร 6 ปี ใช้ทุนอีก 3 ปี จึงจะกลับมาเรียนแพทย์เฉพาะทางต่อ จิตแพทย์ผู้ใหญ่ใช้เวลาเรียน 3 ปี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น 4 ปี และสำหรับจิตแพทย์ 1 คน ต้องใช้อาจารย์แพทย์ประมาณ 3 คน ด้วยอัตราแบบนี้ทำให้เพิ่มจำนวนได้ช้า เพราะคนที่อยู่ในระบบมีน้อย ไม่เหมือนกับสาขาอื่นๆ ที่ผลิตได้เยอะกว่า เช่น ศัลยศาสตร์ สถาบันหนึ่งผลิตได้ปีละ 30 คนส่วนหนึ่งมาจากการที่สาขานี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในช่วงประมาณ 20 ปีก่อนหน้านี้ เพิ่งจะได้รับความสนใจในช่วง 4-5 ปีนี้เอง การเพิ่มจำนวนจิตแพทย์จึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ดังนั้น การใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถรักษาให้หายขาดได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชียาหลักแห่งชาติ ลดภาระค่าใช้จ่ายแก้ผู้ป่วย น่าจะเป็นสิ่งที่ระบบสาธารณสุขขณะนี้สามารถทำได้เร็วที่สุด เพื่อรับมือกับจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากภาวะสังคมที่กดดันมากขึ้น การแข่งขันสูง ความเหลื่อมล้ำสูง เพื่อลดความสูญเสีย.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น