เก็บตกจากวชิรวิทย์ | ล็อกดาวน์อย่างไร? ให้เจ็บแล้วจบ

สธเสนอจำกัดห้ามเดินทางข้ามจังหวัด “นพ.มานพ” ชี้ฉีดวัคซีนไม่พอ - ตรวจเชื้อต่ำ ติดเชื้อพุ่งปมส่อล็อกดาวน์ “นพ.บวรศม” คาดว่าต้องรอนานกว่า 4 สัปดาห์หลังเริ่มล็อกดาวน์ผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันจึงจะลดลงจนอยู่ในศักยภาพที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้


แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าจะมีการ “ล็อกดาวน์” ในเร็ววันนี้หรือไม่ แต่มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากข้อเสนอของ “กระทรวงสาธารณสุข” ขอจำกัดการเดินทางปิดสถานที่เสี่ยง 14 วันในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กันชนแม้ในการแถลงข่าวจะไม่ใช้คำว่า “ล็อกดาวน์” 


เป้าหมายการยกระดับมาตรการ ก็เพือควบคุมการแพร่เชื้อให้ได้ หวังกดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ หากปล่อยให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ระบบสาธารณสุขไทยจะถึงล้มลง สถานการณ์อาจไม่ต่างจากประเทศอินเดียที่ต้องจัดการศพเป็นหลัก 


แม้จะปิดแคมป์คนงาน และงดการทานอาหารที่ร้านไปแล้ว โดยจะมีการประเมินเพื่อสรุปมาตรการภายในวันที่ 12 กรกฎาคม แต่ผู้ติดเชื้อกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนักระบาดวิทยาบางคนบอกว่า มาตรการที่มีอยู่ไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้เพราะสายพันธุ์ที่ระบาดเป็นสายพันธุ์เดลต้า ที่ระบาดเร็ว จำเป็นต้องล็อกดาวน์สนิทเหมือน หรือแรงกว่าช่วงเดือนเมษายน ปีที่แล้ว 


วันที่ 8 .. 64 ประเทศไทยมีการติดเชื้อโควิด-19 ทำลายสถิติใหม่ถึง 7 พันคนเสียชีวิต 75 คน ส่วนใหญ่อยู่ใน กทม.และปริมณฑล มีประชาชนยังคงรอรับการตรวจหาเชื้อจำนวนมาก มีการใช้เตียงรักษา

ในทุกระดับอาการมากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์มีความเหนื่อยล้า 


นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศมาตรการ

เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาด 5 มาตรการ ดังนี้ 


1.ให้ใช้ Rapid Antigen Test หรือชุดทดสอบแบบรวดเร็ว โดยสถานพยาบาลดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีความพร้อม และจะวางระบบรองรับ

เรื่องการตรวจด้วยตัวเองที่บ้านต่อไป 


2.การแยกกักที่บ้านและชุมชน (Home Isolation & Community Isolation) ในผู้ป่วยโควิดกลุ่มไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย


3.ให้ Bubble and Seal ตัวเอง แยกรับประทานอาหารที่บ้านและที่ทำงานเนื่องจากส่วนใหญ่ติดเชื้อจากที่บ้านและที่ทำงาน และเน้นการทำงานที่บ้าน(Work From Home) เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ


4.เร่งฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เพื่อลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต โดยจะฉีดวัคซีนให้ได้ไม่น้อยกว่า 80% ใน 2 กลุ่มนี้ เน้นพื้นที่เสี่ยงใน กทม.และปริมณฑล จะเร่งฉีดให้ได้มากกว่า 1 ล้านโดสต่อสัปดาห์ภายใน 1-2 สัปดาห์ 


5. เสนอ ศบคจำกัดห้ามเดินทางข้ามจังหวัด และปิดสถานที่เสี่ยงสถานที่รวมกลุ่มโดยไม่จำเป็น ยกเว้นตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เช่น ไปซื้ออาหาร เดินทางไปโรงพยาบาล หรือไปฉีดวัคซีนเป็นต้น



เสนอข้อมูลอะไรให้ นายกรัฐมนตรี ประกอบการตัดสินใจล็อกดาวน์ 


หลังกระทรวงสาธารณสุขมีข้อเสนออย่างเป็นทางการ ผ่าน ศบค.ชุดเล็ก นายกรัฐมนตรีก็นัดประชุมวันพรุ่งนี้ (9 .. 64) เพื่อหาทางทำให้ภายใน 14 วันตัวเลขผู้ติดเชื้อต้องลดลง หนึ่งในข้อมูลที่จะถูกนำเสนอให้ที่ประชุมพรุ่งนี้ คือการคาดการณ์ว่าผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าใน 2 สัปดาห์ จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ติดเชื้อในสัปดาห์หน้าอาจขึ้นได้ถึง 10,000 คน ซึ่ง ศบค.เคยแถลงให้ประชาชนทราบไปแล้ว เพื่อขอให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ลดการเคลื่อนย้าย เฝ้าระวังผู้สูงอายุ และเข้ารับการฉีดวัคซีน จึงคาดว่าอาจปิดบางเมือง บางพื้นที่ บางช่วงเวลา เน้นเฉพาะพื้นที่ปัญหา เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 9 จังหวัด ซึ่งเป้นพื้นที่ควบคุมเข้มงวดสูงสุดอยู่ในขณะนี้ 


ขณะที่เมื่อวิเคราะห์จากการให้สัมภาษณ์ “พล.ณัฐพล นาคพาณิชย์” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศบค. (ศปก.ศบค.) ที่ระบุว่า ศบคพร้อมจะพิจารณาเรื่องการล็อกดาวน์ทั้งประเทศหากจำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลง ซึ่งการ ล็อกดาวน์ทั้งประเทศนั้น เป็นไปได้ 2 รูปแบบพร้อมกัน 


1. Full Lockdown เฉพาะพื้นที่แพร่ระบาดหนัก เช่น 9 จังหวัด หรืออาจเพิ่มจังหวัดใกล้เคียงที่เป็นกันชน เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้าย 


2. Semi  Lockdown คือกึ่งล็อกดาวน์ในพื้นที่แพร่ระบาดทั่วไป หรือแพร่ระบาดน้อย 



ทำทุกทางในการสกัดการระบาดแล้ว ?


.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร” หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ระบุว่า ทางเลือกอื่นในการสกัดการระบาด ไม่ว่าจะเป็นการระดมสร้างภูมิคุ้มกันผ่านวัคซีน กทม และอีกหลายจังหวัดเสี่ยงมีการฉีดวัคซีนไปพอสมควร แต่ด้วยประสิทธิภาพของวัคซีน ระยะเวลาในการกระตุ้นภูมิ รวมถึงจำนวนผู้ได้รับวัคซีนที่ยังไม่มากพอ เราหวังผลจากมันไม่ได้


การตรวจก็มีข้อจำกัด ตัวเลขการตรวจรวมรายสัปดาห์ดูข้อมูล ศบคเราตรวจหาผู้ติดเชื้อได้ต่ำมาก กทม และปริมณทล ตรวจได้เพียงวันละ 3 พันคน และมีpositive rate ที่สูงมาก  จนน่าตกใจ การค้นหาผู้ป่วยและแยกโรคแทบเป็นไปไม่ได้


ในเมื่อสองทางเลือกข้างต้นทำไม่ได้ คงเหลือทางสุดท้ายในการตัดตอนการระบาด คือ full lockdown 


แต่ การ full lockdown แบบช่วงเมษายนปีที่ผ่านมา รัฐหมดค่าใช้จ่ายถึงเดือนละ 3 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้สามารถเพิ่ม capacity ในการตรวจเชื้อปรับปรุงระบบการเฝ้าระวังการระบาดเพิ่มศักยภาพของระบบโรงพยาบาลซื้อวัคซีนประสิทธิภาพสูง วางแผนการจัดหาและกระจายรวดเร็ว และมีปริมาณเกินพอสำหรับคนทั้งประเทศได้ และเรามีเวลาให้เตรียมการนานถึง 1 ปี


บางที ... พวกเราในฐานะประชาชน ควรใช้เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นบทเรียนว่าเราปล่อยให้สถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” 



ล็อดดาวน์อย่างไรให้เจ็บแต่จบ 


ถ้าหากเราใช้มาตรการล็อกดาวน์ เป็นระยะเวลา 21 วัน (9-30 ..64) จะใช้เวลากี่วันในการลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ และลดจำนวนผู้เสียชีวิต คือโจทย์ที่ผศ.นพ.บวรศมลี ระพันธ์” รองผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี .มหิดล ตั้งขึ้นเพื่อหาคำตอบว่า เมื่อล็อกดาวน์ ต้องมีอะไรบ้างที่ทำให้ เจ็บ แต่จบ 


หากเราต้องเลือกใช้มาตรการการควบคุมล็อกดาวน์ ก็ควรต้องทำให้เกิดผลลัพธ์ในการลดการแพร่เชื้อในชุมชนให้ได้อย่างน้อย 40% เมื่อเทียบกับก่อนล็อกดาวน์ จึงจะสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อในชุมชนลงมากพอที่จะอยู่ภายในขีดความสามารถของการตรวจเชิงรุก การสอบสวนโรค การกักกันแยกโรค ซึ่งอาจจะทำให้แนวโน้มการระบาดในระยะหลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ลดลงต่อไปได้


แต่หากล็อกดาวน์แล้วลดการแพร่เชื้อในชุมชนได้น้อยกว่า 40% จะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ยังคงเกินขีดความสามารถของระบบควบคุมโรค และอาจจะทำให้แนวโน้มการระบาดในระยะหลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์กลับมาเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งได้


การล็อกดาวน์ จะลดการแพร่เชื้อได้ประมาณ 40% นั้น คาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ ​4 สัปดาห์ จึงจะทำให้จำนวนผู้ติดชื้อใหม่รายวันลดลงมาใกล้เคียงกับสถานการณ์ช่วงต้นเดือน มิ..64 และคาดการณ์ว่าใช้เวลา ประมาณ 7-8 สัปดาห์ จึงจะทำให้ความต้องการเตียงรพ.กลับมาใกล้เคียงกับสถานการณ์ช่วงต้นเดือน มิ.. 64 แต่จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันในระยะ 8 สัปดาห์นี้อาจจะยังไม่ลดลงมาเท่ากับช่วงต้นเดือน มิ..64

ความคิดเห็น