เก็บตกจากวชิรวิทย์ | นักระบาดวิทยาคิดอะไร ในการระบาดระลอก 4

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ขยับสูงขึ้นเป็น 5-6 พันคนต่อวัน ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตก็ทำลายสถิติใหม่อยู่เรื่อยๆ 50-60 คนต่อวัน ทำให้กลุ่มแพทย์ระบาดวิทยาเริ่มเห็นแนวโน้มที่ไม่สู้ดีในเดือนถัดไป จากทั้งความเสี่ยงการจัดหาวัคซีนที่ล่าช้าและไวรัสกลายพันธุ์ไม่หยุดนิ่ง 


“สถานการณ์จะแย่กว่าเดิมเหตุผลเพราะสายพันธุ์ใหม่ คือ สายพันธุ์เดลต้า จะกลายเป็นสายพันธุ์ระบาดหลัก จากข้อมูลปัจจุบัน (2 .. 64) พบว่าการระบาดในกรุงเทพมหานคร พบสายพันธุ์เดลต้าในสัดส่วน ตอนนี้ 40% โดยมีความสามารถแพร่กระจายเชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์อัลฟ่า ถึง 1.4 เท่า”


 “นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์” นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ประเมินสถานการณ์การระบาด พร้อมตั้งคำถามว่า เดือนถัดไปสถานการณ์จะเป็นอย่างไร 


เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศไทย มีคนเสียชีวิตทั้งหมด 992 คนสะท้อนการแบกรับภาระทางสาธารณสุขที่ใกล้จุดวิกฤต เดือนกรกฎาคมคาดว่าจะมีคนเสียชีวิตประมาณ 1, 400 คน เดือนสิงหาคม 2,000 คน และเดือนกันยายน 2,800 คนหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไประบบสาธารณสุขไปไม่รอด 


นพ.คำนวณ” ระบุว่า 80% ของคนที่เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัวถ้าสามารถปกป้องคนกลุ่มนี้ได้ก็จะลดการตายลงได้อย่างมากวัคซีน” จึงควรใช้เพื่อลดการเจ็บหนักและเสียชีวิต แต่ประเทศไทยกำลังใช้ยุทธศาสตร์ ที่คิดว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยการฉีดแบบปูพรมให้คนไทยได้วัคซีน 70% โดยหวังว่าถ้าทำได้แบบนั้นจริงทุกคนก็จะมีการติดเชื้อน้อยลง คนก็จะตายน้อยลง แต่จะทำแบบนั้นได้ต้องมั่นใจว่าได้วัคซีนประสิทธิดีมากๆ 


เขายอมรับกันหมดว่า ไม่มีประเทศไหนที่จะมีวัคซีนไม่จำกัด กระทั่งประเทศอเมริกา ประเทศอังกฤษ หรือประเทศยุโรป ที่ผลิตวัคซีนเอง ก็ยอมรับเลยว่า เขาไม่มีทางที่จะมาใช้ยุทธศาสตร์แบบฉีดแบบปูพรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่


แต่หากต้องการลดการตาย ใช้ยุทธศาสตร์การพุ่งเป้ากับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่มีอยู 17.5 ล้านคนให้จบภายในเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม ขณะที่ปัจจุบันทั้ง 2 กลุ่มได้รับวัคซีนไปแล้ว 2 ล้านคน 


จนถึงขณะนี้มีทางเลือก 2 ทาง 1. ทำแบบเดิมจะเห็นผลประมาณอีก 5-6 เดือนหรือ 2. ยอมรับว่าเรามีวัคซีนจำกัด และอาจมีไม่ถึง 10 ล้านโดสต่อเดือน ถึงแม้จะมีวัคซีนจำกัด แต่ถ้าใช้ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็จะพ้นวิกฤติได้ 


หากทำได้ เดือนสิงหาคมนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลงเหลือประมาณ 800 คนเดือนกันยายนจะเหลือประมาณ 600-700 ประมาณวันละ 20 คน ระบบสาธารณสุขก็จะเดินหน้าต่อได้ แม้มีผู้ติดเชื้อรายวันมาก แต่คนเสียชีวิตไม่มาก จำเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์วัคซีนเพื่อทำให้เรามีวัคซีนเพียงพอ และอาจพอฉีดให้กับแรงงานต่างชาติ ที่เป็นผู้สูงอายุ และมีโรคประจำตัวแบบเสมอหน้ากันทั้งหมด โดยที่เราไม่ต้องใช้เงินเพิ่ม ไม่ต้องเยียวยาเพิ่ม 


ถ้าไม่ล็อกดาวน์ ก็ตายเป็นเบือ


การล็อกดาวน์ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มที่เป็นอยู่ตอนนี้ อาจไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้อย่างเห็นผล ต้องล็อกแบบสนิทซึ่งในประเทศทั่วโลกเมื่อล็อกดาวน์แล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อก็ลดลงทันที ขณะที่วัคซีนจะได้ผลเร็วกว่าก็ต่อเมื่อมีเพียงพอและฉีดได้เร็ว


.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์” ประธานหลักสูตรสาขาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ .และที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ทางออกคงไม่มีใครอยากล็อกดาวน์ แต่เมื่อตายเยอะๆ ก็ไม่พ้นที่ต้องล็อกดาวน์ เนื่องจากเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะถ้าวัคซีนมาเร็ว ก็ไม่ต้องล็อกดาวน์ 


ถ้าคุณไม่ล็อกดาวน์ คนก็ตายกันเป็นเบือ​ จากรอวัคซีน​ ตอนนี้เริ่มกลายเป็นผู้ป่วยสีเขียวรักษาตัวที่บ้าน (Home isolation) และอาจกลายเป็น​ ระยะสุด เหมือนประเทศอินเดีย ที่ทำศพเป็นเรื่องหลัก จะเผาไม่ทัน วัคซีนอะไรเข้ามาตอนนี้ก็ต้องซื้อถ้าทำให้คนไม่ตาย เป็นซิโนแวคก็ต้องซื้อ แม้ยังไม่รู้ว่าจะสู้สายพันธุ์เดลต้าได้หรือไม่


นพ.วีระศักดิ์” ระบุด้วยว่า ความเสี่ยงจากกำลังผลิตวัคซีนแอสตราเซเนกา ของโรงงานสยามไบโอไซแอนด์ส่งมอบได้ไม่ถึง 10 ล้านต่อเดือน ขณะที่ได้รับการชี้แจงว่า กำลังการผลิตอย่างเต็มที่จะกลับมาในเดือนกันยายนนั้น เป็นการประเมินที่มีความเสี่ยงมากเกินไป เนื่องจากไม่ดูบทเรียนที่ผ่านมา อาจทำให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ ขณะที่การหาวัคซีนแหล่งอื่นในตอนนั้นค่อนข้างยาก


แม้ก่อนหน้านั้น เขาเป็นคนเสนอให้ฉีดวัคซีนกับแรงงาน เพราะคนหนุ่มสาวๆ จะนำเชื้อไปติดผู้สูงอายุ แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างเร็วรวด เชื้อลงไปถึงครัวเรือน ประธานหลักสูตรสาขาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ .เห็นด้วยว่าต้องฉีดผู้สูงอายุก่อน เพื่อรักษาระบบสาธารณสุขไม่ให้ผู้ป่วยล้นไอซียู เพราะหากติดเชื้ออยู่ในบ้านก็จะไม่เสียชีวิตเพราะได้วัคซีนแล้ว แต่ขณะนี้ในกรุงเทพมหานครยังฉีดวันซีนไม่ถึง 50%


ขอคืนสิทธิ์ให้คนแก่ก่อนได้ไหม


สถานการณ์การระบาดในกรุงเทพมหานคร ไม่น่าจะแย่ไปกว่านี้เพราะ เพราะฉีดวัคซีนไปแล้ว 33 %  แต่ปริมณฑลบางจังหวัด และจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง รวมทั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าวซึ่งมีอัตราการติดเชื้อสูง แต่ก็มีผู้เสียชีวิตในอัตราส่วนที่ต่ำมาก 


นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ประเมินแนวโน้มสถานการณ์ระบาด และเสนอแนวทางแก้ปัญหา คือต้องลดอัตราการตาย ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ขณะนี้ภาพรวมทั้งประเทศฉีดวัคซีนผู้สูงอายุไปแล้ว 10 %  ควรจะต้องขยับให้ได้ 50% อย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเสียชีวิต


จำนวนผู้เสียชีวิตแต่ละวัน เป็นผู้สูงอายุมากถึง 70% ดังนั้นถ้าจะลดอัตราการตายต้องทำให้ผู้สูงอายุได้รับการฉีดวัคซีนเร็วที่สุด  แต่ถึงวันนี้ ผู้สูงอายุจำนวน12 ล้านคน ได้รับวัคซีนเพียง 10% เราต้องตั้งเป้าในเดือนกรกฎาคมให้คนสูงอายุได้รับวัคซีนไม่น้อยกว่า 50% เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิต  ไม่เช่นนั้นในเดือนกรกฎาคม อาจมีผู้ติดเชื้ออาจมากถึงวันละ 12,000 คน และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงถึงวันละ 120 คน ในจำนวนนี้มี 2 ใน 3 หรือ เป็นผู้สูงอายุที่ต้องเสียชีวิตในแต่ละวัน 


นพ.โสภณ เสนอให้หน่วยงานที่ได้รับวัคซีนตามโควต้าขององค์กร ปรับแผนของตัวเอง เปลี่ยนสิทธิ์การรับวัคซีน จากคนหนุ่มสาว เป็นผู้สูงอายุในครอบครัวให้มาฉีดวัคซีนแทนก่อน


คนลงทะเบียนฉีดวัคซีนทุกกลุ่มอายุ ได้คิวแซงหน้าคนแก่ที่บ้าน รวมถึงคนแก่ข้างบ้าน  เปลี่ยนสิทธิ์ได้ไหม ได้คิวไปแล้วขอคืนสิทธิ์ให้คนแก่ก่อนได้ไหม” 


รัฐบาลควรพูดความจริงด้วยข้อมูลชัดๆ ตั้งแต่แรกว่าคนที่ร่างกายแข็งแรงติดเชื้อแล้วไม่เสียชีวิตโรงพยาบาลรักษาได้  รักษาตัวเองที่บ้านก็ได้  แต่จะปล่อยให้ผู้สูงอายุจะติดเชื้อไม่ได้  หรือติดก็ต้องมีวัคซีนป้องกันความรุนแรง


ไม่ต้องตรวจหาเชื้อ ให้ยาผู้สัมผัสเสี่ยงสูงไปเลย


กรุงเทพมหานครยังอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “Out of control” หรือไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่ต่างจังหวัดยังสามารถควบคุมการระบาดได้ดี จึงควรตีกรอบพื้นที่เพื่อแยกโซนแบ่งระดับให้สอดคล้องมาตรการควบคุมโรค หรือล็อกดาวน์เป็นส่วนๆ ไม่ต้องรวมทั้งหมด 


.เกียรติคุณ​ พญ.สยมพร ศิรินาวิน” คณะแพทยศาสตร์ สาขาวิชาโรคติดเชื้อรพ.รามาธิบดี มหาวิทยามหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาคลินิก ประเมินแนวโน้มสถานการณ์การแพร่โควิด-19 ว่าตามหลักการระบาดวิทยาออกเป็น 4 ประเภท คือ 1.พื้นที่ไม่มีการระบาด 2. มีการระบาดน้อย 3.มีการระบาดแบบกระจุกตัว และ 4. มีการระบาดแบบวงกว้าง เช่น กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลควรมีมาตรการเข้มงวดกว่าพื้นที่อื่น


ในสถานการณ์ขณะนี้ มาถึงจุดที่ผู้ป่วยล้นศักยภาพระบบสาธารณสุข ทำให้มองถึงการรักษา ประเทศไทยมียาฟ้าทะลายโจร ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิผลในการรักษา และป้องกันการเกิดปอดอักเสบในผู้ป่วยโควิด-19 ระยะแรก และมีความปลอดภัยสูง การใช้อย่างถูกต้องจะช่วยลดการเกิดโรคที่รุนแรงลดภาระทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายจำนวนมาก 


สถานการณ์เช่นนี้จึงมีข้อเสนอว่า ไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อทุกคนเสมอไปเพราะการตรวจโดยหลักการคือตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค แต่สำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงการให้ยาฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสาร andrographolide ไปเลยจะดีกว่า คุ้มค่ากว่าการตรวจหาเชื้อ ซึ่งไม่ส่งผลการรักษา หรือป้องกันความรุนแรงของโรค


พญ.สยมพร” ระบุว่าแนวทางการปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วยระยะต้นที่บ้านหรือในชุมชน หากมีการใช้ยาฟ้าทะลายโจรในการรักษาจะช่วยให้ระบบสาธารณสุขเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลผู้ติดเชื้อ การลดป่วยหนักและลดตายซึ่งต้องติดตามและพัฒนาต่อไป โดยหากคาดว่าเป็นผู้ติดเชื้อ หรือพิสูจน์ว่าติดเชื้อ ควรได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการรักษาและเริ่มให้ยาฟ้าทะลายโจรโดยเร็วที่สุด ในปริมาณ 180 มก./วัน แบ่งเป็น 3 ครั้งก่อนอาหารเป็นเวลา 5 วันพร้อมกับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากสารandrographolide ที่มีอยู่ในฟ้าทะลายโจร มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสSARS-CoV-2 จัดเป็นยาที่ปลอดภัยมีประสิทธิภาพ มีผลงานวิจัยรองรับในการรักษาโควิด-19 ราคาถูกและผลิตเองได้ในประเทศ


ในกรณีที่ยังไม่สามารถตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันการติดเชื้อได้หรือยังไม่ทราบผล สามารถเริ่มให้ยาฟ้าทะลายโจรได้ก่อนเลย เพราะเมื่อผลตรวจเป็นลบก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าติดหรือไม่ติดเชื้อก่อนครบ 14 วัน อีกทั้งไม่มีเหตุต้องเลือกการรักษาหรือต้องใช้ยาราคาแพง แต่ทั้งนี้ต้องใช้ข้อมูลระบาดวิทยาเพื่อพิจารณาว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อหรือไม่ร่วมกับอาการทางคลินิก นอกจากนี้การรอตะเวนหาที่ตรวจทำให้ผู้นั้นไม่ได้พักผ่อน การรักษาล่าช้า และสิ้นเปลืองทรัพยากร


พญ.สยมพร” กล่าวอีกว่า การฉีดวัคซีน จนถึงขนาดนี้ครอบคลุมได้ประมาณ9% ของประชากร และวัคซีนที่ประชาชนได้รับมีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากการกลายพันธุ์ของไวรัส ประชาชนจึงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 


ก่อนหน้านี้ผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการให้เข้ารับการดูแลรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาลหรือสถานที่รัฐจัดให้  แต่ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่มากเกินระบบสาธารณสุข จึงไม่สามารถทำได้ ดังนั้นผู้มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยส่วนใหญ่หายได้เองและรักษาตามอาการ


บทส่งท้าย 


นักระบาดวิทยาเห็นตรงกันว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 หลังจากนี้ มีความท้าทายในการรับมือและควบคุมโรคมากขึ้น จากการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้าที่แพร่เร็วกว่าเดิม 


ขณะที่วัคซีนหากมีจำกัดควรฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง 7 โรค ให้ครบทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคม จะสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ ส่วนมาตรการล็อกดาวน์ยังคงเป็นมาตรการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ก็มีผลกระทบสูงเช่นกัน จึงควรแบ่งโซนพื้นที่การระบาดให้ชัดเจน เพื่อออกมาตรการอย่างเข้มข้นให้ตรงจุด 


ทั้งนี้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่มีผู้ติดผู้ติดเชื้อ และมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เพิ่มมากขึ้นจนเกินศักยภาพของระบบสาธารณสุข การใช้ยาฟ้าทะลายโจรที่มีสาร andrographolide สามารถยุติการแบ่งตัวของไวรัสเมื่อเข้าสู่ร่างกายได้ ประกอบกับการพักผ่อน การได้รับอาหารและน้ำดื่มอย่างเพียงพอ จะเป็นแนวทางรักษาให้กับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่บ้านต่อไป 

ความคิดเห็น