เก็บตกจากวชิรวิทย์​ | "แพทย์ปฐมภูมิ" ที่หายไปจากเมืองหลวง สู่ศูนย์กลางระบาดโควิด-19​

ถอดบทเรียน 3 วันภารกิจ “แพทย์ชนบท” บุกกรุงฯ ตรวจเชื้อเชิงรุก ปิดแผลระบบสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร “นพ.สุภัทร” ลั่นคงไม่ได้เข้ามาช่วยเป็นครั้งคราว แต่จะผลักดันนโยบาย สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ 


ดีใจมากที่มีหมอเข้ามาตรวจ เพราะให้ต่อแถวรอตามจุดที่เขาตั้งไว้คงไม่ได้ตรวจ ขนาดออกไปรอตี 4 ตี 5 ยังไม่ได้ตรวจเลย คนเต็มไปหมด” 


เสียงสะท้อนจากชาวชุมชนวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร คนหนึ่ง หลังได้มีโอกาสตรวจโควิด-19 เป็นครั้งแรกจากการลงพื้นที่ตรวจเชื้อเชิงรุกของ “กลุ่มแพทย์ชนบท” ที่เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญตั้งแต่วันที่ 14-16 .. 64


ชุมชนวัดสิงห์ เป็นหนึ่งใน 30 ชุมชนกรุงเทพมหานคร ที่ทีมแพทย์ชนบทเลือกเข้าไปตรวจจากการตั้งหลักเกณฑ์ว่าควรเป็นชุมชนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการตรวจเชื้อเชิงรุก  ประชากรหนาแน่น อยู่รวมกันแออัด และที่สำคัญคือมีผู้ติดเชื้อตกหล่นในชุมชนอยู่มาแล้วก่อนหน้านี้


ใน 30 ชุมชนยังรวมถึงชุมชนลักษณะแคมป์คนงานก่อสร้าง ที่แม้จะถูกปิดจากคำสั่งของรัฐบาลในการควบคุมโรคมาตั้งแต่วันที่ 1 .แต่ภายในแคมป์ก็ยังมีผู้ติดเชื้อตกหล่น หรือยังไม่รับการตรวจ คนกลุ่มนี้มีทั้งคนไทยและแรงงานเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเปาะบางอยู่แล้วยิ่งซับซ้อนและขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข


แพทย์ชนบท”​ แบ่งทีมทำงานเป็น 6 ทีมกระจายไปตามจุดต่างๆสับเปลี่ยนหมุนเวียนใน 3 วันให้ครบ 30 ชุมชน ตั้งเป้าตรวจคนได้ประมาณ 2-3 หมื่นคน จุดตรวจโควิด-19 วัดสิงห์ เขตจอมทอง เจ้าหน้าที่ประจำจุดนี้อยู่เพียงครึ่งวันตรวจประมาณ 1,000 คนพบ 30 คนมีผลเป็นบวกจากการตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจนเทสท์ คิท (Antigen Test Kit) ที่รู้ผลไวภายใน 30 นาที


คนที่มีผลเป็นบวกถูกแยกออกมานั่งในอีกศาลาหนึ่ง ซึ่งจะต้องรอตรวจ Swab RT-PCR ต่อไป และแยกผู้ติดเชื้อเหล่านี้เข้าสู่ระบบการรักษาโดยชุมชน หรือComunity Isolation ใช้วัดสิงห์ในเป็นโรงพยาบาลสนาม หลังจากการตรวจครั้งนี้เสร็จสิ้นทันที


การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว จากการประสานผ่านตัวแทนชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งชนะในเขตนั้น ร่วมอำนวยความสะดวกเป็นหลัก 


ศบค.กทม.ล้มเหลวจัดการโควิด-19 


แม้ภารกิจของกลุ่มแพทย์ชนบทจะได้รับความร่วมมือจากชุมชน และมาในฐานะตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข ในนาทีวิกฤตและฉุกเฉินไม่มีใครคิดว่าต้องเผชิญกับเส้นแบ่งของสังกัดหน่วย แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นที่ ชุมชนคลองสามวา” 


ชุมชนแห่งนี้​ ต้องใช้สถานที่บริเวณข้างร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นลานเล็กและแคบสำหรับให้ทีมแพทย์ชนบทเข้าตรวจเชื้อในช่วงครึ่งวันเช้า ในจำนวนที่มากถึง650 คน เราจึงเห็นภาพของผู้คนจำนวนมากที่ต้องรอตรวจเชื้อ​ ตากแดด​  บ้างใช้เงาจากเสาไฟฟ้าเพื่อบังแดง​  จุดนี้การตรวจเป็นไปอย่างทุลักทุเล


ชำนาญ​ รัตนพันธ์​“ เครือข่ายชุมชนคลองวา​ กล่าวว่า​ ที่ผ่านมาชุมชนประสานขอตรวจเชิงรุกไปกับหน่วยงานกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตในฐานะผอ.ศบค.​ ตามโครงสร้างที่พลเอก​ ประยุทธ์​ จันท์โอชา” นายกรัฐมนตรี​ นั่งเป็น​  ประธาน​ ศบค.กทม.​ ที่ประกาศออกมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์โรคระบาดในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด​ ในช่วงเวลา 3 เดือนหลังเกิดการระบาดรอบที่ 3 ทำให้มีผู้ป่วยตกค้างในชุมชนจำนวน 3 ราย​ และยังไม่เคยมีการตรวจเชิงรุก


หลังจากที่ทราบข่าวว่าสปสช.จับมือกับแพทย์ชนบท จะตรวจเชื้อให้กับชุมชนในกรุงเทพฯ​ จึงพยายามร้องขอความช่วยเหลือจนได้รับการตรวจในที่สุด แต่เมื่อทำเรื่องขอใช้สถานที่ ลานกีฬาภายใน โรงเรียนแห่งหนึ่ง​ อยู่ในเขตคลองสามวากลับได้รับการปฏิเสธ จากผู้อำนวยการเขต และผู้อำนวยการโรงเรียน​  แม้จะทำหนังสืออย่างเป็นทางการขอไปแล้วแต่ ก็ไม่ได้รับการให้ความร่วมมือแต่อย่างใด 


นี่สะท้อนระบบราชการที่ล่าช้า​ ไม่ทันกับสถานการณ์วิกฤต​ ความเป็นความตายของประชาชน​ รู้สึกเจ็บใจ​ ปวดใจ​ ที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากเจ้าของพื้นที่​ จนต้องรอให้หมอจากต่างจังหวัดเข้ามาช่วย​“



ติดเชื้อ กทมสะท้อนความเหลื่อมล้ำสังคม - สาธารณสุข


หลังจากที่เดินทางเข้ามาทำภารกิจครบ 3 วันกับการตรวจเชื้อเชิงรุกในชุมชนกว่า 30 แห่งกรุงเทพมหานคร “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ ที่ร่วมทีมปฏิบัติการด้วย พบว่าระบบบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ โควิด-19 ของเทพหานครยังวุ่นวายพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อสามารถแยกผู้ป่วยตามกลุ่มสีอาการ ออกได้แล้วจะส่งต่อไปรักษาที่ไหน


นพ.สุภัทร” บอกกับ เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่าในวันสุดท้ายที่จบภารกิจว่าตัวเลขเฉลี่ยของวันแรก (14 .. 64) พบติด โควิด-19 ถึง 19% จากที่ตรวจ 5000 กว่าคน เมื่อวาน (15 .. 64) ตรวจไป 7-8 พัน คนแต่ตัวเลขยังไม่สรุป เพราะเมื่อคืนกับกันสี่ทุ่ม ทีมสุดท้ายกลับมาถึงตีหนึ่ง เช้านี้ (16 .. 64) ต้องออกมาอีก ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ 5-10% ถือว่าสูงมาก 


ไม่แปลกที่จะเกิดการสัมผัสติดเชื้อสูง แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำ การเข้าไม่ถึงโอกาส ทั้งโอกาสในการตรวจ เข้าถึงการสอบสวนโรค เข้าถึงโรงพยาบาลสนาม หรือเข้าถึงบริการทางการแพทย์อื่นๆ ทุกคนยังมีความทุกข์อยู่พอสมควร” 


เขายอมรับว่า การเข้าพื้นที่ของทีมแพทย์ชนบท ค่อนข้างฉุกละหุก เราประสานกับทีมโควิดชุมชน ซึ่งเป็นภาคประชาชนในกรุงเทพมหานคร ทีมโควิดชุมชนเป็นคนจัดพื้นที่ให้ ประสานงานให้ทั้งหมด เพราะเราเป็นหมอชนบทไม่รู้พื้นที่ ขับรถไปตรงไหนก็ไม่ถูก มีทีมโควิดชุมชนประสานให้หมด


ประธานแพทย์ชนบท ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ในการนำทีมแพทย์ชนบทบุกกรุงครั้งนี้ ด้านหนึ่งต้องการสื่อสาร ว่าวิกฤตครั้งนี้หนักหน่วงและรุนแรง ทุกคนต้องช่วยกัน ซึ่งคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดคือชุมชน คนตัวเล็ก ตัวน้อย แม้แพทย์ชนบทจะช่วยได้เพียงเล็กน้อย แต่นี่คือคำร้องขอไปยังทุกองค์กร ให้ลงมือปฏิบัติในโลกแห่งความจริง เพื่อช่วยกันก้าวข้ามโควิด และสร้างสังคมที่เหลื่อมล้ำให้น้อยลง 


การลงพื้นที่ครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสัมผัสความจริง เห็นความจริง ความจริงที่ไม่อาจรับรู้จากการอ่านเฟซบุ๊ค ไม่อาจรับรู้จากการฟังเพื่อนเล่า แต่เป็นความจริงที่สัมผัสเห็นผู้คนที่ลำบากจริงๆ ยอมมานั่งรอตรวจและอยากตรวจ แล้วรู้สึกว่ามีความเสี่ยง มีความกังวล ครอบครัวมีคนติดเชื้อ และเข้าไม่ถึงการตรวจ ไปรอคิวตีสามตีสี่ คิวเต็มหมด แล้วไปหลายรอบก็ไม่ไหว


 สิ่งนี้ทำให้รู้ว่าคงต้องไม่ใช่แค่การเข้าช่วยเป็นครั้งคราว แต่ต้องพยามผลักดันในเชิงนโยบาย และสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบด้วย


แพทย์ชนบท เสนอปฏิรูประบบสาธารณสุข 


นอกจากหวังจะให้คนที่ตกหล่น สามารถเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้แล้วการบุกกรุงของทีมแพทย์ชนบทในครั้งนี้ บอกอะไรกับสังคม เมื่อหมอหลายคนดั้นด้นจากหลายพื้นที่ ไกลสุดมาจาก .ตากใบ .นราธิวาส 


บางคนอาจตั้งคำถามว่า หมอจากนราธิวาส นครศรีธรรมราช ขอนแก่น น่านหรือ กาญจนบุรี เพียง 60 ไม่กี่คน จะมาช่วยทำให้การตรวจเชิงรุกดีขึ้นแค่ไหน 


แต่นี่คือการแสดงออกเพื่อสื่อสารและไปถึงหลายฝ่ายรวมถึง ระบบสาธารณสุขในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครที่ดูจะเพียบพร้อมทั้งอุปกรณ์ บุคลากร แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากเมืองใหญ่แห่งนี้คือบทบาทของการ แพทย์ปฐมภูมิ” ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์ชนบทเห็นว่าเป็นรากฐานของระบบสาธารณสุขที่สำคัญที่สุด


การแพทย์ปฐมภูมิ” หรือ Primary care รับผิดชอบดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องร่วมกับประชาชน โดยประยุกต์ความรู้ทั้งทางด้านการแพทย์จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ ในลักษณะผสมผสาน การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาโรค และการฟื้นฟูสภาพได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดแบบองค์รวม ให้แก่บุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยมีระบบการส่งต่อและเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับองค์กรชุมชนในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาความรู้ของประชาชนในการดูแลส่งเสริมสุขภาพของตนเอง และสามารถดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยได้อย่างสมดุล


นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล .นครศรีธรรมราช และประธานที่ปรึกษาชมรมแพทย์ชนบท บอกว่า หากเป็นต่างจังหวัดซึ่งมีความเข้มแข็มด้านการแพทย์ปฐมภูมิ จะสามารถตามผู้เสี่ยงสูงมาตรวจ เพื่อหาผู้ติดเชื้อได้ไม่ยาก แต่กรุงเทพฯ ระบบการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูง ทำไม่ไหวเพราะประชากรมาก ผลก็คือผู้ติดเชื้อโควิด ไม่รู้ว่าตนมีเชื้อ แม้จะลดการเดินทางแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสแพร่ระบาดให้กับคนในครอบครัว


วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้อาจเป็นบทเรียน ให้จำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบสาธารณสุข ภายในกรุงเทพมหานครที่แยกส่วน แม้จะมีโรงพยาบาลจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ และตติยภูมิ ขณะที่ความสำคัญของการแพทย์ปฐมภูมิ จะช่วยอย่างยิ่งในการควบคุมโรค


สอดคล้องกับ นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่าการแก้ไขเฉพาะหน้าในเวลานี้คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันบูรณาการดับข้ามสังกัด เพราะเหลือเวลาไม่มากนัก มาตรการล็อกดาวน์ไม่สามารถทำได้เป็นระยะเวลานาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจเชื้อให้เร็ว รักษาชีวิตให้ทัน และเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนไปพร้อมกัน ซึ่งภาระหน้าที่อาจเหนือกว่าศักยภาพของกรุงเทพมหานครจะรับมือได้เพียงหน่วยงานเดียว


“การแพทย์ปฐมภูมิ” หายไปจาก “กรุงเทพฯ” แล้วจริงๆหรอ


จะว่าไปแล้วกรุงเทพมหานคร ก็มี ศูนย์บริการสาธารณสุข” สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร กระจายอยู่ตามเขตต่างๆ ถึง 68 ศูนย์ แต่ศูนย์บริการสาธารณสุขเหล่านั้น จะถูกเรียกว่าเป็นระบบการแพทย์ขั้นปฐมภูมิของกรุงเทพมหานครได้หรือไม่ คงขึ้นอยู่กับว่า ประชาชน”​ รับรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน


มักมีคำกล่าวตลอดมาว่า คนกรุงเทพฯ น่าสงสาร หากเจ็บป่วยเล็กน้อยจะต้องไปรักษาที่ไหน” ขณะที่คนต่างจังหวัดสามารถเดินเข้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ขยับขึ้นไปเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ และโรงพยาบาลจังหวัด ที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ แต่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต้องพึ่งใช้บริการสถานพยาบาลเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ถึง 70% ในพื้นที่


ขณะเดียวกันเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ก็ไม่เข้มแข็งเท่าต่างจังหวัด ด้วยลักษณะสังคมเมือง มีความต่างคนต่างอยู่ ทำให้การแพทย์ปฐมภูมิค่อยๆ เลือนหายไปจากพื้นที่


จำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร ที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากขาดการแพทย์ปฐมภูมิมาตั้งแต่ต้น ทำให้การตรวจเชื้อเชิงรุก และการสอบสวนโรค ซึ่งเป็นถนัดของ แพทย์ชนบท เป็นไปอย่างยากลำบากในกรุงเทพมหานคร สะท้อนผ่านผลลัพการควบคุมโรค ของกรุงเทพมหานครว่าสำเร็จหรือล้มเหลว แต่อาจไม่ยุติธรรมนักหากโทษกรุงเทพมหานครฝ่ายเดียวเพราะวิกฤติครั้งนี้นับว่าใหญ่เกินความสามารถของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง


พล...โสภณ พิสุทธิวงษ์” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่าไม่ขัดข้องที่ตอนนี้หลายหน่วยงานระดมส่งต่อความช่วยเหลือมายังกรุงเทพมหานคร และพร้อมประสานงานอำนวยความสะดวก โดยในส่วนของกรุงเทพมหานครเอง ก็มีความพยายามอย่างเต็มที่เช่นกันในการจัดการโรคระบาดเท่าที่ทรัพยากรของตนเองมีอยู่


ล่าสุดที่กรุงเทพมหานครได้จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อแล้ว 24 ศูนย์ ในพื้นที่23 เขต (เขตจตุจักร 2 ศูนย์เปิดบริการรับผู้ป่วยแล้ว 14 ศูนย์ จะเปิดให้บริการเพิ่มจำนวน 5 ศูนย์ ภายใน 2-3 วัน และอยู่ระหว่างตรวจสอบความพร้อม 5 ศูนย์ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยตกค้าง รวมทั้งป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค กรุงเทพมหานครจึงจะจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อเพิ่มเติม ตามโครงการ 1 เขต 1 ศูนย์พักคอย โดยได้เชิญผู้อำนวยการเขต 27 เขต ที่ยังไม่ได้จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อในพื้นที่ ร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัดตั้งศูนย์ฯ ต่อไป ….


เรื่องนี้กำลังสอนให้รู้ว่า …


วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ทำให้ระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางที่เต็มไปด้วยบุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือ จากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ถูกตั้งคำถาม


และกำลังรอคำตอบว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปตามมาหรือไม่ เพราะโควิด-19 คงไม่ใช่โจทย์ท้าทายสุดท้ายของระบบสาธารณสุขในเมืองหลวงแห่งนี้

ความคิดเห็น