เก็บตกจากวชิรวิทย์ | "แพทย์ปฐมภูมิ" ที่หายไปจากเมืองหลวง สู่ศูนย์กลางระบาดโควิด-19
ถอดบทเรียน 3 วันภารกิจ “แพทย์ชนบท” บุกกรุงฯ ตรวจเชื้อเชิงรุก ปิดแผลระบบสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร “นพ.สุภัทร” ลั่นคงไม่ได้เข้ามาช่วยเป็นครั้งคราว แต่จะผลักดันนโยบาย สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
“ดีใจมากที่มีหมอเข้ามาตรวจ เพราะให้ต่อแถวรอตามจุดที่เขาตั้งไว้คงไม่ได้ตรวจ ขนาดออกไปรอตี 4 ตี 5 ยังไม่ได้ตรวจเลย คนเต็มไปหมด”
เสียงสะท้อนจากชาวชุมชนวัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร คนหนึ่ง หลังได้มีโอกาสตรวจโควิด-19 เป็นครั้งแรกจากการลงพื้นที่ตรวจเชื้อเชิงรุกของ “กลุ่มแพทย์ชนบท” ที่เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญตั้งแต่วันที่ 14-16 ก.ค. 64
“ชุมชนวัดสิงห์” เป็นหนึ่งใน 30 ชุมชนกรุงเทพมหานคร ที่ทีมแพทย์ชนบทเลือกเข้าไปตรวจจากการตั้งหลักเกณฑ์ว่าควรเป็นชุมชนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการตรวจเชื้อเชิงรุก ประชากรหนาแน่น อยู่รวมกันแออัด และที่สำคัญคือมีผู้ติดเชื้อตกหล่นในชุมชนอยู่มาแล้วก่อนหน้านี้
ใน 30 ชุมชนยังรวมถึงชุมชนลักษณะแคมป์คนงานก่อสร้าง ที่แม้จะถูกปิดจากคำสั่งของรัฐบาลในการควบคุมโรคมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. แต่ภายในแคมป์ก็ยังมีผู้ติดเชื้อตกหล่น หรือยังไม่รับการตรวจ คนกลุ่มนี้มีทั้งคนไทยและแรงงานเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเปาะบางอยู่แล้วยิ่งซับซ้อนและขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข
“แพทย์ชนบท” แบ่งทีมทำงานเป็น 6 ทีมกระจายไปตามจุดต่างๆสับเปลี่ยนหมุนเวียนใน 3 วันให้ครบ 30 ชุมชน ตั้งเป้าตรวจคนได้ประมาณ 2-3 หมื่นคน จุดตรวจโควิด-19 วัดสิงห์ เขตจอมทอง เจ้าหน้าที่ประจำจุดนี้อยู่เพียงครึ่งวันตรวจประมาณ 1,000 คนพบ 30 คนมีผลเป็นบวกจากการตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจนเทสท์ คิท (Antigen Test Kit) ที่รู้ผลไวภายใน 30 นาที
คนที่มีผลเป็นบวกถูกแยกออกมานั่งในอีกศาลาหนึ่ง ซึ่งจะต้องรอตรวจ Swab RT-PCR ต่อไป และแยกผู้ติดเชื้อเหล่านี้เข้าสู่ระบบการรักษาโดยชุมชน หรือComunity Isolation ใช้วัดสิงห์ในเป็นโรงพยาบาลสนาม หลังจากการตรวจครั้งนี้เสร็จสิ้นทันที
การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว จากการประสานผ่านตัวแทนชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งชนะในเขตนั้น ร่วมอำนวยความสะดวกเป็นหลัก
ศบค.กทม.ล้มเหลวจัดการโควิด-19
แม้ภารกิจของกลุ่มแพทย์ชนบทจะได้รับความร่วมมือจากชุมชน และมาในฐานะตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข ในนาทีวิกฤตและฉุกเฉินไม่มีใครคิดว่าต้องเผชิญกับเส้นแบ่งของสังกัดหน่วย แต่เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นที่ “ชุมชนคลองสามวา”
ชุมชนแห่งนี้ ต้องใช้สถานที่บริเวณข้างร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นลานเล็กและแคบสำหรับให้ทีมแพทย์ชนบทเข้าตรวจเชื้อในช่วงครึ่งวันเช้า ในจำนวนที่มากถึง650 คน เราจึงเห็นภาพของผู้คนจำนวนมากที่ต้องรอตรวจเชื้อ ตากแดด บ้างใช้เงาจากเสาไฟฟ้าเพื่อบังแดง จุดนี้การตรวจเป็นไปอย่างทุลักทุเล
“ชำนาญ รัตนพันธ์“ เครือข่ายชุมชนคลองวา กล่าวว่า ที่ผ่านมาชุมชนประสานขอตรวจเชิงรุกไปกับหน่วยงานกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตในฐานะผอ.ศบค. ตามโครงสร้างที่ “พลเอก ประยุทธ์ จันท์โอชา” นายกรัฐมนตรี นั่งเป็น ประธาน ศบค.กทม. ที่ประกาศออกมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์โรคระบาดในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด ในช่วงเวลา 3 เดือนหลังเกิดการระบาดรอบที่ 3 ทำให้มีผู้ป่วยตกค้างในชุมชนจำนวน 3 ราย และยังไม่เคยมีการตรวจเชิงรุก
หลังจากที่ทราบข่าวว่าสปสช.จับมือกับแพทย์ชนบท จะตรวจเชื้อให้กับชุมชนในกรุงเทพฯ จึงพยายามร้องขอความช่วยเหลือจนได้รับการตรวจในที่สุด แต่เมื่อทำเรื่องขอใช้สถานที่ ลานกีฬาภายใน โรงเรียนแห่งหนึ่ง อยู่ในเขตคลองสามวากลับได้รับการปฏิเสธ จากผู้อำนวยการเขต และผู้อำนวยการโรงเรียน แม้จะทำหนังสืออย่างเป็นทางการขอไปแล้วแต่ ก็ไม่ได้รับการให้ความร่วมมือแต่อย่างใด
“นี่สะท้อนระบบราชการที่ล่าช้า ไม่ทันกับสถานการณ์วิกฤต ความเป็นความตายของประชาชน รู้สึกเจ็บใจ ปวดใจ ที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากเจ้าของพื้นที่ จนต้องรอให้หมอจากต่างจังหวัดเข้ามาช่วย“
ติดเชื้อ กทม. สะท้อนความเหลื่อมล้ำสังคม - สาธารณสุข
หลังจากที่เดินทางเข้ามาทำภารกิจครบ 3 วันกับการตรวจเชื้อเชิงรุกในชุมชนกว่า 30 แห่งกรุงเทพมหานคร “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ประธานชมรมแพทย์ชนบท และ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ ที่ร่วมทีมปฏิบัติการด้วย พบว่าระบบบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ โควิด-19 ของเทพหานครยังวุ่นวายพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อสามารถแยกผู้ป่วยตามกลุ่มสีอาการ ออกได้แล้วจะส่งต่อไปรักษาที่ไหน
“นพ.สุภัทร” บอกกับ เก็บตกจากวชิรวิทย์ ว่าในวันสุดท้ายที่จบภารกิจว่าตัวเลขเฉลี่ยของวันแรก (14 ก.ค. 64) พบติด โควิด-19 ถึง 19% จากที่ตรวจ 5000 กว่าคน เมื่อวาน (15 ก.ค. 64) ตรวจไป 7-8 พัน คนแต่ตัวเลขยังไม่สรุป เพราะเมื่อคืนกับกันสี่ทุ่ม ทีมสุดท้ายกลับมาถึงตีหนึ่ง เช้านี้ (16 ก.ค. 64) ต้องออกมาอีก ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ 5-10% ถือว่าสูงมาก
“ไม่แปลกที่จะเกิดการสัมผัสติดเชื้อสูง แสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำ การเข้าไม่ถึงโอกาส ทั้งโอกาสในการตรวจ เข้าถึงการสอบสวนโรค เข้าถึงโรงพยาบาลสนาม หรือเข้าถึงบริการทางการแพทย์อื่นๆ ทุกคนยังมีความทุกข์อยู่พอสมควร”
เขายอมรับว่า การเข้าพื้นที่ของทีมแพทย์ชนบท ค่อนข้างฉุกละหุก เราประสานกับทีมโควิดชุมชน ซึ่งเป็นภาคประชาชนในกรุงเทพมหานคร ทีมโควิดชุมชนเป็นคนจัดพื้นที่ให้ ประสานงานให้ทั้งหมด เพราะเราเป็นหมอชนบทไม่รู้พื้นที่ ขับรถไปตรงไหนก็ไม่ถูก มีทีมโควิดชุมชนประสานให้หมด
ประธานแพทย์ชนบท ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ในการนำทีมแพทย์ชนบทบุกกรุงครั้งนี้ ด้านหนึ่งต้องการสื่อสาร ว่าวิกฤตครั้งนี้หนักหน่วงและรุนแรง ทุกคนต้องช่วยกัน ซึ่งคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดคือชุมชน คนตัวเล็ก ตัวน้อย แม้แพทย์ชนบทจะช่วยได้เพียงเล็กน้อย แต่นี่คือคำร้องขอไปยังทุกองค์กร ให้ลงมือปฏิบัติในโลกแห่งความจริง เพื่อช่วยกันก้าวข้ามโควิด และสร้างสังคมที่เหลื่อมล้ำให้น้อยลง
“การลงพื้นที่ครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสัมผัสความจริง เห็นความจริง ความจริงที่ไม่อาจรับรู้จากการอ่านเฟซบุ๊ค ไม่อาจรับรู้จากการฟังเพื่อนเล่า แต่เป็นความจริงที่สัมผัสเห็นผู้คนที่ลำบากจริงๆ ยอมมานั่งรอตรวจและอยากตรวจ แล้วรู้สึกว่ามีความเสี่ยง มีความกังวล ครอบครัวมีคนติดเชื้อ และเข้าไม่ถึงการตรวจ ไปรอคิวตีสามตีสี่ คิวเต็มหมด แล้วไปหลายรอบก็ไม่ไหว
สิ่งนี้ทำให้รู้ว่าคงต้องไม่ใช่แค่การเข้าช่วยเป็นครั้งคราว แต่ต้องพยามผลักดันในเชิงนโยบาย และสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบด้วย”
แพทย์ชนบท เสนอปฏิรูประบบสาธารณสุข
นอกจากหวังจะให้คนที่ตกหล่น สามารถเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้แล้วการบุกกรุงของทีมแพทย์ชนบทในครั้งนี้ บอกอะไรกับสังคม เมื่อหมอหลายคนดั้นด้นจากหลายพื้นที่ ไกลสุดมาจาก อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
บางคนอาจตั้งคำถามว่า หมอจากนราธิวาส นครศรีธรรมราช ขอนแก่น น่านหรือ กาญจนบุรี เพียง 60 ไม่กี่คน จะมาช่วยทำให้การตรวจเชิงรุกดีขึ้นแค่ไหน
แต่นี่คือการแสดงออกเพื่อสื่อสารและไปถึงหลายฝ่ายรวมถึง ระบบสาธารณสุขในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครที่ดูจะเพียบพร้อมทั้งอุปกรณ์ บุคลากร แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากเมืองใหญ่แห่งนี้คือบทบาทของการ “แพทย์ปฐมภูมิ” ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์ชนบทเห็นว่าเป็นรากฐานของระบบสาธารณสุขที่สำคัญที่สุด
“การแพทย์ปฐมภูมิ” หรือ Primary care รับผิดชอบดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องร่วมกับประชาชน โดยประยุกต์ความรู้ทั้งทางด้านการแพทย์จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ ในลักษณะผสมผสาน การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาโรค และการฟื้นฟูสภาพได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดแบบองค์รวม ให้แก่บุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยมีระบบการส่งต่อและเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับองค์กรชุมชนในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาความรู้ของประชาชนในการดูแลส่งเสริมสุขภาพของตนเอง และสามารถดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยได้อย่างสมดุล
“นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จ.นครศรีธรรมราช และประธานที่ปรึกษาชมรมแพทย์ชนบท บอกว่า หากเป็นต่างจังหวัดซึ่งมีความเข้มแข็มด้านการแพทย์ปฐมภูมิ จะสามารถตามผู้เสี่ยงสูงมาตรวจ เพื่อหาผู้ติดเชื้อได้ไม่ยาก แต่กรุงเทพฯ ระบบการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงสูง ทำไม่ไหวเพราะประชากรมาก ผลก็คือผู้ติดเชื้อโควิด ไม่รู้ว่าตนมีเชื้อ แม้จะลดการเดินทางแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสแพร่ระบาดให้กับคนในครอบครัว
วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้อาจเป็นบทเรียน ให้จำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบสาธารณสุข ภายในกรุงเทพมหานครที่แยกส่วน แม้จะมีโรงพยาบาลจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ และตติยภูมิ ขณะที่ความสำคัญของการแพทย์ปฐมภูมิ จะช่วยอย่างยิ่งในการควบคุมโรค
สอดคล้องกับ “นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ” รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่าการแก้ไขเฉพาะหน้าในเวลานี้คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันบูรณาการดับข้ามสังกัด เพราะเหลือเวลาไม่มากนัก มาตรการล็อกดาวน์ไม่สามารถทำได้เป็นระยะเวลานาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตรวจเชื้อให้เร็ว รักษาชีวิตให้ทัน และเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนไปพร้อมกัน ซึ่งภาระหน้าที่อาจเหนือกว่าศักยภาพของกรุงเทพมหานครจะรับมือได้เพียงหน่วยงานเดียว
“การแพทย์ปฐมภูมิ” หายไปจาก “กรุงเทพฯ” แล้วจริงๆหรอ
จะว่าไปแล้วกรุงเทพมหานคร ก็มี “ศูนย์บริการสาธารณสุข” สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร กระจายอยู่ตามเขตต่างๆ ถึง 68 ศูนย์ แต่ศูนย์บริการสาธารณสุขเหล่านั้น จะถูกเรียกว่าเป็นระบบการแพทย์ขั้นปฐมภูมิของกรุงเทพมหานครได้หรือไม่ คงขึ้นอยู่กับว่า “ประชาชน” รับรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน
มักมีคำกล่าวตลอดมาว่า “คนกรุงเทพฯ น่าสงสาร หากเจ็บป่วยเล็กน้อยจะต้องไปรักษาที่ไหน” ขณะที่คนต่างจังหวัดสามารถเดินเข้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ขยับขึ้นไปเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ และโรงพยาบาลจังหวัด ที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ แต่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต้องพึ่งใช้บริการสถานพยาบาลเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ถึง 70% ในพื้นที่
ขณะเดียวกันเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ก็ไม่เข้มแข็งเท่าต่างจังหวัด ด้วยลักษณะสังคมเมือง มีความต่างคนต่างอยู่ ทำให้การแพทย์ปฐมภูมิค่อยๆ เลือนหายไปจากพื้นที่
จำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานคร ที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้ ส่วนหนึ่งก็มาจากขาดการแพทย์ปฐมภูมิมาตั้งแต่ต้น ทำให้การตรวจเชื้อเชิงรุก และการสอบสวนโรค ซึ่งเป็นถนัดของ “แพทย์ชนบท” เป็นไปอย่างยากลำบากในกรุงเทพมหานคร สะท้อนผ่านผลลัพการควบคุมโรค ของกรุงเทพมหานครว่าสำเร็จหรือล้มเหลว แต่อาจไม่ยุติธรรมนักหากโทษกรุงเทพมหานครฝ่ายเดียวเพราะวิกฤติครั้งนี้นับว่าใหญ่เกินความสามารถของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
“พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บอกว่าไม่ขัดข้องที่ตอนนี้หลายหน่วยงานระดมส่งต่อความช่วยเหลือมายังกรุงเทพมหานคร และพร้อมประสานงานอำนวยความสะดวก โดยในส่วนของกรุงเทพมหานครเอง ก็มีความพยายามอย่างเต็มที่เช่นกันในการจัดการโรคระบาดเท่าที่ทรัพยากรของตนเองมีอยู่
ล่าสุดที่กรุงเทพมหานครได้จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อแล้ว 24 ศูนย์ ในพื้นที่23 เขต (เขตจตุจักร 2 ศูนย์) เปิดบริการรับผู้ป่วยแล้ว 14 ศูนย์ จะเปิดให้บริการเพิ่มจำนวน 5 ศูนย์ ภายใน 2-3 วัน และอยู่ระหว่างตรวจสอบความพร้อม 5 ศูนย์ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยตกค้าง รวมทั้งป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค กรุงเทพมหานครจึงจะจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อเพิ่มเติม ตามโครงการ 1 เขต 1 ศูนย์พักคอย โดยได้เชิญผู้อำนวยการเขต 27 เขต ที่ยังไม่ได้จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อในพื้นที่ ร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัดตั้งศูนย์ฯ ต่อไป ….
เรื่องนี้กำลังสอนให้รู้ว่า …
วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ทำให้ระบบสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางที่เต็มไปด้วยบุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือ จากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ถูกตั้งคำถาม…
และกำลังรอคำตอบว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูปตามมาหรือไม่ เพราะโควิด-19 คงไม่ใช่โจทย์ท้าทายสุดท้ายของระบบสาธารณสุขในเมืองหลวงแห่งนี้


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น